xs
xsm
sm
md
lg

ทองคำวูบหลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดบ. ดาวโจนส์ปิดลบ น้ำมันปิดแคบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ (29 ต.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณในการประชุมครั้งล่าสุดว่าจะพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์-COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 28.8 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ปิดที่ระดับ 1,147.30 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำร่วงลงหลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณในการประชุมครั้งล่าสุดซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันพุธตามเวลาสหรัฐว่า เฟดจะพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนธ.ค.

แถลงการณ์ภายหลังการประชุมระบุว่า คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 0-0.25% ต่อไป ส่วนในการประชุมเดือนธ.ค.นั้น จะเป็นเวลาที่เฟดจะทำการพิจารณาว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ โดยเฟดจะประเมินความคืบหน้าทั้งที่เกิดขึ้นจริง และที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ต่อการบรรลุเป้าหมายของการจ้างงานที่ระดับสูงสุด และอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

ด้านดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (29 ต.ค.) หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เบื้องต้นสำหรับไตรมาส 3 ขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากที่เฟดได้ส่งสัญญาณดังกล่าวในการประชุมครั้งล่าสุด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,755.80 จุด ลดลง 23.72 จุด หรือ -0.13% ดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ 5,074.27 จุด ลดลง 21.42 จุด หรือ -0.42% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 2,089.41 จุด ลดลง 0.94 จุด หรือ -0.04%

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงตั้งแต่ตลาดเปิดทำการ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า จีดีพีเบื้องต้นสำหรับไตรมาส 3 ของปีนี้ ขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.6% และต่ำกว่าระดับ 3.9% ในไตรมาส 2

ขณะเดียวกันตลาดได้รับแรงกดดันจากข้อมูลที่ซบเซาด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ร่วงลง 2.3% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 106.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้ และเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยลบจากการที่นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่เฟดได้ส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในคืนนี้ตามเวลาไทย รวมถึงข้อมูลรายได้-การบริโภคส่วนบุคคลเดือนก.ย., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโกเดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงท้ายเดือนต.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงขานรับรายงานที่ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับขึ้น 12 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 46.06 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 25 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 48.8 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงหนุนจากรายงานที่ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 ต.ค.ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 480 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะพุ่งขึ้น 3.7 ล้านบาร์เรล

ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน ลดลง 785,000 บาร์เรล สู่ระดับ 53.3 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 218.6 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 900,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 142.1 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม แรงบวกของสัญญาน้ำมันดิบได้ถูกสกัดลงเนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด หลังจากผลการสำรวจธนาคาร 13 แห่งของหนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ราคาน้ำมันจะยังคงถูกกดดันอยู่ต่ำกว่าระดับ 60 ดอลลาร์ในปีหน้า เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด

ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า ถึงแม้การผลิตน้ำมันจากสหรัฐได้เริ่มชะลอตัวลง แต่ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียยังคงผลิตน้ำมันใกล้ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อิหร่านเตรียมผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดเช่นกัน
กำลังโหลดความคิดเห็น