xs
xsm
sm
md
lg

เที่ยวอิ่มบุญ สืบทอดศาสนา ที่ “พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา” วัดเทพศิรินทร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

บรรยากาศภายในห้อง “ห้องตรัสรู้”  ที่ “พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา”
โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

สุดสัปดาห์นี้มีวันหยุดติดกันหลายวัน เพราะวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (1 มิ.ย.) คือ “วันวิสาขบูชา” วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก โดยวันดังกล่าวเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธโคดม สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทั้ง 3 เหตุการณ์ได้เกิดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์สำคัญและอัศจรรย์ จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ

และเนื่องจากเป็นวันหยุดที่พิเศษ ฉันจึงวางแผนไว้ว่าจะไปไหว้พระทำบุญ และร่วมกิจกรรมที่วัด และศึกษาพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และฉันก็เป็นคนที่โชคดีอย่างมาก เพราะได้ถูกชักชวนไปเข้าร่วมกิจกรรม “เคทีซีปันรักให้น้องด้วยความรู้” ซึ่งทางบัตรเครดิตธนาคารกรุงไทย (KTC) เป็นผู้จัดขึ้น โดยเป็นกิจกรรมพาน้องนักเรียนโรงเรียนวิจิตรวิทยา ไปเที่ยวและศึกษาพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ที่ “พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา” วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งกิจกรรมดีๆ แบบนี้ ฉันไม่พลาดอย่างแน่นอน
อาคารพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา
ดังนั้นเพื่อให้เข้ากับเทศกาลงานบุญวิสาขบูชานี้ ฉันจึงขอพามาที่ "พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา" ซึ่งอยู่ภายในวัดเทพศิรินทร์ โดยมีคณะน้องๆ นักเรียน และวิทยากรพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนาพาชม ฉันมีความรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวกับน้องๆ นักเรียน เหมือนได้ย้อนวัยกลับมาเป็นนักเรียนที่มาทำกิจกรรมทัศนศึกษาอีกครั้ง แต่ก่อนที่ทุกๆ คนจะย้างก้าวเข้าสู่อาคารพิพิภัณฑ์นั้น พี่วิทยากรก็ได้เล่าถึงประวัติวัดเทพศิรินทร์แบบคร่าวๆ ให้ได้ฟังกันก่อน

“วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร” เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 หรือเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 25 พรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชชนนีของพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์


หลังจากนั้น วิทยากรก็ได้เล่าถึงประวัติของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนาให้ได้ฟังกันต่อมา โดยอาคารหลังนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม ใน พ.ศ. 2433 เป็นอาคารแบบตะวันตกสองชั้น และได้ยังเป็นที่จำพรรษาของอดีตเจ้าอาวาส 2 รูป ได้แก่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์และสมเด็จพระวันรัต ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา เพื่อสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่พุทธศาสนิกชน โดยภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นห้อง 7 ห้อง มีการจัดแสดงนิทรรศการเป็นแบบ 4 มิติ

พี่วิทยากรพาฉันและน้องๆ เดินขึ้นไปยังชั้นบนก่อน โดยเริ่มต้นที่ห้องแรกคือ “ห้องปฐมบท” ที่ได้บรรยายธรรมมะตั้งแต่การเกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก และเหตุการณ์วันประสูติของพระพุทธเจ้า ที่บรรยายว่าพระองค์ได้ประสูติ ณ ใต้ต้นสาละในสวนป่าลุมพินี เป็นพระราชโอรสของพระนางสิริมหามายา พระอัครมเหสีในพระเจ้าสุทโธทนะแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และบรรยายถึงเหตุที่พระองค์ได้ตัดสินพระทัยออกบวชเพื่อค้นหาความจริงของชีวิตมนุษย์

และเข้าสู่ห้องที่ 2 ที่มีชื่อว่า “ห้องตรัสรู้” ภายในห้องจัดบรรยากาศขณะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ และบรรยายถึงการบำเพ็ญเพียรเพื่อการบรรลุธรรมจนพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉันชอบห้องนี้มากๆ เพราะบรรยากาศการแสดงแบบ 4 มิติ แสง สี แสง และบรรยากาศดูเสมือนจริง ทำให้การชมไม่น่าเบื่อและเข้าใจได้ง่าย
ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมปฐมเทศนา ที่ “ห้องปฐมเทศนา”
หลังจากประทับใจกับการบรรยายในห้องที่ 2 เราก็เดินต่อไปยัง “ห้องปฐมเทศนา” ห้องจัดแสดงห้องที่ 3 ห้องดังกล่าวบรรยายเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ โดยมีการจัดบรรยากาศให้เหมือนเมืองสารนาถ สถานที่แสดงธรรม และได้บรรยายถึงพระองค์ที่ได้เดินทางเพื่อสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายตลอดระยะเวลา 45 พรรษา เพื่อให้ศาสนิกชนได้พบเห็นทางที่นำไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง
พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันปรินิพพาน
และฉันก็เดินต่อไปยังห้องที่ 4 ห้องสุดท้ายของชั้นที่ 2 คือ “ห้องปรินิพพาน” ภายในห้องได้มีการจำลองบรรยากาศพร้อมกับการบรรยายเหตุการณ์ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันปรินิพพาน ใต้ต้นสาละคู่ ณ กรุงกุสินารา ขณะมีพระชนมายุ 80 พรรษา
“ห้องพระราชประวัติ”
เมื่อได้ชมห้องจัดแสดงครบทั้ง 4 ห้อง พี่วิทยากรก็จะพาเราเดินลงบันไดไปชมห้องนิทรรศการที่ชั้นล่างกันต่อ โดยที่ชั้นล่างนั้น จะแบ่งออกเป็น 3 ห้องได้แก่ “ห้องพระราชประวัติ” ที่จัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
บรรยากาศ “ห้องพระอุโบสถ” จำลองภายในพระอุโยบสถให้ได้ชม
ถัดไปก็จะเป็น “ห้องพระอุโบสถ” ที่จัดแสดงประวัติการก่อสร้างพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ โดยได้มีการจำลองความงดงามภายในพระอุโบสถมาให้ได้ชม และจะมีการบรรยายถึงรายละเอียด ของลวดลายจิตรกรรมฝาผนัง ซุ้มประตูหน้าต่าง พร้อมทั้งบรรยายประวัติและรายละเอียดของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ประดับไว้บนเพดานของพระอุโบสถ และฉันก็จะไปชมของจริงหลังจากการชมพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อย
“ห้องกำแพงแก้ว” จัดแสดงและบรรยาย ประวัติ “พระศรีมหาโพธิ์”
และห้องสุดท้าย “ห้องกำแพงแก้ว” เป็นห้องที่จัดแสดงและบรรยายถึงประวัติการอัญเชิญพระศรีมหาโพธิ์ มาปลูกที่วัดเทพศิรินทร์ โดยต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น เป็นพันธุ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ของวัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดอยุธยา ที่นำพันธุ์มาจากเมืองพุทธคยาอีกทีหนึ่ง รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเพาะเมล็ด ต่อมาเมื่อเมล็ดเติบโตเป็นต้นแล้ว พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เชิญไปปลูกที่วัดเทพศิรินทร์
“พระอุโบสถ” และ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์”
เมื่อได้ทราบถึงที่ประวัติทั้งหมดแล้ว ก็ได้เวลาไปชมพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ของจริง เดินมาไม่ไกลมากฉันก็ได้พบกับพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่และสง่างาม ด้านนอกมีเสาพาไลต้นใหญ่ๆ อยู่โดยรอบ และเมื่อได้ย่างก้าวเข้าไปภายในพระอุโบสถ ฉันก็ได้พบความงดงามแทบทุกมุม โดยเฉพาะองค์พระประธานที่ประดิษฐานบนฐานชุกชีทรงประสาทจัตุรมุข องค์พระพระประธาน มีพระนามว่า “พระทศพลญาณ” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่หล่อในสมัยกรุงสุโขทัย และอัญเชิญจากเมืองพิษณุโลกมาประดิษฐานในปี พ.ศ. 2438

และด้านบนเพดานของพระอุโบสถยังถูกประดับประดาด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ถูกแกะสลักไว้อย่างสวยงาม อาทิ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ซึ่งงดงามเกินบรรยายจริงๆ และภาพจิตรกรรมฝาผนังก็ยังงดงามน่าชม โดยเป็นลวดลายดอกรำเพย ซึ่งเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
ความงดงามภายในพระอุโบสถ
หลังจากฉันได้ชมความงดงามของพระอุโบสถจนเต็มอิ่มแล้ว ฉันก็ขอเดินชมบรรยากาศภายในวัดต่อ นอกจากพระอุโบสถอันงดงามแล้ว ภายในวัดก็ยังมีโบราณสถานต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย อาทิ อนุสรณีย์จาตุรนตอนุสสารี , อนุสรณีย์ภาณุรังสีอนุสสร , ต้นพระศรีมหาโพธิ์ , วิหารอัฐิท่านเจ้าคุณนร ,ตึกแม้นศึกษาสถาน ที่สร้างด้วยศิลปะแบบกอธิค
“พระทศพลญาณ” ประดิษฐานบนฐานชุกชีทรงประสาทจัตุรมุข
การได้มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนาของฉัน ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ เพราะฉันได้รับรู้เรื่องราวในพุทธประวัติที่มีเหตุการณ์ตรงกับวันวิสาขบูชา ซึ่งทำให้ฉันได้ความรู้และความเข้าใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งฉันยังได้มีโอกาสไหว้พระขอพรเสริมความเป็นสิริมงคล และชมความงดงามของพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ หากเพื่อนๆ คนไหนมีความสนใจในเรื่องราวพุทธประวัติแล้ว ฉันก็ขอแนะนำให้มาเที่ยว รับรองได้ว่าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
“เครื่องราชอิสริยาภรณ์” ความงดงามบนเพดาน พระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์
***********************************************************************************************************





พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ในวัดเทพศิรินทร์ เปิดให้บริการวันจันทร์ - วันเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น. ผู้ที่ต้องการเข้าชมต้องมาติดต่อขอเข้าชมล่วงหน้ากับทางพิพิธภัณฑ์ฯ และจะต้องมาเป็นหมู่คณะ โดยเข้าชมได้ฟรี ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2224-7762

การเดินทาง รถโดยสารประจำทางสาย : 15,47,48,53,204,508 โดยลงที่บริเวณหน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์และเดินเข้ามายังบริเวณวัด โดยพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา จะตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของพระอุโบสถ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล travel_astvmgr@hotmail.com

 

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...