xs
xsm
sm
md
lg

In Pics&Clips: สื่อทั่วโลกรายงาน “ม็อบสงฆ์ไทยนับพัน” นำโดยพระเมธีฯและคนวัดธรรมกาย ตะลุมบอนปะทะเจ้าหน้าที่ ประท้วงชนวนเหตุแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เอเอฟพี/เอพี/รอยเตอร์/ASTVผู้จัดการออนไลน์ – เหตุการณ์ประท้วงสงฆ์ไทยเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อล่าสุด เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปะทะกับม็อบพระสงฆ์จำนวน 3,000 รูปที่มีพระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เป็นแกนนำ พร้อมกลุ่มผู้สนับสนุนจากวัดพระธรรมกาย ในวันจันทร์(15 กพ.) บริเวณพุทธมณฑล จ.นครปฐม ในเหตุไม่พอใจปัญหาแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ โดยอ้างว่า “ฝ่ายบ้านเมืองเข้ามาก้าวก่ายศาสนาจักร”

เมื่อวานนี้(15 กพ.)เกิดเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มพระสงฆ์จำนวน 3,000 รูปบริเวณพุทธมณฑล จ.นครปฐม ชุมนุมเคลื่อนไหวแต่งตั้ง "สมเด็จช่วง" เป็นพระสังฆราช ใช้กำลังผลักดันกองกำลังทหารที่เข้ามาสกัดกั้นไม่ให้ชุมนุมขัดคำสั่ง คสช. จนเกิดการปะทะถึงขั้นชกต่อยกัน

ทั้งนี้มีรายงานว่า พระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้นำพระสงฆ์และฆราวาส ในนามเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.)เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 08.00 น.ของวันจันทร์(15 กพ.) ทหารและตำรวจ สภ.พุทธมณฑล ได้สั่งปิดประตูทางเข้า ด้านถนนพุทธมณฑล สาย 4 ไม่ให้รถยนต์ทุกชนิดเข้าไปด้านในพุทธมณฑล และชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อร้องขอไม่ให้เข้าร่วมชุมนุม เนื่องจากเป็นการขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่พระสงฆ์และฆราวาสใช้วิธีเดินเท้าเพื่อเข้าไปด้านในองค์พระแทน ทั้งนี้ สำหรับการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเริ่มต้นชุมนุมในเวลา 13.00 น. และจะออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในเวลา 17.30 น. โดยมีกำหนดที่จะปักหลักเคลื่อนไหวไปจนถึงค่ำวันที่ 16 กพ. เวลา 19.00 น.

โดยในเวลาช่วงบ่ายของวันจันทร์(15 กพ.) เอเอฟพีรายงานว่า ขบวนพระสงฆ์จำนวน 3,000 รูปจากศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรอิสระไม่ได้ขึ้นอยู่กับมหาเถระสมาคม หรือเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐ รวมตัวอยู่ด้านนอกเพื่อต้องการเดินทางเข้าร่วมแสดงประกาศจุดยืนต่อรัฐบาลในการแต่งตั้งพระประมุขแห่งพุทธศาสนจักรของไทยองค์ใหม่ บริเวณด้านในของตัวพุทธมณฑล

ทั้งนี้มีรายงานว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ที่วัดราชาธิวาสวิหาร(คณะใต้) ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ซึ่งจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการขององค์กรแห่งนี้พบว่า มีผู้นำคือศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และระบุว่ามีสมาชิกเครือข่ายจำนวน 3,541คน

และเหตุการณ์เริ่มตรึงเครียดเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารกองพันทหารราบที่ 9 จำนวนกว่า 50 นายที่นำแผงเหล็กกั้น และมีรถตรวจการมาจอด พร้อมประกาศห้ามไม่ให้ผู้ประท้วงสงฆ์จากศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาเข้าไปด้านใน ที่จะนำไปสู่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลและกำกับกิจการด้านพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันเกิดเหตุ ที่ตั้งของหน่วยงานรัฐแห่งนี้เป็นสถานที่ถวายภัตตาหารของเหล่าสงฆ์ เอเอฟพีรายงาน

เอเอฟพีรายงานต่อว่า สื่อไทยรายงานภาพข่าว และเหตุการณ์ทางโทรทัศน์มีภาพสงห์กำลังใช้มือล็อกคอทหารหนึ่งนายที่กำลังปฎิบัติหน้าที่รักษาความสงบอยู่ด้านนอก ในขณะที่ฝูงม็อบพระที่สวมจีวรเหลืองพยายามฝ่าแผงกั้น เพื่อเข้าไปด้านใน ซึ่งสื่อไทยชี้ว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ใช้กำลังกับกลุ่มพระ ในขณะที่มีภาพกลุ่มพระสงฆ์ฮือเข้ารุมล้อมเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงรถตรวจการทหารคล้ายกับว่าจะพยายามเคลื่อนย้ายรถที่จอดอยู่ออกไป

ด้านรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า มีเสียงตะโกนดังสั่งทหาร “อย่าแตะพระ!!” พร้อมทั้งฆราวาสที่ร่วมในการประท้วงของพระเมธีธรรมาจารย์ถือป้ายประท้วงข้อความ “ขอให้กำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”

ด้านเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ทางเราจะยังไม่หยุดการเคลื่อนไหวจนกว่ารัฐบาลจะเลิกเข้ามาแทรกแซงศาสนจักร”

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์รายงานว่า การประท้วงที่ส่วนใหญ่สงบ ในช่วงหลังจากเกิดการงัดข้อขึ้นระหว่างทั้งฝ่ายม็อบสงฆ์และกำลังเจ้า มีจำนวนพระเข้าร่วมการประท้วงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีภาพพระบางส่วนนั่งกับพื้นสนามหญ้า และสวดภาวนา

เอเอฟพีรายงานต่อว่า สมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพุทธศาสนา ได้เปิดเผยว่า “มีพระสงฆ์จำนวน 3,000 คนเข้าร่วมการสัมมนา” และยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “มีประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าร่วมเพื่อตักบาตร แต่ถูกกลุ่มทหารขวางไว้ ดังนั้นจึงมีปากเสียงและเกิดการผลักไปมา”

ซึ่งคำกล่าวของสมชายสอดคล้องกับวิดีโอคลิปที่ลงยูทิวบ์ที่ถูกถ่ายและเผยแพร่ภายใต้ชื่อ “ทหารห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าไปตักบาตร”

การให้ความเห็นของโฆษกสำนักงานพุทธศาสนาสอดคล้องกับตัวแทนจากวัดพระธรรมกาย เอเอฟพีชี้

อย่างไรก็ตาม สื่อไทยรายงานว่า ในช่วงท้ายกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารอนุญาตให้รถบรรทุกและรถตู้เดินทางเข้าไปได้ สร้างความพอใจให้กับทุกฝ่าย

รอยเตอร์รายงานว่า การปะทะระหว่างสงห์ไทยและทหารเมื่อวานนี้(15 กพ.)เป็นเสมือนสงครามตัวแทนระหว่างสีเสื้อในเมืองไทยที่ยังไม่จบ

และเอเอฟพีรายงานต่อว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และมีความคาดหมายว่า จะเป็นสมเด็จพระสงฆราชองค์ต่อไป นั้นมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับวัดธรรมกาย ที่เอเอฟีชี้ว่า ถึงแม้วัดแห่งนี้จะเป็นวัดแต่มีอำนาจการต่อรองคล้ายเสมือนกับจะเป็นอีกหนึ่งนิกายในศาสนจักรของไทย

โดยเอพีชี้ว่า ในการประท้วงที่พุทธมณฆลจะมีหลายกลุ่มที่ประกาศเข้าร่วม แต่พบว่ากลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายเป็นแกนหลักในการชุมนุมครั้งนี้ และเพื่อให้สมเด็จช่วงได้รับการแต่งตั้ง ทางกลุ่มผู้ประท้วงประกาศขออย่าให้รัฐบาลไทยเข้ามาแทรกแซง พร้อมยังต้องการกำหนดให้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทยระบุว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ

ถึงแม้ไทยจะเป็นเมืองพุทธแต่ไม่มีการกำหนดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

เอเอฟพีรายงานต่อว่า มีนักวิจารณ์จำนวนมากให้ความเห็นเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายว่า วัดแห่งนี้มีความใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่อื้อฉาว ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองหลายสิบปีที่ผ่านมาล่าสุด

และยังมีการกล่าวหาว่า วัดพระธรรมกายต้องการที่จะควบคุมศาสนจักรในไทยทั้งหมด

โดยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)มีปัญหาคดีฉ้อโกงเงินบริจาคครั้งมโหฬาร แต่ไม่มีการระบุความผิดอย่างเป็นทางการ โดยในเดือนเมษายน 2015 วัดพระธรรมกายได้คืนเงินจำนวน 20 ล้านดอลลาร์ให้กับผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง

โดยในวันนี้(16 กพ.) สื่อไทยรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ที่อยู่ในการทำคดีสหกรณ์คลองจั่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เตรียมดำเนินคดีวัดชื่อดังแห่งนี้ โดยในรายงานระบุว่า ที่ประชุมที่สอบสวนเส้นทางการรับเช็คจำนวน 878 ฉบับของสหกรณ์คลองจั่น เพื่อพิจารณาว่ากลุ่มใดหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องในการรับเช็ค หรืออยู่ในกระบวนการฟอกเงิน

และมีรายงานว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยในวันอังคาร(16 กพ.)โดยเผยว่า ได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานพุทธศาสนาถึงคดีปมพระธัมมชโยว่าด้วยเรื่องมติมหาเถรสมาคม จากพระลิขิตของพระสังฆราชกรณีอาบัติปาราชิกของเจ้าอาวาสพระธรรมกาย

ซึงปัญหาวัดพระธรรมกายเคยมีนักวิจัยชาติตะวันได้ทำการศึกษาปรากฎการณ์วัดพระธรรมกายต่อศาสนจักรในไทยในรูปแบบผลงานทางวิชาการตีพิมพ์มาแล้ว

รองศาสตราจารย์ ราเชล เอ็ม สก็อตต์ แห่งมหาวิทยาลัยเทนเนสซี เจ้าของผลงาน “Nirvana For Sale” ตีแผ่ปัญหาพุทธศาสนาในไทย โดยเฉพาะกรณีวัดธรรมกายที่ใช้กรอบแนวความคิดสมัยนิยมใหม่ แทนความเชื่อดั้งเดิมตามแบบพุทธนิกายเถรวาท ที่แพร่หลายในศรีลังกา ไทย กัมพูชา ลาว และพม่า ที่ว่าด้วยการทำบุญอย่างเรียบง่ายและการนั่งสมาธิ มาเป็นการใช้นิพพานเป็นเป้าหมายหลอกล่อเพื่อให้ชาวพุทธที่มีจิตศรัทธาติดกับในลัทธิบริโภคนิยม ตามนโยบายจ่ายมากได้บุญมากเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งและสมบูรณ์พูนสุขต่อตนเอง

โดยสก็อตต์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Religion & Ethics Newsweekly's Lucky Severson ว่า “คนพวกนั้นเชื่อว่า จุดมุ่งหมายหลักของศาสนาคือ การเรียไรเงินบริจาคเพื่อความยิ่งใหญ่ และเพื่อนำไปสู่ความเป็นสากลนานาชาติ”

ในงานเขียน Nirvana For Sale ของสก็อตต์ แบ่งเป็น 5 หัวข้อคือ (1) พุทธศาสนา การปฎิเสธ และความมั่งคั่ง (2)สมัยนิยม ความมั่งคั่ง และวัดธรรมกาย (3) มหาธรรมกายเจดีย์ และการทำบุญในรูปแบบโพสต์โมเดิร์น (4)ข่าวอื้อฉาวของวัดธรรมกาย : ความศรัทธา ความมั่งคั่ง และอำนาจ (authority) และ (5) บริโภคนิยมและพาณิชยกรรมทางการค้าของพุทธศาสนา

และหนังสือเล่มนี้ถูกนำมาวิเคราะห์โดย จอร์แดน จอห์นสัน จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตท และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร buddhistethics เล่มที่ 20 ปี 2013 จอห์นสันกล่าวว่า สก็อตต์สนใจต่อการถือกำเนิดและการเคลื่อนไหวของลัทธิธรรมกายในไทยเป็นพิเศษ ซึ่งวัดธรรมกายถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการอธิบายใน "มิติทุนนิยมและความศรัทธาทางศาสนา" ร่วมกันเหมือนครั้งหนึ่งในยุคกลางที่มีความเกี่ยวเนื่องระหว่างอำนาจ เงินทอง และวาติกัน โดยเธอได้มองความเคลื่อนไหวของลัทธิธรรมกายเป็นเสมือนการเปลี่ยนแปลงพุทธศาสนจักรในไทยที่ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงเคลื่อนที่ไปตลอดเวลา










ขอขอบคุณภาพจากยูทิวบ์ข่าวเวิร์กพอยต์ และอัมรินทร์ทีวี
ภาพจากรอยเตอร์
ภาพจากรอยเตอร์
ภาพจากรอยเตอร์
ภาพจากรอยเตอร์
ภาพจากรอยเตอร์
ภาพจากรอยเตอร์

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...