หมู่เกาะสิมิลัน ดินแดนที่มีโลกใต้ทะเลน้ำลึกสวยติดอันดับโลก กำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังฤดูกาลท่องเที่ยวกลับมาเยือน
ด้วยเหตุนี้ ทรูวิชั่นส์ จึงร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กองทัพเรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดโครงการ “อาสาฯอนุรักษ์ทะเลไทย 2551” ขึ้น เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งอันดามันหลังเกิดภัยพิบัติสึนามิ โดยร่วมทำการผูกทุ่นจอดเรือเพื่อรักษาแนวปะการัง จำนวน 70 ทุ่น ในบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา
สุวรรณ พิทักษ์สินธร นักวิทยาศาสตร์ 8 สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เล่าว่า “ที่เราต้องวางทุ่นเพราะว่าเมื่อก่อนเวลามาเที่ยวมาทะเลก็มาดูปะการัง เรือก็ต้องทิ้งสมอ สมอก็จะโดนปะการัง และก็จะหัก พัง และก็ตาย วันหนึ่งโยนสมอลงมา 20-30 ลำ ปะการังมันก็พังไปเรื่อยๆ จนเกิดความเสียหายมาก เราจึงได้เริ่มการวางทุ่นตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนปัจจุบันเราหันมาใช้ทุ่นแบบแท่งซีเมนต์”
สำหรับการวางทุ่นแบบฐานซีเมนต์นี้ ออกแบบโดยคุณสุวรรณ เพื่อใช้เป็นแบบทุ่นมาตรฐานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเมื่อปี พ.ศ.2548 ก็ได้ติดตั้งในเขตอุทยานแห่งชาติในทะเลอันดามันทั้งหมดให้เป็นระบบเดียวกัน
ลักษณะโดยทั่วไปของทุ่นรุ่นนี้คือ ฐานทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตัน ด้านบนเป็นห่วงโลหะไร้สนิมสำหรับนำเชือกมาผูก ด้านล่างมีลักษณะเป็นขอบยกสูงตรงกลางบุ๋มเข้าไป เพื่อให้เกิดแรงดูดที่พื้นทะเลอีกทั้งการยกขอบจะทำให้เกิดแรงจิกบนพื้นทรายทำให้ฐานเคลื่อนที่ได้ยาก สายยึดโยงทำด้วยวัสดุ Polypropylene ทุ่นลอยหลักทำด้วยวัสดุ Polyethelene เชือกและทุ่นลอยหลักมีสีและขนาดต่างกันเพื่อให้ผู้ใช้จำแนกขนาดทุ่นได้ง่าย รวมทั้งแท่งซีเมนต์ก็มีขนาดและรูปร่างต่างกันเพื่อป้องกันการสับสนของผู้ทำการซ่อมบำรุง
ทั้งนี้ทุ่นถูกแบ่งเป็น 3 ขนาด เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรือขนาดต่างๆ โดย “ทุ่นขนาดเล็ก” ฐานซีเมนต์น้ำหนักไม่น้อยกว่า 1.3 ตัน ตัวทุ่นลอยหลักเป็นสีขาวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 ซม. สายทุ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มล. โดยแบ่งเป็น 2 เส้น คือ เส้นที่ 1 เป็นเชือกเส้นที่ติดกับฐานถักเป็นห่วงที่ปลายทั้งสองด้าน ห่วงด้านหนึ่งติดกับโลหะที่ฐานซีเมนต์ ห่วงอีกด้านติดกับห่วงของลูกทุ่น ส่วนเชือกอีกเส้นตอดกับทุ่นลอยหลักปลายสุดถักเป็นห่วงเพื่อให้เรือนำเชือกเรือมาร้อยผูก เหมาะสำหรับเรือขนาดความยาวไม่เกิน 12 ม.
“ทุ่นขนาดกลาง” ฐานซีเมนต์น้ำหนักไม่น้อยกว่า 4 ตัน ตัวทุ่นลอยหลักเป็นสีแดงหรือส้มเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. สายทุ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30มล. แบ่งเป็น 3 เส้น ได้แก่เส้นที่ 1 เป็นเชือกที่ติดกับฐาน ถักเป็นห่วงที่ปลายทั้งสองด้าน ห่วงด้านหนึ่งติดกับโลหะที่ฐานซีเมนต์ อีกด้านติดกับห่วงของเชือกเส้นที่ 2 ส่วนเชือกเส้นที่ 2 เป็นเส้นเชือกตรงกลาง เนื่องจากบริเวณที่ความลึกนี้เชือกมักถูกแสงแดดและใบพัดเรือฟันขาดชำรุดได้ง่ายต้องมีการเปลี่ยนเชือกบ่าย จึงไม่ต้องเปลี่ยนเชือกสายทุ่นทั้งเส้น และเส้นที่ 3 ติดอยู่กับทุ่นลอยหลักปลายสุดถักเป็นห่วงเพื่อให้เรือนำเชือกเรือมาร้อยผูก เช่นเดียวกับเชือกเส้นที่ 2 ของทุ่นขนาดเล็ก เหมาะกับเรือขนาดความยาว 12-20 ม.
และ “ทุ่นขนาดใหญ่” ฐานซีเมนต์น้ำหนักไม่น้อยกว่า 10 ตัน ตัวทุ่นลอยหลักสีเหลืองเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. สายทุ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 38มล. แบ่งเป็น 3 เส้น เส้นแรกจะคล้ายกับเส้นแรกของทุ่นขนาดกลางแต่จะมีลักษณะเป็นสองทบเพื่อให้มีความแข็งแรงมากกว่าเชือกเส้นอื่น เพราะทุ่นขนาดใหญ่มักติดตั้งในที่น้ำลึกการซ่อมแซมเชือกส่วนนี้ทำได้ลำบากจึงต้องทำให้แข็งแรง ส่วนเชือกเส้นที่ 2 และ 3 ก็จะเหมือนกับทุ่นขนาดกลาง ทุ่นขนาดใหญ่นี้เหมาะกับเรือขนาดความยาว 20-30 ม.
สุวรรณ กล่าวอีกว่า “ก่อนการวางทุ่นก็ต้องมีการสำรวจพื้นที่ การวางซีเมนต์ ต้องไปคุยกับคนที่ใช่ว่าเรือเขาจอดตรงไหนบ้าง และพอจะวางจริงก็ให้คนในพื้นที่ไปชี้จุดว่าจะเอาตรงไหน เพราะถ้าวางไม่ดีเรือมันจะฟาดกัน ส่วนการวางทุ่น อันดับแรกเราจะวางใกล้แนวปะการัง ใกล้แหล่งดำน้ำ เพื่อให้เรือที่นำนักท่องเที่ยวมาดำน้ำได้ผูกเรือที่ทุ่นใกล้แหล่งดำน้ำ อันนี้สองคือบริเวณที่เราต้องการให้เค้าจอดเรือ พักเรือ หรืออันที่สาม ถ้ามีเรือประมงเข้ามาใกล้แนวปะการัง พอเขาเห็นทุ่นเขาก็จะได้ไม่ทิ้งสมอแต่ใช้วิธีผูกทุ่นแทน”
“ส่วนการวางฐานซีเมนต์ใต้น้ำก็จะต้องหาจุดวางที่ไม่โดนปะการัง เช่นบริเวณพื้นทรายไม่ทับปะการัง แต่จะวางใกล้ๆแนวปะการัง หรือหากเป็นแนวปะการังใหญ่ๆ เราก็อาจจะวางฐานซีเมนต์แทรกๆ อยู่ตามแนวปะการังโดยต้องไม่ทำให้ปะการังเสียหาย และสำหรับอายุการใช้งาน ในแต่ละส่วนก็ไม่เหมือนกัน ถ้าส่วนฐานซีเมนต์เราคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี เชือกตัวล่างอาจจะถึง 40 ปี เชือกเส้นบนซึ่งจะรับแรงมากอาจต้องเปลี่ยนทุกปี ส่วนตัวทุ่นก็จะประมาณ 4-5 ปี” สุวรรณกล่าว
ร้อยโทภาณุพัฒน์ ด่านพานิช กองปฏิบัติการพิเศษกรมรบพิเศษที่ 3 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี และหนึ่งในผู้ที่ดำน้ำลงไปวางทุ่น เล่าว่า “ก่อนการวางทุ่น เราต้องมีการซักซ้อมกันก่อน โดยที่หน่วย จ.ลพบุรี เราจะซ้อมกันที่สระว่ายน้ำ ว่าถ้ามีอุบัติเหตุฉุกเฉินใต้น้ำจะต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นบัดดี้ที่ลงไปด้วยกันเกิดหมดสติต้องทำอย่างไร ถ้าบั้ดดี้อากาศหมดจะทำอย่างไร รวมถึงทฤษฎีเกี่ยวกับการดำน้ำ การพักน้ำ ด้วย
จากนั้นเมื่อมาถึงยังเกาะสี่หรือเกาะเมี่ยง หมู่เกาะสิมิลัน ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาชี้แจงว่าทุ่นมีลักษณะแบบไหนบ้าง มีกี่ขนาด จากนั้นก็จะแบ่งมอบงานให้ว่าหน่วยงานของเรารับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องอะไร เกี่ยวกับทุ่นตัวไหน จากนั้นก็จะอธิบายเกี่ยวกับวิธีการผูกเชือก ผูกเงื่อนในแต่ละทุ่น”
ร.ท.ภาณุพัฒน์ เล่าต่อว่า “ส่วนทุ่นที่ผมได้รับมอบหมายเป็นทุ่นขนาดใหญ่สีเหลือง โดยนำไปวางทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมียง ที่ความลึก 28 ม. ใช้เวลาอยู่ใต้น้ำทั้งหมดประมาณ 25 นาที และในขณะปฏิบัติหน้าที่เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนอย่างหนึ่งคือ เราต้องไปตัดเชือกทุ่นอันเก่าก่อนที่จะเอาทุ่นอันใหม่ไปผูก แต่โชคดีที่ทีมของผมมีมีดติดตัวสำหรับปฏิบัติการใต้น้ำอยู่แล้ว จึงใช้มีดที่พกมาตัดเชือกเส้นเก่าได้เลยไม่ต้องเสียเวลาขึ้นไปหามีดบนเรืออีก และอีกหนึ่งปัญหาคือการสื่อสารใต้น้ำ คือเราต้องมีการฝึกซ้อมสัญญาณมือที่จะใช้ใต้น้ำก่อน แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย”
ในขณะเดียวกัน เรือเอกเจษฎา เหลืองวงษ์ หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ และหนึ่งในผู้ที่ดำน้ำลงไปวางทุ่น เล่าว่า ก่อนที่จะมาดำน้ำวางทุ่นในครั้งนี้ ตนเคยไปเข้าร่วมโครงการเพื่อสาธารณะประโยชน์ทางทะเลมาแล้วหลายครั้ง เช่น การเก็บขยะใต้ทะเลในโครงการรักษ์ทะเลแสมสาร หรือตอนสึนามิ ตนก็ไปช่วยค้นหาศพ กู้เรือ กู้รถ เป็นต้น จนมาในครั้งนี้ก็ได้มาร่วมโครงการอาสาฯอนุรักษ์ทะเลไทย 2551 และได้ดำน้ำลงไปวางทุ่น
“สถานที่วางทุ่นที่กลุ่มของผมได้รับมอบหมายนั้นคือ เกาะ 8 เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน ทางด้านทิศตะวันออก 6 ทุ่น และก็บริเวณหินปูซา จำนวน 12 ทุ่น สำหรับตัวผมดำลงไปวางทุ่นสีเหลืองหรือทุ่นขนาดใหญ่ ที่ความลึก 30 ม. เมื่อดำลงไปในน้ำครั้งแรกเพื่อไปตรวจสภาพทุ่นเก่า และก็เริ่มดำลงไปสำรวจใต้น้ำว่าแท่นฐานซีเมนต์มันอยู่ในสภาพหงายหรือคว่ำ สามาตรผูกได้หรือไม่ จากนั้นก็นำเชือกที่เตรียมไว้ในความยาวที่พอดีกับความลึกน้ำไปผูก และก็ตัดเชือกเส้นเก่าออก แต่ก่อนจะทำสำเร็จนั้นก็เจอปัญหาว่าฐานซีเมนต์ที่อยู่ใต้น้ำมันเกิดพลิกคว่ำหูที่จะร้อยเชือกจมอยู่ด้านใต้ เราจะพลิกฐานซีเมนต์ก็ไม่ไหวจึงทำโดยการถอดเชือกและผูกกับเชือกเส้นเดิมทำให้มันแน่นขึ้น ก็สำเร็จไปด้วยดี” ร.อ.เจษฎา กล่าว
จากนั้น ร.อ.เจษฎา ยังกล่าวถึงความประทับใจในการร่วมโครงการวางทุ่นครั้งนี้ว่า “ประทับใจการรวมตัวของคนที่มีใจอนุรักษ์ค่อนข้างเยอะ และเราได้ผู้นำที่ดี ส่วนในเรื่องของการปฏิบัติงานเราประสานงานกับประชาชนได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเรือ ศูนย์อนุรักษ์ และส่วนอื่นๆ ก็ร่วมงานกันได้ดี และในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงด้วย แล้วก็ได้ร่วมงานกันจนมืดแล้วเราค่อยกลับ เลยมีความประทับใจครับ”
ด้าน เต๊ะ ศตวรรษ เศรษฐกร นักร้องนักแสดงและอาสาแพทย์ มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ หรือกู้ภัยมังกร จ.ชลบุรี อีกหนึ่งอาสาในโครงการในครั้งนี้ เล่าว่า “ผมดำน้ำมา 6-7 ปีแล้ว คือตอนแรกที่เริ่มดำเพราะว่าต้องถ่ายละคร แล้วก็เกิดติดใจ จึงได้ไปดำน้ำกับเพื่อนๆ อยู่เรื่อยๆ และตอนนี้ก็เป็นไดร์มาสเตอร์ โดยก่อนหน้านี้ช่วงที่ผมทำงานอยู่ไต้หวัน เมื่อได้กลับมาเมืองไทยก็เป็นช่วงก่อนเปิดฤดูท่องเที่ยวทางทะเล เขาจะมีกิจกรรมเก็บขยะใต้ทะเล ผมก็ได้เข้าร่วมโครงการแบบนี้อยู่บ่อยครั้งทั้งที่ ชลบุรี พัทยา หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน แล้วพอรู้เกี่ยวกับโครงการนี้ทางกลุ่มของผมกลุ่มกู้ภัยมังกรก็เลยมาช่วยครับ”
“ส่วนของผมเป็นการวางทุ่นครั้งแรก ภารกิจของผมคือดำลงไปเปลี่ยนเอาทุ่นเก่าออก แล้วนำทุ่นใหม่ลงไปผูกข้างล่าง ที่บริเวณเกาะสี่ โดยวางทุ่นขนาดกลางสีส้ม ที่ความลึกประมาณ 31 ม. ซึ่งผมคิดว่าพื้นฐานของการวางทุ่นนี้ไม่ยากเพียงแต่ว่าต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผูกเงื่อน การคล้องเงื่อน คือถ้าเกิดคล้องบนบกมันไม่มีปัญหาเพราะเราใช้เวลาเท่าไรก็ได้ แต่พอลงไปใต้น้ำเรื่องของเวลา เรื่องของอากาศ เป็นข้อจำกัดมาก ต้องมีการซ้อมไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นอันตรายกับตัวเราได้
ซึ่งสำหรับกิจกรรมนี้ผมคิดว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ถึงแม้ว่าเราลงไปในครั้งนี้ไม่ได้ไปเชิงสันทนาการหรือว่าท่องเที่ยวเท่าไร แต่มันก็เป็นเชิงอนุรักษ์ที่แบบว่าอย่างน้อยทุกครั้งที่เรามาที่นี่ เราก็รู้ว่าทุ่นนี้เราเป็นคนวางนะ อย่างน้อยเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ทำให้ปะการังตรงนี้บริเวณนี้ยังคงสมบูรณ์อยู่” เต๊ะ กล่าว
เต๊ะ ยังได้กล่าวอีกว่า “จริงๆแล้วผมเชื่อนะว่าคนที่ชอบท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติ เป็นคนที่จิตใจดีอยู่แล้ว เป็นคนที่จิตใจค่อนข้างจะชอบอะไรที่มันเป็นธรรมชาติพยายามหลีกเลี่ยงออกมาจากสังคมที่ค่อนข้างวุ่นวาย แต่ด้วยบ้างครั้งที่เราไม่ตั้งใจอาจจะเป็นการทำลายธรรมชาติโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างเช่นการที่เราลงไปดำน้ำ อาจจะด้วยความที่เรายังไม่มีความชำนาญพอสมควร อาจจะไปทำให้ปะการังเสียหายได้ ข้อแรกๆ ที่อยากจะฝากนักดำน้ำ ก็จะต้องรู้ขีดจำกัดของตนเองว่าความสามารถของตนเองอยู่ที่ขนาดไหน ถ้าเกิดยังไม่พร้อมก็ต้องมีเพื่อนลงไปด้วย แล้วก็พยายามอย่าไปเตะปะการัง เพราะว่าแต่ละกิ่งแต่ละก้านถ้ามันพังไปแล้วมันใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับสู่สภาพเดิมได้”
เต๊ะยังกล่าวทิ้งทายว่า “หากมีโครงการเช่นนี้อีกผมก็คงทำไปเรื่อยๆ มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เพราะว่าเวลาที่ผมไม่สบายใจ ผมก็จะออกทะเลอย่างเดียวเลย ก็เหมือนทะเลเป็นบ้านที่สอง อยู่ใต้น้ำแล้วรู้สึกเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกที่สงบแล้วก็ให้อะไรกับเราหลายๆ อย่าง บางทีเราอยู่กับความวุ่นวายเสียงเจี๊ยวจ๊าวทำให้เราสับสน แต่พอเราอยู่ใต้ทะเลเรามีโอกาสได้ฟังเสียงอากาศ บุ๋งๆๆ ขึ้นมา มันก็เป็นอะไรที่ทำให้เราสามารถคิดได้มากกว่าเดิม”




