โดย : ปิ่น บุตรี(pinn109@hotmail.com)

เพื่อเป็นการขานรับนโยบายส้นตีนแห่งชาติตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน ทริปนี้ผมจึงออกเดินทางด้วยรองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ ย่ำตะลุยขึ้น “เขาล้อมหมวก” ตามคำชวนของน้อง 2 สาวที่ออฟฟิศ
งานนี้ผมไปเที่ยวโดยไม่ได้มีคำตอบเตรียมมาจากบ้าน และไม่รู้อะไรมากมาย
รู้แต่เพียงว่าต้องขึ้นไปพิชิตจุดหมายให้ได้
1...
เขาล้อมหมวก ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายในเขตทหารอากาศกองบิน 5 ที่มี “อ่าวมะนาว” เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ขณะที่ชื่อเขาล้อมหมวกนั้นอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่
ในกองบิน 5 ได้แบ่งพื้นที่ท่องเที่ยว (ตามแผนที่) ออกเป็น 3 โซน คือ โซน A แหล่งท่องเที่ยวอ่าวมะนาว โซน B แหล่งท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ และโซน C ส่วนราชการ

สำหรับเขาล้อมหมวกนั้นอยู่ในโซน B ไปทางแหลมที่เป็นติ่งยื่นออกไปกลางทะเล ซึ่งบริเวณใกล้ๆ บันไดทางขึ้นเขาล้อมหมวก มี “ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก” ให้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล
เจ้าพ่อเขาล้อมหมวก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านในละแวกนี้ต่างให้ความเคารพนับถือ ตามตำนานเล่าขานกันว่า ท่านเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางมาด้วยเรือสำเภามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งท่านได้ทำคุณงามความดีอย่างยิ่งยวดให้กับแผ่นดินและประชาชนชาวสยาม เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปจนสิ้นอายุขัย เมื่ออายุได้ 97 ปี
ด้วยพลังแห่งคุณงามความดีกอปรกับบารมีที่สั่งสมไว้ ทำให้ท่านเป็นดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ที่เขาล้อมหมวก เพื่อคอยดูแลปกปักรักษาชาวบ้านสรรพสัตว์อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ โดยภายในศาลได้สร้างรูปเคารพของเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกเอาไว้เป็นรูปผู้อาวุโสชาวจีนหนวดเครายาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งคนที่มาขอพรบนบานศาลกล่าวประสบผลสำเร็จก็มักจะนิยมนำหมวก “กุยเล้ย” หรือหมวกแบบจีนโบราณมาถวายแก้บน

หลังไหว้เจ้าพ่อเขาล้อมหมวกเอาฤกษ์เอาชัยแล้ว ในบริเวณใกล้ๆ กันยังมีสิ่งน่าสนใจให้ไปแวะเวียนสัมผัสกับความน่ารักของมันนั่นก็คือ “ค่างแว่นถิ่นใต้” ที่อาศัยเป็นฝูงอยู่ที่เขาล้อมหมวกเป็นร้อยตัว
เหตุที่สัตว์คล้ายลิงชนิดนี้ถูกเรียกว่าค่างแว่น เพราะยามเมื่อวันโตเต็มวัย จะมีวงรอบปากและรอบตาเป็นสีขาวเหมือนสวมแว่น มันจึงถูกเรียกว่า “ค่างแว่น”

ค่างแว่นพวกนี้มันต่างจากลิงค่างในที่อื่นๆ คือ มันไม่ดุ ไม่มาฉกขโมยของจากคน หากแต่มันน่ารักเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว หลายตัวเชื่องคุ้นชินกับคน เพราะที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาให้อาหารมันกินบ่อยๆ โดยอาหารที่มันชอบก็คือ ผลไม้ แต่ที่นักท่องเที่ยวนิยมให้มันกินก็คือถั่วลิสงต้มหรืออบแห้ง เพราะเขามีบริการขายอยู่ใกล้กับถิ่นออกหากินของค่างแว่นที่นิยมลงมาในช่วงเช้า สาย และเย็น
อย่างไรก็ดี มีคำเตือนจากคุณลุงผู้ดูแลสถานที่ว่า ห้ามซื้อถั่วฝักยาวมาให้ค่างแว่นกินเป็นอันขาด เพราะในถั่วฝักยาวเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง ทำให้ค่างแว่นที่เป็นสัตว์ธาตุไม่แข็งแรงกินถั่วฝักยาวตายกันไปหลายตัวแล้ว
เฮ้อ...ได้ยินคุณลุงเล่าอย่างนี้ ทำให้ผมพลอยขยาดต่อการกินถั่วฝักยาวดิบๆกับส้มตำไปด้วย พับผ่าสิ

2...
หลังเพลิดเพลิน ให้อาหาร ถ่ายรูป เจ้าค่างแว่นนับสิบตัวที่ลงมาหากินอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเดินขึ้นสู่ยอดเขาล้อมหมวกกันเสียที เพราะถ้าขึ้นปล่อยให้สายกว่านี้ แดดจะยิ่งแรง มันจะยิ่งทำให้การเดินขึ้นทั้งเหนื่อยทั้งร้อนมากขึ้น
เขาล้อมหมวกมียอดเขาสูงสุดอยู่ที่ 902 ฟุต หรือประมาณ 300 เมตร จากระดับน้ำทะเล หลายคนอาจดูว่าไม่เท่าไหร่ แต่งานนี้มโนแห่งจินตนาการย่อมไม่เท่ากับการออกเดินขึ้นไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ว่าแล้วพวกเราก็ลงมือปฏิบัติการด้วยรองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ ขานรับนโยบายส้นตีนแห่งชาติในทันที
สำหรับเส้นทางเดินขึ้นเขาล้อมหมวกนั้นแบ่งเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรกทำเป็นบันไดคอนกรีต ที่ชันเอาเรื่อง แต่ก็ยังดีหน่อยที่เส้นทางนั้นร่มรื่น ช่วยทอนความเหนื่อยลงมาได้นิดหน่อย แต่ถึงยังไงก็เหนื่อยอยู่ดี
ระหว่างนี้หากใครที่คิดว่า ขาล้า เหนื่อย ก้าวขาลำบาก เกิดอาการตะขาบตะคริวเริ่มจับ ผมขอแนะนำว่าให้เดินไปพักไป อย่ารีบเดินโล่ อย่าเป็นจำพวกเดินโชว์สาว เพราะถ้าเป็นลมหงายเงิบมามันจะไม่คุ้มกัน หรือหากใครจะรักษาฟอร์มเก็บอาการก็ให้ทำเป็นประเภทเดินไปถ่ายรูปไป หรือเดินไปชมวิวไปในอารมณ์ ขอซึมซับกับบรรยากาศให้เต็มที่ ทั้งที่ในใจนั้นเหนื่อยแทบขาดใจ

อย่างไรก็ดีกับเส้นทางบันไดช่วงแรกนั้นมันเหมือนกับการอุ่นเครื่องมากกว่า เพราะของจริงนั้นอยู่ในเส้นทางช่วงที่สองต่างหาก เนื่องจากไม่มีบันไดให้เดินสบายๆ แล้ว หากแต่เป็นทางเดินกึ่งปีนป่ายที่ต้องใช้วิชาค่างแว่นมาผสมผสาน
งานนี้หลายคนเห็นแล้วถอดใจ ขอชมวิวครึ่งทางบนจุดสิ้นสุดบันไดปูนมันนั่นแหละ ส่วนกรุ๊ปผมเราสองสามคนนั้นยังคงกัดฟันเดินหน้าต่อไป

เส้นทางขึ้นเขาในช่วงที่สองนี้ มันไม่ควรเรียกว่าเส้นทางเดินขึ้นเขา หากแต่เป็นเส้นทางปีนเขามากกว่า เพราะเส้นทางชันดิก หลายช่วงชันเกือบ 90 องศา แต่ก็ยังดีที่มีตัวช่วยคือเชือกเส้นโตให้เราคอยยึดเกาะ เหนี่ยวรั้ง ปีนไต่ขึ้นไป โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายคือปลายยอดของเขาลูกนี้ เพราะไม่มีใครในพวกเราเคยขึ้นมาก่อนเลยสักคน
แต่เมื่อความพยามอยู่ที่ไหน ความท้อใจอยู่ที่นั่น เอ้ย!!!ไม่ใช่ ความสำเร็จอยู่ที่นั่น สุดท้ายพวกเราก็ปีนขึ้นมาถึงบนยอดเขาล้อมหมวกจนได้
เฮ้อ...ถึงซะที

3...
เขาล้อมหมวกเป็นเขาหินปูน บนยอดไม่มีลานโล่งๆ ให้นั่งชมวิวสบายๆ หากเต็มไปด้วยแง่งหินตะปุ่มตะป่ำ เวลาเดินต้องระมัดระวังให้ดี ที่สำคัญคือบนนี้มี “รอยพระพุทธบาท” จำลอง ประดิษฐานในมณฑปเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นให้สักการบูชากัน

รอยพระพุทธบาทบนที่สูงรอยนี้ ตามข้อมูลจากกองบิน 5 ระบุว่าเป็นพระพุทธบาทเบื้องซ้าย ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี 2532 ในช่วงอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นไปประดิษฐานบนยอดเขา ซึ่งจากการตรวจสอบของกรมศิลปากรพบว่ารอยพระพุทธบาทนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
หลังไหว้รอยพระพุทธบาทและพักเหนื่อยหลบร้อนในมณฑปกันได้ที่แล้ว พวกเราก็ออกไปเดินยังจุดชมวิวไฮไลต์บนยอดเขาล้อมหมวก ซึ่งในวันฟ้าเปิดเป็นใจ บนนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามกว้างไกลของทะเลประจวบฯ ได้ถึง 5 อ่าวเลยทีเดียว

สำหรับจุดชมวิวไฮไลต์นี้คือทางฝั่งมุมที่มองย้อนเข้าไปในกองบิน 5 บนนี้เมื่อมองลงไปจะเห็นเป็นโค้งอ่าวสามเหลี่ยมเว้าแหลมเข้าหายอดเขา โดยมุมเบื้องหน้าเด่นไปด้วยอาคาร ลานบิน และรันเวย์ที่สร้างเป็นเส้นตัดกัน
ด้านซ้ายเป็น“อ่าวมะนาว”(1)ที่ทอดตัวเป็นแนวโค้งกลม มีลักษณะคล้ายลูกมะนาวจนเป็นที่มาของชื่ออ่าว เวิ้งอ่าวมะนาวทอดตัวโค้งจากเขาล้อมหมวกไปเชื่อมต่อกับเขาคลองวาฬ ที่เลยถัดไปเป็น “อ่าวคลองวาฬ”(2) ทะเลที่เหมาะสำหรับผู้นิยมความเงียบสงบเป็นส่วนตัว

ส่วนถ้ามองไปทางขวาจะเป็นโค้ง “อ่าวประจวบฯ”(3)ที่ในท้องทะเลมี 3 เกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้กับแผ่นดินเขาล้อมหมวก คือ เกาะหลัก เกาะร่ม และเกาะไหหลำ ที่ยามน้ำลงสันทรายจะผุดเป็นแนวทะเลแหวกให้เห็น
อ่าวประจวบฯ มีความยาวกว่า 8 กม. ทอดยาวโค้งจากเขาล้อมหมวกไปจดกับเขาตาม่องล่าย อันเป็นที่ตั้งของ “อ่าวน้อย”(4) ที่มีหาดทรายโค้งทอดตัวไปยังเขาคั่นกระได ซึ่งมี “อ่าวคั่นกระได”(5) ทอดตัวเชื่อมต่อไปจนถึงสามร้อยยอด

นี่ก็คือมุมมอง 5 อ่าวเมืองประจวบฯ อันสุดแจ่ม เจ๋ง บนเขาล้อมหมวก ซึ่งแม้เส้นทางขึ้นเขาจะสูงชัน โหดหินต้องปีนป่ายไต่คลาน แถมเมื่อมาถึงบนยอดยังร้อนและเต็มไปด้วยแง่งหินแหลมๆ แต่เมื่อแลกกับวิวอันงดงามบนนี้ ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง
งานนี้แม้ผมจะไปเที่ยวโดยไม่ได้มีคำตอบเตรียมมาจากบ้าน และไม่ได้รู้อะไรมากมาย แต่เมื่อได้ขึ้นไปพิชิตยอดเขาล้อมหมวกแล้ว มันทำให้ผมรู้ว่า
สิ่งสำคัญที่สุดในการพิชิตอุปสรรคขวากหนามนั่นก็คือ
“การพิชิตใจตนเอง”
*****************************************
เขาล้อมหมวก ตั้งอยู่ภายในกองบิน 5 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ต้องการปีนขึ้นเขาล้อมหมวกควรมีสภาพร่างกายที่พร้อมสมบูรณ์ ควรใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหุ้มส้น ควรเตรียมน้ำดื่มในระหว่างการเดินทาง และเอาข้าวของติดตัวไปเท่าที่จำเป็น เพราะการเดินทางค่อนข้างยากลำบาก สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในกองบิน 5 หรือการปีนเขาล้อมหมวกได้ที่ โทร.0-3261-1031 หรือ 0-3261-1017
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล travel_astvmgr@hotmail.com
เพื่อเป็นการขานรับนโยบายส้นตีนแห่งชาติตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน ทริปนี้ผมจึงออกเดินทางด้วยรองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ ย่ำตะลุยขึ้น “เขาล้อมหมวก” ตามคำชวนของน้อง 2 สาวที่ออฟฟิศ
งานนี้ผมไปเที่ยวโดยไม่ได้มีคำตอบเตรียมมาจากบ้าน และไม่รู้อะไรมากมาย
รู้แต่เพียงว่าต้องขึ้นไปพิชิตจุดหมายให้ได้
1...
เขาล้อมหมวก ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายในเขตทหารอากาศกองบิน 5 ที่มี “อ่าวมะนาว” เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ขณะที่ชื่อเขาล้อมหมวกนั้นอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่
ในกองบิน 5 ได้แบ่งพื้นที่ท่องเที่ยว (ตามแผนที่) ออกเป็น 3 โซน คือ โซน A แหล่งท่องเที่ยวอ่าวมะนาว โซน B แหล่งท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ และโซน C ส่วนราชการ
สำหรับเขาล้อมหมวกนั้นอยู่ในโซน B ไปทางแหลมที่เป็นติ่งยื่นออกไปกลางทะเล ซึ่งบริเวณใกล้ๆ บันไดทางขึ้นเขาล้อมหมวก มี “ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก” ให้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล
เจ้าพ่อเขาล้อมหมวก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านในละแวกนี้ต่างให้ความเคารพนับถือ ตามตำนานเล่าขานกันว่า ท่านเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางมาด้วยเรือสำเภามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งท่านได้ทำคุณงามความดีอย่างยิ่งยวดให้กับแผ่นดินและประชาชนชาวสยาม เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปจนสิ้นอายุขัย เมื่ออายุได้ 97 ปี
ด้วยพลังแห่งคุณงามความดีกอปรกับบารมีที่สั่งสมไว้ ทำให้ท่านเป็นดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ที่เขาล้อมหมวก เพื่อคอยดูแลปกปักรักษาชาวบ้านสรรพสัตว์อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ โดยภายในศาลได้สร้างรูปเคารพของเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกเอาไว้เป็นรูปผู้อาวุโสชาวจีนหนวดเครายาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งคนที่มาขอพรบนบานศาลกล่าวประสบผลสำเร็จก็มักจะนิยมนำหมวก “กุยเล้ย” หรือหมวกแบบจีนโบราณมาถวายแก้บน
หลังไหว้เจ้าพ่อเขาล้อมหมวกเอาฤกษ์เอาชัยแล้ว ในบริเวณใกล้ๆ กันยังมีสิ่งน่าสนใจให้ไปแวะเวียนสัมผัสกับความน่ารักของมันนั่นก็คือ “ค่างแว่นถิ่นใต้” ที่อาศัยเป็นฝูงอยู่ที่เขาล้อมหมวกเป็นร้อยตัว
เหตุที่สัตว์คล้ายลิงชนิดนี้ถูกเรียกว่าค่างแว่น เพราะยามเมื่อวันโตเต็มวัย จะมีวงรอบปากและรอบตาเป็นสีขาวเหมือนสวมแว่น มันจึงถูกเรียกว่า “ค่างแว่น”
ค่างแว่นพวกนี้มันต่างจากลิงค่างในที่อื่นๆ คือ มันไม่ดุ ไม่มาฉกขโมยของจากคน หากแต่มันน่ารักเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว หลายตัวเชื่องคุ้นชินกับคน เพราะที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาให้อาหารมันกินบ่อยๆ โดยอาหารที่มันชอบก็คือ ผลไม้ แต่ที่นักท่องเที่ยวนิยมให้มันกินก็คือถั่วลิสงต้มหรืออบแห้ง เพราะเขามีบริการขายอยู่ใกล้กับถิ่นออกหากินของค่างแว่นที่นิยมลงมาในช่วงเช้า สาย และเย็น
อย่างไรก็ดี มีคำเตือนจากคุณลุงผู้ดูแลสถานที่ว่า ห้ามซื้อถั่วฝักยาวมาให้ค่างแว่นกินเป็นอันขาด เพราะในถั่วฝักยาวเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง ทำให้ค่างแว่นที่เป็นสัตว์ธาตุไม่แข็งแรงกินถั่วฝักยาวตายกันไปหลายตัวแล้ว
เฮ้อ...ได้ยินคุณลุงเล่าอย่างนี้ ทำให้ผมพลอยขยาดต่อการกินถั่วฝักยาวดิบๆกับส้มตำไปด้วย พับผ่าสิ
2...
หลังเพลิดเพลิน ให้อาหาร ถ่ายรูป เจ้าค่างแว่นนับสิบตัวที่ลงมาหากินอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเดินขึ้นสู่ยอดเขาล้อมหมวกกันเสียที เพราะถ้าขึ้นปล่อยให้สายกว่านี้ แดดจะยิ่งแรง มันจะยิ่งทำให้การเดินขึ้นทั้งเหนื่อยทั้งร้อนมากขึ้น
เขาล้อมหมวกมียอดเขาสูงสุดอยู่ที่ 902 ฟุต หรือประมาณ 300 เมตร จากระดับน้ำทะเล หลายคนอาจดูว่าไม่เท่าไหร่ แต่งานนี้มโนแห่งจินตนาการย่อมไม่เท่ากับการออกเดินขึ้นไปสัมผัสด้วยตัวเอง
ว่าแล้วพวกเราก็ลงมือปฏิบัติการด้วยรองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ ขานรับนโยบายส้นตีนแห่งชาติในทันที
สำหรับเส้นทางเดินขึ้นเขาล้อมหมวกนั้นแบ่งเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรกทำเป็นบันไดคอนกรีต ที่ชันเอาเรื่อง แต่ก็ยังดีหน่อยที่เส้นทางนั้นร่มรื่น ช่วยทอนความเหนื่อยลงมาได้นิดหน่อย แต่ถึงยังไงก็เหนื่อยอยู่ดี
ระหว่างนี้หากใครที่คิดว่า ขาล้า เหนื่อย ก้าวขาลำบาก เกิดอาการตะขาบตะคริวเริ่มจับ ผมขอแนะนำว่าให้เดินไปพักไป อย่ารีบเดินโล่ อย่าเป็นจำพวกเดินโชว์สาว เพราะถ้าเป็นลมหงายเงิบมามันจะไม่คุ้มกัน หรือหากใครจะรักษาฟอร์มเก็บอาการก็ให้ทำเป็นประเภทเดินไปถ่ายรูปไป หรือเดินไปชมวิวไปในอารมณ์ ขอซึมซับกับบรรยากาศให้เต็มที่ ทั้งที่ในใจนั้นเหนื่อยแทบขาดใจ
อย่างไรก็ดีกับเส้นทางบันไดช่วงแรกนั้นมันเหมือนกับการอุ่นเครื่องมากกว่า เพราะของจริงนั้นอยู่ในเส้นทางช่วงที่สองต่างหาก เนื่องจากไม่มีบันไดให้เดินสบายๆ แล้ว หากแต่เป็นทางเดินกึ่งปีนป่ายที่ต้องใช้วิชาค่างแว่นมาผสมผสาน
งานนี้หลายคนเห็นแล้วถอดใจ ขอชมวิวครึ่งทางบนจุดสิ้นสุดบันไดปูนมันนั่นแหละ ส่วนกรุ๊ปผมเราสองสามคนนั้นยังคงกัดฟันเดินหน้าต่อไป
เส้นทางขึ้นเขาในช่วงที่สองนี้ มันไม่ควรเรียกว่าเส้นทางเดินขึ้นเขา หากแต่เป็นเส้นทางปีนเขามากกว่า เพราะเส้นทางชันดิก หลายช่วงชันเกือบ 90 องศา แต่ก็ยังดีที่มีตัวช่วยคือเชือกเส้นโตให้เราคอยยึดเกาะ เหนี่ยวรั้ง ปีนไต่ขึ้นไป โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายคือปลายยอดของเขาลูกนี้ เพราะไม่มีใครในพวกเราเคยขึ้นมาก่อนเลยสักคน
แต่เมื่อความพยามอยู่ที่ไหน ความท้อใจอยู่ที่นั่น เอ้ย!!!ไม่ใช่ ความสำเร็จอยู่ที่นั่น สุดท้ายพวกเราก็ปีนขึ้นมาถึงบนยอดเขาล้อมหมวกจนได้
เฮ้อ...ถึงซะที
3...
เขาล้อมหมวกเป็นเขาหินปูน บนยอดไม่มีลานโล่งๆ ให้นั่งชมวิวสบายๆ หากเต็มไปด้วยแง่งหินตะปุ่มตะป่ำ เวลาเดินต้องระมัดระวังให้ดี ที่สำคัญคือบนนี้มี “รอยพระพุทธบาท” จำลอง ประดิษฐานในมณฑปเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นให้สักการบูชากัน
รอยพระพุทธบาทบนที่สูงรอยนี้ ตามข้อมูลจากกองบิน 5 ระบุว่าเป็นพระพุทธบาทเบื้องซ้าย ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี 2532 ในช่วงอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นไปประดิษฐานบนยอดเขา ซึ่งจากการตรวจสอบของกรมศิลปากรพบว่ารอยพระพุทธบาทนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
หลังไหว้รอยพระพุทธบาทและพักเหนื่อยหลบร้อนในมณฑปกันได้ที่แล้ว พวกเราก็ออกไปเดินยังจุดชมวิวไฮไลต์บนยอดเขาล้อมหมวก ซึ่งในวันฟ้าเปิดเป็นใจ บนนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามกว้างไกลของทะเลประจวบฯ ได้ถึง 5 อ่าวเลยทีเดียว
สำหรับจุดชมวิวไฮไลต์นี้คือทางฝั่งมุมที่มองย้อนเข้าไปในกองบิน 5 บนนี้เมื่อมองลงไปจะเห็นเป็นโค้งอ่าวสามเหลี่ยมเว้าแหลมเข้าหายอดเขา โดยมุมเบื้องหน้าเด่นไปด้วยอาคาร ลานบิน และรันเวย์ที่สร้างเป็นเส้นตัดกัน
ด้านซ้ายเป็น“อ่าวมะนาว”(1)ที่ทอดตัวเป็นแนวโค้งกลม มีลักษณะคล้ายลูกมะนาวจนเป็นที่มาของชื่ออ่าว เวิ้งอ่าวมะนาวทอดตัวโค้งจากเขาล้อมหมวกไปเชื่อมต่อกับเขาคลองวาฬ ที่เลยถัดไปเป็น “อ่าวคลองวาฬ”(2) ทะเลที่เหมาะสำหรับผู้นิยมความเงียบสงบเป็นส่วนตัว
ส่วนถ้ามองไปทางขวาจะเป็นโค้ง “อ่าวประจวบฯ”(3)ที่ในท้องทะเลมี 3 เกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้กับแผ่นดินเขาล้อมหมวก คือ เกาะหลัก เกาะร่ม และเกาะไหหลำ ที่ยามน้ำลงสันทรายจะผุดเป็นแนวทะเลแหวกให้เห็น
อ่าวประจวบฯ มีความยาวกว่า 8 กม. ทอดยาวโค้งจากเขาล้อมหมวกไปจดกับเขาตาม่องล่าย อันเป็นที่ตั้งของ “อ่าวน้อย”(4) ที่มีหาดทรายโค้งทอดตัวไปยังเขาคั่นกระได ซึ่งมี “อ่าวคั่นกระได”(5) ทอดตัวเชื่อมต่อไปจนถึงสามร้อยยอด
นี่ก็คือมุมมอง 5 อ่าวเมืองประจวบฯ อันสุดแจ่ม เจ๋ง บนเขาล้อมหมวก ซึ่งแม้เส้นทางขึ้นเขาจะสูงชัน โหดหินต้องปีนป่ายไต่คลาน แถมเมื่อมาถึงบนยอดยังร้อนและเต็มไปด้วยแง่งหินแหลมๆ แต่เมื่อแลกกับวิวอันงดงามบนนี้ ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง
งานนี้แม้ผมจะไปเที่ยวโดยไม่ได้มีคำตอบเตรียมมาจากบ้าน และไม่ได้รู้อะไรมากมาย แต่เมื่อได้ขึ้นไปพิชิตยอดเขาล้อมหมวกแล้ว มันทำให้ผมรู้ว่า
สิ่งสำคัญที่สุดในการพิชิตอุปสรรคขวากหนามนั่นก็คือ
“การพิชิตใจตนเอง”
*****************************************
เขาล้อมหมวก ตั้งอยู่ภายในกองบิน 5 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ต้องการปีนขึ้นเขาล้อมหมวกควรมีสภาพร่างกายที่พร้อมสมบูรณ์ ควรใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหุ้มส้น ควรเตรียมน้ำดื่มในระหว่างการเดินทาง และเอาข้าวของติดตัวไปเท่าที่จำเป็น เพราะการเดินทางค่อนข้างยากลำบาก สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในกองบิน 5 หรือการปีนเขาล้อมหมวกได้ที่ โทร.0-3261-1031 หรือ 0-3261-1017
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล travel_astvmgr@hotmail.com


