xs
xsm
sm
md
lg

In Clip:สุดหนาว!! “วลาดิมีร์ ปูติน” จ่อนำ KGB ในสมัยสตาลิน อดีตสหภาพโซเวียตกลับมาใช้ใหม่อีกรอบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เอเจนซีส์ - หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ (18 ก.ย.) ที่ผ่านมา พรรคยูไนเต็ดรัสเซีย ที่ก่อตั้งโดยประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ชนะแบบแลนด์สไลด์ ล่าสุดมีรายงานว่า ปูตินมีแนวคิดหันกลับมาใช้บริการสำนักงานตำรวจลับ KGB ที่มีชื่อเสียงในยุคของอดีตประธานาธิบดี โจเซฟ สตาลิน ของสหภาพโซเวียต อีกครั้ง ในแผนการปรับปรุงหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียใหม่ทั้งหมด

สื่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Foreign Policy รายงานเมื่อวานนี้ (21 ก.ย.) ว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน มีแผนปรับปรุงหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียใหม่ทั้งหมด ซึ่งจากการรายงานของหนังสือพิมพ์รัสเซีย คอมเมอร์ซานต์ (Kommersant) ที่ได้รายงานเป็นเจ้าแรกในวันจันทร์ (19 ก.ย.) ที่ผ่านมา ระบุว่า ปูตินมีแนวคิดจะนำหน่วยงานตำรวจลับ KGB ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความโหดร้ายในสมัยอดีตประธานาธิบดี โจเซฟ สตาลิน ของสหภาพโซเวียตกลับมาใหม่อีกครั้ง

โดยในการรายงานของคอมเมอร์ซานต์ และ เดลีเทเลกราฟ สื่ออังกฤษ ชี้ว่า แนวความคิดในการปฏิรูป คือ การควบรวม 3 หน่วยงานความมั่นคงรัสเซีย ระหว่างสำนักงานข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย SVR เข้ากับสำนักงานความมั่นคงรัสเซีย FSB ที่ในปัจจุบันนี้ดูแลความมั่นคงภายในรัสเซีย รวมไปถึงหน่วยงานสำนักงานรักษาความปลอดภัยแห่งรัฐ FSO ซึ่งทางสื่อรัสเซีย ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงใหม่นี้จะได้รับขนานนามชื่อใหม่ คือ “กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ” MGB (Ministry of State Security) ซึ่ง Foreign Policy ระบุว่า ชื่อ “กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ” นี้ เป็นชื่อของหน่วยงานตำรวจลับที่น่ากลัว และมีประสิทธิภาพมากที่สุดในสมัยอดีตประธานาธิบดีสหภาพโซเวียต โจเซฟ สตาลิน ในระหว่างปี 1943 - 1953

และทำให้สื่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า การรวมกันระหว่างหน่วยงานจารกรรม และหน่วยงานตำรวจลับที่คอบจับตาดูประชาชนทุกฝีก้าว ทำให้สรุปได้ไม่ยากว่า นี่คือ การถือกำเนิดรอบใหม่ของหน่วยงานคณะกรรมาธิการเพื่อความมั่นคงของรัฐ (Committee for State Security) หรือที่รู้จักในนาม KGB

เดลีเทเลกราฟ รายงานเพิ่มเติมว่า หน้าที่ของหน่วยงานตั้งใหม่นี้ รวบอำนาจรวมศูนย์เหมือนเมื่อครั้ง KGB ในอดีต อ้างอิงจากแหล่งข่าวความมั่นคงรัสเซียให้ข้อมูลกับคอมเมอร์ซานต์ และดูเหมือนว่า MGB จะเข้ามาดูแลการดำเนินคดีกับผู้เป็นปรปักษ์ต่อเครมลิน ซึ่งในปัจจุบันนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะกรรมการสอบสวนกลางรัสเซีย ที่มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนของปูติน อเล็กซานเดอร์ บาสทริกิน (Alexander Bastrykin)

นอกจากนี้ ในแผนการยังระบุต่อว่า คาดกันว่า MGB จะเริ่มต้นหน้าที่ทำงานได้ก่อนปีการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียปี 2018 ที่คาดว่า ทั่วโลกจะได้เห็น วลาดิมีร์ ปูติน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งยังคงอยู่ในอำนาจในสมัยที่ 4 ได้ต่อไป ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเป็นประธานาธิบดีรัสเซียไปจนถึงปี 2024

ซึ่งในอดีตปูตินเคยทำงานภายใต้หน่วยงาน KGB ในสมัยอดีตสหภาพโซเวียตในเยอรมันตะวันออก และยังเชื่อว่า ปูตินได้รับมอบหมายให้ดักฟังบุคคลที่ต่อต้านนโยบายรัฐบาลสหภาพโซเวียตในเมืองเลนินกราด บ้านเกิดของเขา ที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อกลับเป็นเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

และในช่วงกรกฎาคม 1998 ถึง สิงหาคม 1999 ปูตินดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน FSB ก่อนที่จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีรัสเซียในเวลาต่อมา

Foreign Policy รายงานว่า สำหรับหน่วยงาน KGB เมื่อแรกตั้งถูกใช้ชื่อ กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ และหลังจากนั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็น สำนักงานต่อต้านการจารกรรมกลาง FSK (Federal Counterintelligence Service) และกลายเป็นสำนักงาน FSB ในปัจจุบัน

สื่ออังกฤษรายงานเพิ่มเติมในการถือกำเนิดของ KGB ในยุคศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวในสายตาคนทั่วไป โดย เซอร์เก กอนชารอฟ (Sergei Goncharov) อดีตหน่วยอัลฟาต่อต้านก่อการร้ายที่ถูกยุบไปในยุค 90 ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อทางการรัสเซียว่า “KGB เป็นหน่วยงานตำรวจลับที่แข็งแกร่งมากที่สุดในโลก” และยังกล่าวให้ความเห็นต่อว่า การกลับมาอีกครั้งของหน่วยงานนี้ “จะให้อาวุธกับรัสเซีย” ภายใต้การบริหารของผู้นำแบบรวมศูนย์อำนาจ

ในขณะที่บรรดานักวิจารณ์เครมลินต่างตกตื่นใจในข่าว โดยหนึ่งในผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวรัสเซีย เอลชาด บาเบฟ (Elshad Babaev) ได้ให้ความเห็นผ่านการทวีตว่า “ถึงเวลาแล้วต้องหนีออกนอกประเทศ” และเสริมต่อว่า “ใครก็ตามควรจะหนีออกไปหากมีโอกาส”

ด้านฝ่ายค้านรัสเซียที่ไม่สามารถผ่านเข้าไปนั่งในสภาดูมาได้สำเร็จในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (18 ก.ย.) ดมิตรี กูดคอฟ (Dmitry Gudkov) สมาชิกพรรคเสรีนิยมฝ่ายค้านรัสเซีย ที่เป็นแค่ 1 เสียงในสภารัสเซียในสมัยการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ แต่ต้องรับกับความพ่ายแพ้ต่อพรรครัฐบาลยูไนเต็ดรัสเซียของผูตินในวันอาทิตย์ (18 ก.ย.) ได้ความเห็นล่าสุด ว่า “คำถามที่มีในเวลานี้ คือ…จะอยู่ได้อย่างไรในประเทศที่มีระบบรัฐสภาเบ็ดเสร็จพรรคเดียว”

ในขณะที่ วลาดิมีร์ คารา-เมอร์ซา (Vladimir Kara-Murza) ผู้ช่วยหัวหน้าพรรคเสรีนิยม ปาร์นาส (Parnas) กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตัวเลขผู้มีสิทธิออกมาใช้ต่ำ พรรคเสรีประชาธิปไตยชนะน้อยกว่า 3% ในขณะที่สำนักงาน MGB กลับมาอีกรอบ ขอต้อนรับสู้โลกใหม่ที่กล้าหาญ”




ชี้ชัด “มาตรา 61” ย้ำ “หยาบคาย” ไม่คลุมเครือ ไม่สนิทกันถือว่าดูหมิ่น-เหยียดหยาม
ชี้ชัด “มาตรา 61” ย้ำ “หยาบคาย” ไม่คลุมเครือ ไม่สนิทกันถือว่าดูหมิ่น-เหยียดหยาม
เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้เป็นการจำกัดเสรีภาพแสดงความเห็นเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ ซึ่งรัฐธรรมนูญในอดีตก็มีบัญญัติให้ทำได้ ระบุ “รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่” เป็นถ้อยคำชัดเจน ไม่คลุมเครือ แม้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจตีความบังคับใช้อย่างไม่เป็นธรรม ผู้เสียหายก็มีสิทธิฟ้องร้องได้ ซ้ำยกตัวอย่าง “หยาบคาย” ใช้กับเพื่อนสนิทได้ แต่หากใช้กับคนไม่รู้ใจ อาจเข้าข่ายดูหมิ่น เหยียดหยาม
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...