xs
xsm
sm
md
lg

อดีตผู้นำอิสราเอล ‘อาเรียล ชารอน’ ไม่ใช่วีรบุรุษ

เผยแพร่:   โดย: แรมซี บารูด

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)

The whitewashing of Ariel Sharon

By Ramzy Baroud
13/01/2014

อดีตผู้นำอิสราเอล อาเรียล ชารอน ผู้เพิ่งเสียชีวิตไปภายหลังล้มป่วยอยู่ในอาการโคม่ามาเป็นเวลา 8 ปี ไม่ใช่วีรบุรุษอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนสหรัฐฯที่แสดงการยกย่องไว้อาลัยเขา จะต้องตื่นฟื้นขึ้นมาจากอาการโคม่าทางศีลธรรมของพวกเขาเอง และเผชิญหน้าความเป็นจริงของประวัติศาสตร์อันชุ่มโชกด้วยเลือดของชารอน --ประวัติศาสตร์แห่งการเข้ายึดครองนำเอาดินแดนของชาวปาเลสไตน์มาเป็นอาณานิคมอย่างผิดกฎหมาย

การสิ้นชีวิตของอดีตผู้นำอิสราเอล อาเรียล ชารอน (Ariel Sharon) ได้ปลุกให้สื่อมวลชนสหรัฐฯเกิดความสนใจอย่างคึกคักในมรดกตกทอดของบุรุษผู้นี้ ซึ่งถูกผู้คนจำนวนมากมองว่าเป็นอาชญากรสงคราม และถูกผู้คนบางส่วนระบุว่าเป็นวีรบุรุษ ในความเป็นจริงแล้ว หัวใจสำคัญของการรายงานข่าวของโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น เกี่ยวกับการตายของเขาในวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ได้แก่สิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอวดอ้างว่าคือความเป็นวีรบุรุษของชารอน

ชารอน ใช้ช่วงเวลา 8 ปีสุดท้ายแห่งชีวิตของเขาอยู่ในอาการโคม่า แต่ดูเหมือนว่ามันยังยาวนานไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกสื่อมวลชนในความควบคุมของภาคบรรษัทธุรกิจของสหรัฐฯ ตื่นฟื้นขึ้นมาจากอาการโคม่าทางศีลธรรมของพวกเขาเอง ในการรายงานข่าวทางออนไลน์ของซีเอ็นเอ็น ได้เสนอภาพของชารอนในฐานะที่เป็นบุรุษผู้สูงส่งระดับวีรบุรุษ ผู้ซึ่งถูกบังคับให้ต้องตัดสินเลือกหนทางอันลำบากยากเย็นต่างๆ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะให้บังเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่แก่ประชาชนของเขาเอง “ตลอดเวลาเหล่านี้ เขาถูกเรียกขานด้วยสมญานามว่า ‘รถบุลโดเซอร์’ (The Bulldozer) ผู้นำที่ปราศจากความกลัวเกรงใดๆ ซึ่งเดินหน้าทำสิ่งต่างๆ จนสำเร็จ” อลัน ดุ๊ก (Alan Duke) เขียนเอาไว้เช่นนี้

ในข้อเขียนของเขาที่ใช้ชื่อหัวเรื่องเรียบๆ ว่า “อาเรียล ชารอน, อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 85 ปี” ดุ๊ก ทำท่าเหมือนกับกำลังกล่าวถึงอดีตของชารอนอย่างตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขากำลังช่วยฟอกล้างช่วยกลับดำเป็นขาวอย่างชาญฉลาดให้แก่อาชญากรรมอันชวนสยดสยองต่างๆ ของชายผู้นี้ ในเวลาเดียวกับที่พยายามมองหาทุกๆ โอกาสที่จะเล่าขานถึงคุณงามความดีที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาของเขา “ผู้คนจำนวนมากในโลกอาหรับเรียกขานชารอนว่า ‘นักฆ่าแห่งเบรุต’ (the Butcher of Beirut) หลังจากที่เขาเป็นผู้กำกับดูแลการรุกรานของอิสราเอลเข้าไปในเลบานอนเมื่อปี 1982 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหม” ดุ๊ก เขียนเอาไว้เช่นนี้

ทว่าแท้ที่จริงแล้ว ชารอนไม่ได้ถูกเรียกขานว่า “รถบุลโดเซอร์” เนื่องจากการเป็น “ผู้นำที่ปราศจากความกลัวเกรงใดๆ” และก็ไม่มีชาวอาหรับคนไหนเรียกเขาว่า “นักฆ่าแห่งเบรุต” เพียงเพราะ “การกำกับดูแล” การรุกรานเลบานอน ดุ๊กนั้นถ้าหากไม่ใช่ว่าโง่เขลาไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็ต้องกำลังพยายามทำเนียนอย่างไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง แต่คำประณามหยามเหยียดเช่นนี้ไม่ควรที่จะตกเป็นของเขาแต่ผู้เดียว เนื่องจากการอ้างอิงยกย่องสรรเสริญความเป็นวีรบุรุษของชารอน คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการเสนอรายงานข่าวนี้ทั้งหมดของซีเอ็นเอ็น

อย่างไรก็ตาม การสิ้นชีวิตของชารอน ตลอดจนคำยกย่องไว้อาลัยอย่างแข็งขันที่ถูกผลิตหลั่งไหลออกมา จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของประวัติอันโชกชุ่มด้วยเลือดของเขา หรือลบล้าง "ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีให้เห็นอยู่อย่างทนโท่” –อย่างที่ปรากฏอยู่ในอาณานิคมผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งชารอนทุ่มกายทุ่มใจก่อตั้งขึ้นมาบนดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองเอาไว้

หลังจากที่อิสราเอลเข้ายึดครองเขตกาซ่า (Gaza) ตลอดจนส่วนอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ของดินแดนปาเลสไตน์ในปี 1967 แล้ว ชารอนก็ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้เป็นผู้รับภารกิจอันโชกเลือดในการ “สร้างความสงบ” ในเขตกาซ่าที่ยังคงดื้อรั้น ในฐานะที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการของกองบัญชาการภาคใต้ (southern command) แห่งกองทัพอิสราเอล (Israel Defense Forces) ชารอนได้รับฉายา “รถบุลโดเซอร์” เนื่องจากเขาเข้าใจดีว่าการที่จะสยบกาซ่าให้ได้ จำเป็นที่จะต้องใช้ยานยนต์หุ้มเกราะขนาดหนัก และย่านที่อยู่อาศัยต่างๆ ที่มีผู้คนแออัดยัดเยียด ตลอดจนมีตรอกซอยคับแคบ ตัดเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตลอดทั่วค่ายผู้ลี้ภัยแห่งต่างๆ ที่อยู่ในสภาพแร้นแค้นอดอยากของเขตพื้นที่นี้ ทำให้ไม่เหมาะแก่การใช้เครื่องจักรกลขนาดหนักเอาเลย

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงตัดสินใจไถทำลายบ้านเรือนนับเป็นพันๆ หลัง ในการเตรียมเส้นทางสำหรับให้รถถังและรถบุลโดเซอร์เคลื่อนเข้าไป และจากนั้นก็จัดการไถทำลายบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นไปอีก ตามการประมาณการแบบบันยะบันยังของหลายสำนัก ให้ตัวเลขจำนวนบ้านที่ถูกทำลายไปเฉพาะในเดือนสิงหาคม 1970 เพียงเดือนเดียวเอาไว้ที่ 2,000 หลัง ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 16,000 คนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย และอีกเป็นพันเป็นหมื่นคนถูกบังคับให้โยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่ใหม่จากค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง

ค่ายผู้ลี้ภัย “บีช” (Beach Refugee Camp) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ นครกาซ่าซิตี้ (Gaza City) เป็นจุดที่ได้รับความเสียหายหนักหน่วงที่สุด ผู้คนจำนวนมากพากันหลบหนีเอาชีวิตรอด พากันเข้าไปหลบภัยกันตามมัสยิด และโรงเรียนตลอดจนเต็นท์ที่พักของสหประชาชาติ ชารอนประกาศว่าวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการเช่นนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพวกผู้ก่อการร้าย แต่สิ่งที่เขาหมายความจริงๆ ก็คือ เป้าหมายอยู่ที่ประชากรในกาซ่าเหล่านี้แหละ ซึ่งเป็นผู้ที่คอยต่อต้านและคอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านการยึดครองของอิสราเอล และก็เป็นประชาชนเหล่านี้เองที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดังที่เขาว่า ซึ่งเขาทุ่มกำลังเข้าทุบไถเข้าทำลายอย่างทารุณอยู่ตั้งหลายๆ วันและหลายๆ สัปดาห์

การกวาดล้างอย่างนองเลือดของชารอน ยังส่งผลทำให้มีการประหารชีวิตนักรบฝ่ายต่อต้านจำนวน 104 คน และมีการเนรเทศคนอื่นๆ อีกเป็นร้อยๆ บางคนถูกส่งไปยังจอร์แดน, คนอื่นๆ ไปยังเลบานอน, และส่วนที่เหลือก็เพียงแค่ถูกปล่อยทิ้งให้เน่าเปื่อยไปเองในทะเลทรายไซไน (Sinai desert)

การใช้ความรุนแรงของชารอน เป็นส่วนหนึ่งของหลักตรรกวิทยาอันชวนให้รู้สึกโกรธแค้นพอๆ กัน ทั้งนี้เขาเชื่อว่า แผนการเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อทำให้อิสราเอลเกิดความมั่นคงใดๆ ก็ตาม จำเป็นที่หัวใจของแผนการดังกล่าวจะต้องมีการรณรงค์ใช้ความรุนแรงซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ชาวปาเลสไตน์เกิดความสับสนงงงันทำอะไรไม่ถูก เขาเป็นคนที่รวดเร็วมากในการฉวยคว้าใช้ประโยชน์จาก “แผนการอัลลอน” (Allon plan) ซึ่งได้นามตามชื่อของ ยิกัล อัลลอน (Yigal Allon) อดีตนายพลและรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอิสราเอล ผู้ได้รับมอบหมายภารกิจให้จัดร่างวิสัยทัศน์ของอิสราเอล สำหรับดินแดนต่างๆ ของชาวปาเลสไตน์ที่เพิ่งพิชิตมาได้ใหม่ๆ

ชารอนเคยบรรยายขณะยืนอยู่บนเนินทรายแห่งหนึ่งใกล้ๆ กาซ่า พร้อมกับรัฐมนตรีหลายๆ คน โดยอธิบายว่า ในเวลาเดียวกับที่ใช้มาตรการต่างๆ ทางการทหารเพื่อควบคุมเขตฉนวนกาซ่า เขายังต้องการให้มี “นิ้วมือ” ในรูปของการจัดตั้งนิคมชาวยิวแห่งต่างๆ ขึ้นมาแบ่งคั้นระหว่างเมืองใหญ่ต่างๆ ของกาซ่า เพื่อตัดแบ่งเขตนี้ให้กลายเป็น 4 ส่วน นอกจากนั้นควรต้องมี “นิ้วมือ” อีกแห่งหนึ่งพุ่งทะลุไปตามขอบของแหลมไซไน อันจะช่วยสร้าง “พื้นที่กันชนของชาวยิวขึ้นมาตรงระหว่างฉนวนกาซ่ากับแหลมไซไน เพื่อตัดการไหลทะลักเข้ามาของอาวุธ” ตลอดจนทำหน้าที่แยกเขตทั้งสองนี้ ในกรณีที่พื้นที่ส่วนที่เหลือของไซไนต้องถูกส่งกลับคืนไปให้อียิปต์ มรดกตกทอดจากการกระทำเช่นนี้เองได้ทำให้เขตกาซามีลักษณะบิดเบี้ยวและโดดเดี่ยว แม้กระทั่งในช่วงหลายๆ ปีภายหลังที่ชารอนประกาศดำเนินนโยบาย “รื้อถอน (นิคมชาวยิว) แต่เพียงฝ่ายเดียว” (unilateral disengagement) ของเขาในปี 2005 นอกจากนั้นเขายังโยกย้ายพวกตั้งนิคมชาวยิวไปยังอาณานิคมผิดกฎหมายแห่งอื่นๆ ในเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) และประกาศปิดล้อมเขตฉนวนกาซาอย่างชนิดปิดตาย ซึ่งส่งผลพวงต่อเนื่องให้เกิดความทุกข์ยากเดือดร้อนและกระทั่งความตาย

ชารอนเป็นผู้ที่มีความชำนิชำนาญยิ่งในการยุยงส่งเสริมหรือในการฉวยใช้หาประโยชน์จากความแตกแยกในหมู่ศัตรูของเขา เขาเคลื่อนกำลังเข้าไปโจมตีเลบานอนในปี 1982 ตอนที่ประเทศนั้นกำลังอยู่ในระยะอ่อนแอที่สุด เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยหมดแรงจากสงครามกลางเมือง และเมื่อกองทัพอิสราเอลเข้ายึดครองเลบานอนได้ในท้ายที่สุดในปี 1982 ในขณะที่พวกนักรบขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Organization) กำลังถูกขนลงเรือเดินทะเลมุ่งสู่หลายๆ ประเทศรอบๆ ตะวันออกกลาง ชารอนผู้พิชิตก็เปิดไฟเขียวอนุญาตให้พวกกองกำลังพันธมิตรกลุ่มฟาลังกิสต์ชาวคริสต์ (Christian Phalangist) ของเขา เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัย ซาบรา (Sabra) และ ชาติลลา (Shatilla) ที่ปราศจากการป้องกันใดๆ เลย

ในช่วงระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 1982 ขณะที่กองทหารอิสราเอลเข้ายึดค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไว้ได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว พวกฟาลังกิสต์ก็ได้เข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว และดำเนินการสังหารหมู่ ซึ่งได้กลายเป็นบทนิยามอันน่าขยะแขยงทั้งสำหรับสงครามกลางเมืองของชาวเลบานอน และสำหรับการรุกรานยึดครองของอิสราเอล พวกเขาสังหารผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ไปหลายพันคน ส่วนใหญ่เป็นการใช้มีดฟันแทงเข่นฆ่า และบางรายก็ใช้ปืนยิงเหยื่อล้มคว่ำ

ถึงแม้ชารอนเสียชื่อเสียงไปบางส่วนภายหลังการทำสงครามอันสร้างความพินาศฉิบหายของเขาในเลบานอน แต่ผู้ออกเสียงชาวอิสราเอลก็ยังคงโหวตนำตัวเขากลับมาอีก เพื่อเป็นผู้นำของพรรคลิคุด (Likud) ฝ่ายขวาในเดือนพฤษภาคม 1999 และต่อมาก็เป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลในเดือนกุมภาพันธ์ 2001 จุดมุ่งหมายก็คือเพื่อให้เขาสยบการก่อกบฏของชาวปาเลสไตน์ในระหว่าง “การลุกขึ้นสู้ครั้งที่ 2” (the Second Intifada) โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นเพราะการกระทำในลักษณะยั่วยุของชารอน ซึ่งเดินทางไป “เยี่ยมชม” วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในศาสนาอิสลามในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้นนั่นเอง ที่กลายเป็นการจุดชนวนความโกรธแค้นขึ้นในหมู่ชาวปาเลสไตน์ และเมื่อประกอบกับปัจจัยอย่างอื่นๆ ด้วยแล้ว ชาวปาเลสไตน์จึงได้เริ่มต้นก่อการลุกขึ้นสู้คราวนี้ขึ้นมา

ชารอนพยายามที่จะบดขยี้ทำลายการลุกขึ้นสู้ โดยหวังที่จะอาศัยความสนับสนุนและความเห็นชอบของสหรัฐฯ ทว่าเขาประสบความล้มเหลว เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2001 ได้มีชาวปาเลสไตน์ 495 คนและชาวอิสราเอล 154 คนถูกสังหารไป ความพยายามระหว่างประเทศที่จะจัดส่งกองกำลังผู้สังเกตการณ์ของสหประชาชาติเข้ามา ได้ถูกขัดขวางจากการใช้สิทธิยับยั้งของสหรัฐฯในวันที่ 27 มีนาคม ด้วยเหตุนี้ก็กลายเป็นการแผ้วถางทางให้กองทัพบกอิสราเอลนำกำลังบุกเข้าไปตามค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์แห่งต่างๆ ตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นควบคุมโดยองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (Palestinian Authority)

ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2002 ชารอนออกคำสั่งให้เปิดยุทธการ “กำแพงเพื่อการป้องกัน” (Operation "Defensive Wall") ซึ่งส่งผลให้ทหารอิสราเอลจัดส่งกำลังบุกเข้าไปตามนครแทบทุกแห่งในเขตเวสต์แบงก์ครั้งใหญ่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงและเกิดการเลือดตกยางออกอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ยุทธการของอิสราเอลในคราวนั้น นำไปสู่การเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน, การหวนกับไปยึดเมืองเล็กตำบลน้อยของชาวปาเลสไตน์ที่ทรงความสำคัญ, การทำลายกองบัญชาการใหญ่ของ ยัสเซอร์ อาราฟัต ในเมืองรามัลเลาะห์ (Ramallah), และการกระทำซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการปิดล้อมให้ผู้นำชาวปาเลสไตน์ผู้นี้ต้องอยู่แต่ภายในออฟฟิศที่ทำการของเขา

ชารอนไม่ใช่วีรบุรุษอะไรทั้งสิ้น ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนสหรัฐฯจะตื่นฟื้นขึ้นมาจากอาการโคม่าทางศีลธรรมของพวกเขาเอง และลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงโดยอาศัยสามัญสำนึกและค่านิยมทางด้านสิทธิมนุษยชนระดับพื้นฐานที่สุด พวกเขาไม่ควรมองอะไรผ่านแท่งปริซึมของพวกฝ่ายขวาสุดโต่งที่สุด ถ้าหากไม่ใช่ผ่านแท่งปริซึมของพวกนิยมเผด็จการฟาสซิสต์ (fascist) ในสังคมอิสราเอล

แรมซี บารูด เป็นคอลัมนิสต์ที่มีบริษัทตัวแทนนำไปจัดจำหน่ายในระดับระหว่างประเทศ, เป็นที่ปรึกษาด้านสื่อ, และเป็นบรรณาธิการของเว็บไซต์ PalestineChronicle.com หนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือเรื่อง My Father Was A Freedom Fighter: Gaza's Untold Story จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์พลูโต เพรส (Pluto Press, London)