xs
xsm
sm
md
lg

เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ของลาวในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ

เผยแพร่:   โดย: วิทยุเอเชียเสรี

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)

New look, old reputation for Golden Triangle
By Radio Free Asia
16/08/2013

ลาวเพิ่งเปิดย่าน “ไชน่าทาวน์” แห่งใหม่ในบริเวณใกล้ๆ กับสามเหลี่ยมทองคำ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะดึงดูดการค้าแบบถูกกฎหมายตลอดจนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอาคันตุกะชาวจีน ให้เดินทางมายังพื้นที่รอยต่อระหว่างดินแดน 3 ประเทศ ลาว-ไทย-พม่า แห่งนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอื้อฉาวลือเลื่องในเรื่องธุรกิจยาเสพติด อย่างไรก็ตาม จากการที่ธุรกิจหลักๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการนี้อยู่ในฐานะที่เป็นอิสระไม่ต้องขึ้นกับใครเลยในทางพฤตินัย จึงทำให้แทบจะยังไม่สามารถกำจัดความกระฉ่อนในทางลบของพื้นที่แถบนี้ออกไปได้

ลาวเพิ่งเปิดตลาดไชน่าทาวน์แห่งหนึ่งขึ้นในแขวงบ่อแก้ว ตรงบริเวณใกล้ๆ กับสามเหลี่ยมทองคำอันไร้ขื่อแป ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะดึงดูดการค้าและการท่องเที่ยวให้เข้าสู่พื้นที่แถบนี้เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่บริเวณตรงนี้ก็เป็นที่ตั้งของสถานกาสิโนแห่งหนึ่ง ซึ่งมุ่งให้บริการแก่พวกลูกค้าชาวจีนอยู่ก่อนแล้ว

ตลาดซึ่งก่อสร้างขึ้นด้วยเงินทุนของกลุ่มบริษัทจีนกลุ่มหนึ่ง และตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle Special Economic Zone) เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว มีพิธีเปิดอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยที่มีเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลลาวจำนวนหนึ่งเข้าร่วมด้วย

“โครงการนี้มีความสำคัญมากสำหรับแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากพวกนักลงทุนในโครงการนี้กำลังใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนพื้นที่แถบนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการท่องเที่ยวแห่งสำคัญแห่งหนึ่ง” บุนเพ็ง มูนโพไซ รัฐมนตรีประจำทำเนียบรัฐบาล และว่าการคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Minister to the Government Office and National Committee for Special Economic Zones) กล่าวกับวิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาลาว

“หวังใจว่า ความสำเร็จของไชน่าทาวน์แห่งนี้จะนำไปสู่การก่อตั้งศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมลาวขึ้นมาในอนาคตอันใกล้นี้” รัฐมนตรีหญิงผู้นี้กล่าวในขณะเข้าร่วมพิธีเปิดตลาดแห่งใหม่นี้

ทางด้านหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ (Vientiane Times) รายงานข่าวโดยอ้างคำพูดของ เจ้า เหว่ย (Zhao Wei) นักธุรกิจวัย 61 ปีซึ่งเป็นประธานของคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และก็เป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทคิงโรมันส์กรุ๊ป (King Romans Group) ซึ่งเป็นกิจการที่จดทะเบียนในฮ่องกง และเป็นผู้นำเม็ดเงินลงทุนเข้ามายังเขตพิเศษนี้ โดยที่เขากล่าวว่าตลาดไชน่าทาวน์จะเป็นตัวสร้างความเชื่อมโยงเชิงพาณิชย์อันจำเป็นอย่างยิ่ง ในระหว่างชุมชนต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

“สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเสียอีกก็คือ ตลาดแห่งนี้จะดึงดูดพวกผู้ค้าชาวต่างประเทศตลอดจนส่งเสริมเพิ่มพูนการท่องเที่ยวในพื้นที่แถวนี้ด้วย ต้องขอขอบคุณความพยายามต่างๆ ของรัฐบาลลาวตลอดจนบรรดาหุ้นส่วนการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้ความสนับสนุนการก่อสร้างตลาดแห่งนี้ขึ้นมา” เขากล่าว

พื้นที่รอยต่อระหว่างลาว, เวียดนาม, และไทยตรงบริเวณแถบนี้ ถูกเรียกขนานนามว่าเขตสามเหลี่ยมทองคำ และก็มีชื่ออื้อฉาวว่าเป็นพื้นที่ไร้ขื่อแปซึ่งกลายเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่มีแก๊งอิทธิพลต่างๆ นำออกไปขายกระจายไปตลอดทั่วทั้งเอเชีย

**ลาวให้สิทธิ์ใช้ที่ดินผืนใหญ่**
รัฐบาลลาวนั้นได้ให้สิทธิ์แก่ คิงโรมันส์กรุ๊ป ในการใช้ที่ดินผืนมหึมาเนื้อที่รวมประมาณ 10,000 เฮกตาร์ (ราว 62,500 ไร่) (โดยแบ่งออกเป็นที่ดินสำหรับใช้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำโดยเฉพาะเป็นเนื้อที่ 3,000 เฮกตาร์ หรือราว 18,750 ไร่) เป็นเวลา 99 ปี เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการค้า, การลงทุน, และการท่องเที่ยว

สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนั้น ได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2009 และปัจจุบันมีทั้งด่านตรวจผ่านแดนนานาชาติและท่าเรือริมแม่น้ำ, สถานกาสิโนคิงโรมันส์, โรงแรมหลายแห่ง, และตลาดไชน่าทาวน์ที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ ตลอดจนภัตตาคารร้านอาหาร 70 แห่ง และบรรดาร้านค้าขายสินค้าปลีกนานาชนิด

ดูเหมือนว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้กำลังพุ่งเป้าดึงดูดพวกลูกค้าและนักลงทุนชาวจีนเป็นพิเศษ โดยที่ภายในตลาดใหม่มีโชว์รูมซึ่งทุ่มเทแบบใจป้ำนำเอารูปปั้นทหารต่างๆ จำนวนมากเข้ามาตั้งแสดง จนชวนให้ระลึกถึงรูปปั้นดินเผากองทหารนักรบโบราณสมัยจักรพรรดิจิ๋นซี ซึ่งขุดค้นขึ้นมาและนำออกตั้งแสดงในเมืองซีอาน เมืองหลวงโบราณของจีนซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตมณฑลส่านซี

เจ้าหน้าที่บริษัทระดับอาวุโสที่คิงโรมันส์กรุ๊ปบอกว่า ตลาดใหม่แห่งนี้เมื่อนับรวมพวกโรงแรมที่พักตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกหลายหลากอื่นๆ ด้วยแล้ว มีมูลค่าประมาณ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯทีเดียว ทั้งนี้มีรายงานว่าบริษัทแห่งนี้ได้ลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนราว 491 ล้านดอลลาร์ในเฟสแรกของเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ โดยที่มีแผนการที่จะลงทุนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,250 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2020 ในสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ต่อไปอีก ซึ่งจะมีทั้งสนามกอล์ฟ 1 แห่ง, สถานอาบอบนวดและคาราโอเกะ, ตลอดจนคลินิกทางการแพทย์ต่างๆ

**มีสิทธิพิเศษได้ดูแลควบคุมทุกอย่างเอง**

ประธานกรรมการบริหารของบริษัทคิงโรมันส์กรุ๊ป ซึ่งมีชื่อที่รู้จักกันในภาษาลาวด้วยว่าบริษัทดอกงิ้วคำ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post) ของฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วว่า บริษัทของเขา “กำลังทำสิ่งที่สร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ประชาชนลาว กำลังช่วยเหลือพวกเขาได้ยกระดับมาตรฐานการครองชีพของพวกเขาเองให้สูงขึ้น”

บริษัทแห่งนี้ได้ก่อสร้างถนนความยาว 30 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำกับเมืองห้วยทราย เมืองเอกของแขวงบ่อแก้ว และได้ใช้จ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์ไปในการสร้างทำนบเสริมตลิ่งริมแม่น้ำโขงช่วงที่โครงการของบริษัทตั้งอยู่ นอกจากนั้น คิงโรมันส์ยังได้บริจาคเงินก้อนโตทีเดียวให้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเขตลาวและในเขตพม่า

ทว่ามีรายงานหลายกระแสระบุว่า บริษัทกำลังดำเนินงานอยู่ในพื้นที่นี้โดยที่ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ในทางพฤตินัยอย่างมากมายจนเรียกได้ว่าทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ และกำลังสร้างเขตดินแดนเล็กๆ ซึ่งสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองขึ้นมาโดยที่แทบไม่ได้เอื้ออำนวยคุณประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นเลย ผู้คนจำนวนหลายพันหลายหมื่นคนซึ่งกำลังพำนักอาศัยและกำลังทำงานอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เกือบทั้งหมดมาจากประเทศจีน ที่มีฐานะเป็นชาตินักลงทุนรายสำคัญรายหนึ่งในแดนลาวที่ขาดแคลนแล้งเงินสด โดยที่การลงทุนต่างๆ ของแดนมังกรในลาวนั้น กำลังขยับใกล้ที่จะเทียบเท่ากับประดาการลงทุนจากเวียดนาม ผู้เป็นเพื่อนบ้านและพันธมิตรสนิทสนมแต่ไหนแต่ไรมาของแดนลาว

พวกโรงแรม, ภัตตาคารร้านอาหาร, ร้านค้า, และกระทั่งสกุลเงินตราที่ใช้กันอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ ล้วนแต่เป็นของจีน ขณะที่สถานกาสิโนซึ่งสามารถดึงดูดผู้คนได้จำนวนมากทีเดียวนั้น แขกที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่มาจากจีนและไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ทางการยังถือว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

คิงโรมันส์กระทั่งว่าจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตนเอง มาคอยปกป้องคุ้มครองพวกนักท่องเที่ยวให้ปลอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ ของการค้ายาเสพติดในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำอันฉาวโฉ่ ถึงแม้ว่าประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยนี้ ถือกันว่าเป็นภาระหน้าที่ของตำรวจลาว อย่างน้อยที่สุดก็เป็นภาระหน้าที่ในนาม เพราะในทางเป็นจริงแล้วกำลังตำรวจของลาวที่นี่มีจำนวนเพียงหยิบมือเดียว

ตามรายงานต่างๆ หลายกระแสบอกว่า ในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ การประทับตรารับรองให้เข้าประเทศ ลงไปในหนังสือเดินทางของพวกอาคันตุกะต่างชาติ ณ ด่านตรวจผ่านแดน ดูเหมือนจะเป็นการแสดงออกซึ่งอำนาจต่อภายนอกเพียงประการเดียว ที่ยังคงกระทำโดยรัฐบาลลาวผู้เป็นเจ้าบ้าน

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งอ้างคำพูดของ เจ้า ประธานกรรมการบริหารบริษัทคิงโรมันส์ ที่กล่าวว่า พวกนักลงทุนชาวจีนกำลังเป็นผู้ควบคุมเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เอาไว้อย่างมั่นคง “เรามีสิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์เต็มในการบริหารจัดการเขตพื้นที่นี้” เขากล่าว

**เงินทุนมาจากไหนยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ**

รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชื่อดังของฮ่องกงชิ้นนี้ยังกล่าวต่อไปว่า รายละเอียดเกี่ยวกับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำนี้ ยังคงคลุมเครือไร้ความโปร่งใส ทั้งนี้รายงานข่าวได้อ้างคำพูดของ พัฒนา สิทธิสมบัติ นักธุรกิจชาวไทยที่เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งตั้งคำถามว่าเงินที่นำมาใช้ลงทุนทำโครงการนี้มาจากไหนกันแน่

“ผมมีความกังวลเป็นที่สุดในเรื่องความเป็นไปได้ที่อาจจะมีเงินทุนผิดกฎหมายถูกดึงดูดเข้ามาในโครงการนี้ ซึ่งนี่ก็จะเปิดโอกาสให้มีการฟอกเงินนั่นเอง” เขากล่าว

เจ้าหน้าที่ยูเอ็นผู้หนึ่งในสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime) ซึ่งออกมาพูดในเงื่อนไขที่ขอให้สงวนนาม ก็แสดงการขานรับความเป็นห่วงของ พัฒนา โดยบอกว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ยังอาจจะดึงดูดการค้ายาเสพติดบางส่วนให้ผ่านเข้ามาทางแขวงบ่อแก้ว และก็เป็นเส้นทางอันน่าดึงดูดใจสำหรับการฟอกเงินด้วยเช่นกัน”

เจ้า ประธานกรรมการบริหารคิงโรมันส์ ปฏิเสธการกล่าวอ้างเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

ในเดือนมกราคมปีนี้ หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์รายงานว่า จีนลงทุนในลาวร่วมๆ 4,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ทำให้ติด 3 อันดับแรกของชาติผู้ใช้จ่ายเงินทองสูงที่สุดในแดนลาว

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้อ้างคำพูดของ ปู้ เจี้ยนกว๋อ (Bu Jianguo) เอกอัครราชทูตจีนประจำลาว ที่กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับลาว ก็ได้พุ่งพรวดขึ้นสู่ระดับประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ สูงขึ้นถึงราว 34% จากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น

วิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาลาว (Radio Free Asia's Lao Service) เป็นผู้รายงานข่าวนี้ เวียงไซ หลวงโคต (Viengsay Luangkhot) เป็นผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และ โจชัว ลิปส์ (Joshua Lipes) เป็นผู้เขียนรายงานข่าวนี้เป็นภาษาอังกฤษ

วิทยุเอเชียเสรี (Radio Free Asia ใช้อักษรย่อว่า RFA) ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบัญญัติของรัฐสภาสหรัฐฯ และได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากเงินให้เปล่าของรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบัน RFA เป็นผู้ดำเนินการสถานีวิทยุและบริการข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต