เอพี/เอเจนซีส์ – จีนเป็ง อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์มลายา และอดีตผู้นำกองกำลังอาวุธทำสงครามกองโจรอย่างทรหดต่อต้านการปกครองของอังกฤษในมาเลเซียเมื่อตอนช่วงปลายทศวรรษ 1940 ถึงต้นทศวรรษ 1950 ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันจันทร์ (16ก.ย.) ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ภายหลังพำนักลี้ภัยอยู่ในประเทศไทยหลายสิบปี สิริอายุได้ 88 ปี
จีนเป็ง (Chin Peng) หรืออ่านเป็นภาษาจีนกลางว่า เฉินผิง (Chen Ping) มีชื่อจริงว่า อองบุนหัว (Ong Boon Hua) ถึงแก่มรณกรรมด้วยโรคมะเร็งในขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ทั้งนี้ตามคำบอกเล่าของ ดาร์ชัน ซิงห์ ไครา อดีตทนายความของเขาในมาเลเซีย และเจ้าหน้าที่หลายๆ คนในประเทศไทย เขาใช้ชื่อ จีนเป็ง เป็นชื่อจัดตั้งสำหรับการทำงานทางการเมืองของเขา
บุรุษผู้นี้จัดเป็นบุคคลสุดท้ายของสายพันธุ์นักต่อต้านจักรวรรดินิยมชาวเอเชีย ซึ่งประกอบด้วยคนดังๆ อย่าง โฮจิมินห์ แห่งเวียดนาม, ซูการ์โน แห่งอินโดนีเซีย, อูอองซาน แห่งพม่า, และกษัตริย์นโรดมสีหนุ แห่งกัมพูชาซึ่งเพิ่งเสด็จสวรรคตไปในปีที่แล้ว ชื่อเสียงเกียรติคุณของ จีนเป็ง อาจจะดูด้อยกว่าและน่ากังขากว่าบุคคลเหล่านี้ ก็เนื่องจากเขาไม่ได้ชัยชนะในการต่อสู้ของเขานั่นเอง
“ผมทึกทักเอาว่าผมคือผู้นำการปฏิวัติรุ่นเก่าคนสุดท้ายของภูมิภาคนี้” จีนเป็ง เขียนเอาไว้เช่นนี้ในหนังสือบันทึกความทรงจำเรื่อง “My Side of History” ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2003 “มันเป็นการเลือกของผมเองที่จะดำเนินการนำจากเงามืด ห่างออกมาจากแสงไฟเจิดจ้า”
จีนเป็ง ยังประสบความพ่ายแพ้ในศึกทางกฎหมายในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ เพื่อขอให้ตนเองสามารถกลับเข้าไปยังมาเลเซีย
พวกผู้นำรัฐบาลแดนเสือเหลืองระบุว่า การกลับไปของเขาจะสร้างความโกรธแค้นให้ชาวมาเลเซียจำนวนมากผู้ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปในระหว่างการก่อความไม่สงบของพวกคอมมิวนิสต์ที่นำโดยจีนเป็ง ซึ่งยังคงดำเนินต่อเนื่องแม้กระทั่งภายหลังประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1957
จีนเป็ง เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1924 ในรัฐเประ ทางภาคเหนือของมาเลเซีย เขาได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเขาและสมาชิกหน่วยรบแบบกองโจรคนอื่นๆ ดำเนินการต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น หลังจากที่กองทัพสัมพันธมิตรถูกกองทัพแดนอาทิตย์อุทัยกวาดออกไปจากคาบสมุทรมลายาและเกาะสิงคโปร์
เขาเป็นนักรบผู้หาญกล้าซึ่งปฏิบัติการในแนวหลังของข้าศึก และได้เรียนรู้ยุทธวิธีการทำสงครามกองโจรจากชาวอังกฤษ ที่เวลานั้นเป็นสหายร่วมรบของเขาในเขตป่าเขา ผลงานอันน่าชื่นชมของจีนเป็ง กระทั่งทำให้เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นโอบีอี ซึ่งต่อมาได้ถูกริบคืนไป
เวลาเดียวกันนั้น เขาก็เป็นชาวคอมมิวนิสต์ผู้มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอีกด้วย
ในดินแดนมลายาภายใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ คนเชื้อสายจีนเป็นพวกที่ด้อยสิทธิ์ด้อยเสียง และสำหรับคนหนุ่มสาวชาวจีนจำนวนไม่น้อย ลัทธิคอมมิวนิสต์คือตัวแทนความยุติธรรมทางสังคม ตลอดจนเป็นทางลัดในการเข้าสู่อำนาจและฐานะตำแหน่ง
“ส่วนใหญ่ของพลเมืองอังกฤษในอาณานิคม ผู้ซึ่งกลับมาภายหลังญี่ปุ่นยอมแพ้ ไม่ได้เป็นเพียงนักฉวยโอกาสและคดในข้องอในกระดูกเท่านั้น พวกเขายังแสดงการหยามเหยียดอย่างที่สุดต่อประชาชนที่พวกเขากำลังขูดรีดอีกด้วย” จีนเป็ง เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา
ในปี 1948 พรรคคอมมิวนิสต์มลายาตัดสินใจดำเนินการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ และลั่นกระสุนเปิดศึกในวันที่ 16 มิถุนายน เมื่อเหล่านักรบกองโจรเดินเข้าไปในสวนยางพารา 2 แห่งในภาคเหนือของประเทศและจัดการประหารชีวิตชาวอังกฤษเจ้าของสวนไป 3 ราย
“ผมไม่เสียใจเลยที่เที่ยวเสาะแสวงหารูปแบบของลัทธิสังคมนิยมแบบมาร์กซิสต์ เพื่อเข้ามาแทนที่ระบบอันเหม็นโฉ่เช่นนั้น การขูดรีดของพวกเจ้าอาณานิคม ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้านาย คนญี่ปุ่นหรือคนอังกฤษ ล้วนแต่เป็นคนผิดในทางศีลธรรมทั้งนั้น” เขาเขียนไว้เช่นนี้ “ถ้าคุณได้พบเห็นในแบบเดียวกับที่ผมประสบ ว่าอังกฤษที่หวนกลับคืนมาได้ทำอะไรไว้บ้าง คุณก็จะรู้ว่าทำไมผมถึงต้องเลือกการจับอาวุธ”
กองกำลังจำนวนประมาณ 10,000 คนที่มีจีนเป็งเป็นผู้นำ ต้องเผชิญหน้าต่อสู้ในเขตป่าเขาระหว่างปี 1948 จนถึงปี 1957กับกำลังทหารราว 70,000 คนซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษ, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฟิจิ, กุรข่า, และทหารจากดินแดนอื่นๆ ในเครือจักรภพอังกฤษ
สงครามคราวนั้นซึ่งรู้จักกันในนามว่า “ช่วงการประกาศภาวะฉุกเฉิน” (the Emergency) คร่าชีวิตนักรบและพลเรือนไปประมาณ 10,000 คน และในที่สุดก็ขับไสลัทธิคอมมิวนิสต์ออกไปจากมาเลเซีย
จีนเป็ง โต้แย้งว่าในขณะที่ตัวเขาและกองกำลังคอมมิวนิสต์ถูกประณามว่ามีพฤติการณ์ทารุณโหดร้ายนั้น ฝ่ายอังกฤษอย่างน้อยที่สุดก็กระทำเรื่องอันโหดเหี้ยมพอๆ กัน ทังนี้มีชาวจีนนับหมื่นๆ คนซึ่งมักเป็นผู้บริสุทธิ์ ถูกอังกฤษขับไล่ถอนรากออกจากที่อยู่ที่ทำกิน โดยเป็นผลจากการดำเนินยุทธศาสตร์ปราบปรามซึ่งในที่สุดแล้วก็ประสบความสำเร็จในการโดดเดี่ยวพวกนักรบกองโจรให้อยู่ห่างจากแหล่งสนับสนุนทั้งหลายทั้งปวง
แต่ถึงแม้ถูกประณามต่อสาธารณชนว่าเป็นปีศาจร้าย เขากลับได้รับการยกย่องนับถือเป็นส่วนตัวจากศัตรูบางคนของเขา
“ถ้าหากมีชาวคอมมิวนิสต์คนไหนที่สามารถจะเรียกว่าเป็นสุภาพบุรุษได้แล้ว คนๆ นั้นก็ต้องเป็นจีนเป็ง” ซี.ซี.ทู ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสงครามจิตวิทยาของมาเลเซีย พูดเช่นนี้ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเมื่อปี 1976
จีนเป็งยังคงดำเนินการต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซียต่อไปแม้กระทั่งภายหลังประเทศได้รับเอกราชในปี 1957 แต่จากการที่ฝ่ายทางการสามารถปิดล้อมบีบวงกระชับพื้นที่หลบซ่อนในป่าเขาของเขาแน่นหนายิ่งขึ้นทุกที รวมทั้งการณรงค์ทางด้านลัทธิมาร์กซิสต์และเลนินนิสต์ของเขาก็กำลังหมดพลังไปเรื่อยๆ เขาจึงหลบหนีไปยังประเทศจีนในปี 1960 จากที่นั่น เขาเดินทางเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทยเพื่อรวบรวมกำลังนักรบหลายร้อยคนที่ยังคงภักดีต่อตัวเขา
เขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปมาเลเซียอีกเลย แม้กระทั่งเมื่อเขาลงนามในข้อตกลงสันติภาพในปี 1989 และปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อรัฐบาลมาเลเซีย พวกเจ้าหน้าที่มาเลเซียยังคงหวาดระแวงอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ของเขาไม่เลิกรา
ในปี 2005 จีนเป็งเปิดฉากทำศึกทางกฎหมาย โดยยื่นฟ้องร้องต่อศาลมาเลเซียเพื่อบังคับรัฐบาลยอมอนุญาตให้เขาได้เดินทางกลับประเทศ ทว่าจนถึงที่สุดแล้วศาลสูงสุดตัดสินว่าเขาไม่สามารถกลับไปได้หากไม่อาจแสดงสูติบัตรและเอกสารที่พิสูจน์ว่าเขาเป็นพลเมืองมาเลเซีย และไม่รับฟังการแก้ต่างของทนายความของเขาที่ว่า เอกสารเหล่านี้สูญหายไปภายหลังถูกทางการเจ้าอาณานิคมอังกฤษยึดไว้ในช่วงทศวรรษ 1940
“เป็นเรื่องตลกร้ายที่ผมจะไม่สามารถอยู่ในประเทศซึ่งผมได้เคยแสดงเจตนารมณ์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมที่จะพลีชีพให้” เขาเชียนเอาไว้ในบันทึกความทรงจำของเขา
ครอบครัวของจีนเป็งนั้นพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ และงานศพของเขาก็กำหนดจัดขึ้นในวัดพุทธแห่งหนึ่งในมหานครแห่งนี้
เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ ของมาเลเซีย อ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ซึ่งกล่าวว่า จะไม่อนุญาตให้นำศพ หรือกระทั่งกระดูกและเถ้าถ่านภายหลังการเผาศพของจีนเป็ง กลับมายังแดนเสือเหลือง
“จีนเป็งจะเป็นที่จดจำกันในมาเลเซียว่าเป็นผู้นำของผู้ก่อการร้ายกลุ่มซึ่งได้ทำสงครามต่อต้านประเทศชาติ และสร้างความโหดร้ายอันประมาณไม่ได้ให้แก่ประชาชน และทำการโจมตีกองกำลังความมั่นคงของเรา” เว็บไซต์ดังกล่าวอ้างคำพูดของราซัค
ทางด้าน ลิม กิต เสียง ผู้นำอาวุโสคนหนึ่งของฝ่ายค้านในมาเลเซีย เขียนแสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า การเสียชีวิตของจีนเป็งเป็นเครื่องหมายแสดงถึง “การสิ้นสุดของยุคๆ หนึ่ง”



