นักวิเคราะห์มองดัชนีหุ้นไทยปี 69 ค่อย ๆ ฟื้น แม้ไตรมาสแรกหลายปัจจัยลบกดดัชนีนิ่ง เชื่อหลังการเลือกตั้งหนุนตลาดหุ้นไทยคึก คาดชัดเจนช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินดัชนีปีนี้ระหว่าง 1,388 -1,440 จุด หวั่นเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ายาก อีกทั้งกังวลผลกระทบเศรษฐกิจซบเซาและสงครามชายแดน ส่งผลต่อผลประกอบการ บจ.เติบโตไม่มาก แนะนำเน้นลงทุนในหุ้นปลอดภัย กลุ่มมีปันผลสูง พร้อมกับกระจายพอร์ตการลงทุน
จากปี 68 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยผันผวนหนัก ดัชนีทรุดต่ำลงต่อเนื่องและปิดฉากลงอย่างเศร้าหมอง ด้วยดัชนีที่ระดับ 1,259.67 จุด หรือลดลง 140.54 จุด คิดเป็น10.03% และเป็นภาวะความซบเซาต่อเนื่องปีที่ 3 หลังจากปี2566 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,415.85 จุด ลดลง 15.15 % เมื่อเทียบกับจุดปิดปี 2565 ส่วนปี2567 ดัชนีฯปิดที่ 1,400.21 จุด ลดลง 15.64 จุดหรือลดลง 1.11% ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยครองตำแหน่ง ตลาดหุ้นที่แย่ที่สุดในโลกในรอบ 3 ปี โดยตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นและนับสิบตลาดที่สร้างจุดสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ อันเป็นผลกระทบจากปัจจัยภายในโดยเฉพาะ ทั้งสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ขาดเสน่ห์จูงใจ นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและเทขายหุ้นออกอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น นักลงทุนกำลังรอคอยว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล และจะคาดหวังผลงานการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ขนาดไหน ขณะที่ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีมุมมองที่ระมัดระวังเกี่ยวกับแนวโน้มหุ้นปีนี้ โดยไม่ได้ตั้งความคาดหวังว่า ต่างชาติจะกลับมาซื้อ และกังวลผลกระทบภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโตมากนัก และมองว่าช่วงครึ่งปีแรกจะผันผวนจากเศรษฐกิจชะลอ และรอผลเลือกตั้ง จึงแนะนำเน้นลงทุนในหุ้นปลอดภัย กลุ่มมีปันผลสูง พร้อมกับกระจายพอร์ตการลงทุน
การเมืองกดดันหุ้นไทยQ1 ต่างชาติเทขาย
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ประเทศไทยจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 69 ขณะที่ผลสำรวจของนิด้าโพลที่จัดทำขึ้นช่วงกลางเดือน ธ.ค.2568 ชี้ว่าแม้พรรคประชาชนจะยังมีคะแนนนิยมนำหน้าพรรคการเมืองอื่น แต่คะแนนนิยมของพรรคเริ่มลดลง และผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนมากขึ้น จึงเชื่อว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาชนเริ่มลดลงหลังโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเดือน ก.ย. 2568
นอกจากนี้ เชื่อว่าคนไทยบางส่วนอาจไม่พอใจกับท่าทีของพรรคประชาชนที่มีต่อทหารไทยในช่วงที่มีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคประชาชนน่าจะยังเป็นพรรคใหญ่ที่สุด (มีจำนวนส.ส.ในสภามากที่สุด) หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่พรรคประชาชนน่าจะยังมีที่นั่งในสภาไม่พอจัดตั้งรัฐบาลแบบพรรคเดียวได้ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยน่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคประชาชนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพราะประกาศไว้ว่าจะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งน่าจะหมายถึงพรรคประชาชน
ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยอาจจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่รวมพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยกล่าวว่าจะไม่ทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรม จึงมองว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังมีอยู่จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงกลางเดือน เม.ย.2569
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI เชื่อว่าปัจจัยลบทางการเมืองช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า จะยังกดดันตลาดหุ้นไทยและอาจทำให้มีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ทั้งนี้แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิ 6 พันล้านบาทในเดือน ธ.ค.2568 แต่ยังคงขายสุทธิ 1.07 แสนล้านบาทในปี 68 จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มการแพทย์, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มธนาคาร ขณะที่แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในกลุ่มพลังงาน, กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่วนหุ้น Top pick ได้แก่ ADVANC, BCPG, BDMS, CPN, MOSHI, MTC, PR9, SCB และ TRUE
แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกดดันตลาดหุ้นในไตรมาส 1 ปีนี้ แต่เชื่อว่า downside มีจำกัด เนื่องจาก ดัชนี SET ปรับตัวลง 10% ในปี 2568 และปรับตัวลง 22% นับจากสิ้นปี 2565 ปัจจุบัน SET ซื้อขายอยู่ที่ P/E 14 เท่าในปี 2569 หรือประมาณ -1SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมหุ้น DELTA SET จะซื้อขายอยู่ที่ P/E ประมาณ 12.6 เท่าในปี 2569 ซึ่งเชื่อว่ายังน่าสนใจ ดังนั้น CGSI จึงคงเป้าดัชนี SET ในสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,400 จุด
ลุ้นเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ฟื้น ศก.
บล.กรุงศรี มองตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ให้น้ำหนัก คือ รอยต่อการเมือง 4-6 เดือนจำกัดการใช้นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน (Monetary Policy) ขณะที่ Election Rally คือ แรงส่งถัดไป ประเมินคาดหวัง 3-5% ช่วงก่อน–หลังเลือกตั้งช่วง 5-8 เดือนข้างหน้า ภาพหลัก คือ รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ และพรรคชนะเลือกตั้งนำตั้งรัฐบาลจะเพิ่มความเชื่อมั่นความชอบธรรมการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลโดยรวมจะนำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและไทย ที่เลือกลงทุนหุ้นขนาดใหญ่นำดัชนีและความคาดหวังบวกในระบบตัวแทน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่าเดิมผสานกิจกรรมก่อนการเลือกตั้งที่หนุนเศรษฐกิจไหลเวียน
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนเบื้องต้น ฝ่ายวิจัยกรุงศรีประเมินดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,551 จุด อิงคาดการณ์EPS ตลาดปี 2569 ที่ 94 บาทต่อหุ้น (EPS Growth 8%) Target PER 16.5 เท่า คิดเป็น -1 S.D. จากค่าเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นไทยที่ 17.3 เท่า แนะนำหุ้นได้ประโยชน์ยุบสภา เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ใน 3 ธีมประกอบด้วย
คือธีมดอกเบี้ยขาลง เน้น กลุ่มเช่าซื้อ MTC, SAWAD กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, BGRIM(Deep Value) กลุ่มHigh Yield เน้น SC, AP และหุ้น SET50 รองรับ Fund Flows เน้น ภาคบริการ สื่อสาร ADVANC พลังงาน PTT, GULF, PTTGC(Deep Value), TOP การแพทย์ BDMSท่องเที่ยว CENTEL สุดท้ายคือ หุ้นอิงภายในที่มักให้ผลตอบแทนเด่นช่วง Election Rally อาทิกลุ่มค้าปลีก CPALL(Deep Value) , ธนาคาร KBANK, KTB โดยหุ้นปี 2569 Best Election Play ได้แก่หุ้น BDMS, CPALL, MTC, PTTGC, GULF
ศก.ไทยโตต่ำ กระทบดัชนีหุ้นไทย
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ประเมินว่า ปี 2569 คาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% เพราะอุตสาหกรรมหลักอย่างการส่งออกและท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐ อีกทั้งการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา ขณะนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ "Fast Pass" สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt แต่ในทางกลับกัน หากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ คาดจะส่งผลให้งบประมาณปี 2027 ล่าช้ามากกว่า 2 เดือน หากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt
อย่างไรก็ตาม ยังคงเป้า SET Index ปี 2569 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ 16 เท่า และ EPS ปี 2569-2570 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ขณะมองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน อีกทั้งหุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า หากไม่นับรวมหุ้น DELTA ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤตโควิด -19
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักคือธีมหุ้นเลือกตั้ง อย่าง AEONTS, CPAXT, MC, TASCO และธีมหุ้นปันผลสูงเช่น BTG, PRM, PTTEP, SCCC ซึ่งหุ้นเด่นที่ แนะนำในเดือนมกราคม คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO ( ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำใน เดือนนี้อยู่ใน SETHD Index ด้วย) ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ
คาดดัชนีทยอยฟื้น หลังผ่านจุดต่ำสุดปลายปี 68
บล.บัวหลวง ประเมินปี 2569 การลงทุนในตลาดหุ้นไทย น่าจะพอมีความหวังอยู่บ้างจากมุมมองของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าดัชนีจะทยอยฟื้นตัวได้ หลังเศรษฐกิจไทยคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3-4 ปี 2568 กดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ผลกระทบมาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และยังคงกดดันต่อช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 แต่คาดเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2 ตามเศรษฐกิจโลก และฟื้นชัดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2569
โดยมีแรงหนุนจาก 5 ปัจจัยคือ วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle) คาดหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 อย่าง การระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) อาจเห็นชัดในช่วง 1-2 ไตรมาสหลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้ (อ้างอิงจากสงครามการค้ารอบแรก) จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤติ)
การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพราะตัวเลขยื่นขอและอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 ถึงในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ทั้งในแง่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 23% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 94% เทียบปีก่อนทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 2569-2570
ขณะ มาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการบัญชีออมหุ้นระยะยาว (Thailand Individual Investment Account: TISA) คาดหนุนเม็ดเงินไหลเข้า , โยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะหนุนเศรษฐกิจเพิ่ม ที่คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกในปี 2569 เหลือ 1.00% จากคาด 1.25% ในปี 2568 และการทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งให้กับภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะการท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 68 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 แม้คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 เหลือ 33.2 ล้านคนในปี 2568 คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี2569
อย่างไรก็ดี ยังมีสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามคือ เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด กดดันจากภาคแรงงานของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน หนี้ครัวเรือนไทย-ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกดดันการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งในอดีตมักลดลงจากระดับปกติราว 30-40% ซ้ำเติมกับงบลงทุนที่มีวงเงินน้อยกว่าปีก่อนอยู่แล้ว โดยงบลงทุนปี 68-69 ลดลง 7.3% เมื่อเทียบรายปี
ทั้งนี้ แนะนำลงทุนธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation อย่างหุ้น WHAUP, GUNKUL, GULF หุ้นที่ได้ ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ เช่น CPN, CPALL, CENTEL, AOT, CBG หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นตลาดทุน TISA อย่าง KTB, SCB, ADVANC และหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง อย่าง PTTGC, SCC, ITC สำหรับ PTTGC และ SCC แนะนำ"ทยอยสะสม"เมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อรอรับรอบฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี
เชื่อข้อตกลงการค้า-เลือกตั้งใหม่หนุนตลาดทุนไทย
บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 โดยเฉพาะด้านปัจจัยการเมืองประเมินว่าหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลายแรงกดดันต่อตลาดทุนไทยที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 โดยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนและสนับสนุนทิศทางตลาดให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญความแน่นอนในระยะสั้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,370 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของตลาดไทยในระยะถัดไป
สำหรับการค้า คาดว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้ง FTA ไทย-EFTA ที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2569, FTA ไทย-สหภาพยุโรปที่คาดจะลงนามไตรมาส 1/2569 รวมถึง CEPA ไทย-เกาหลี จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าข้อตกลงเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ราว 1.9% ในระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม แม้การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 7% แต่ความเสี่ยงด้านลบของกำไรยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจด้านมูลค่า โดยซื้อขายที่ระดับ P/E เพียง 11.5 เท่า (ไม่รวม DELTA) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมูลค่าถูกที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศเดียว ส่งผลให้ช่วงต้นปีเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุน
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสจาก "election rally" โดยจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2535 พบว่า กลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน และขายหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 4% ในช่วงเวลา 2 เดือนดังกล่าว
ทั้งนี้ เมยแบงก์ ให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงดังกล่าวกับกลุ่มธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง
สำหรับธีมการลงทุนหลักในปี 2569 เมย์แบงก์ ชู 3 ธีมสำคัญ คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และการค้า โดยมองว่าการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของอาเซียน และประเทศไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของ FDI ยังได้รับแรงหนุนจากยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 21% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 รวมถึงนโยบาย FastPass ที่ช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชน
โดยในด้านกลยุทธ์การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม เมย์แบงก์ ยังคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) ในกลุ่มโทรคมนาคม สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มการเงิน ท่องเที่ยว และอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เด่นจากการเลือกตั้ง ขณะที่ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์ ส่วนหุ้นเด่นแนะนำ MTC, BBL, TRUE, MINT และ AP เป็น Top Picks เพื่อรับโอกาสจาก election rally
ให้เป้าดัชนีฯ ปีนี้ 1,440 จุด-จีดีพีโต 1.7%
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 2569 ที่ 1,400 จุด โดยดัชนีฯ เคลื่อนไหวในกรอบ 1,150-1,400 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 92 บาท/หุ้น
โดยปัจจัยบวกจะมาจากการเลือกตั้งในประเทศ ที่มีมุมมองเป็น "บวก" เนื่องจากคาดการณ์จะเกิดขึ้นตามกำหนดเดือน ก.พ.2569 และหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น คาดจะใช้เวลาไม่นานที่จะสามารถได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ใช้เวลาหานายกรัฐมนตรีค่อนข้างนาน เพราะมีการโหวตผ่าน สว. ด้วย แต่ครั้งนี้จะไม่มี สว.แล้ว ทำให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างรวดเร็ว และจะทำให้เห็นความชัดเจนต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ได้เร็วไว ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และจะช่วยสร้างสเถียรภาพต่อตลาดทุนในช่วงดังกล่าวด้วย
ขณะที่ การเติบโตของ GDP ปี2569 คาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ถือว่ายังเป็นการขยายตัวระดับต่ำอยู่ เนื่องด้วยจะยังได้รับปัจจัยกดดันจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ประกอบกับภาคการบริโภคในประเทศยังคงทรงตัวจากปี 2568 ทำให้ไม่สามารถดัน GDP ให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ ทำให้ต้องพึ่งพาภาคการลงทุนจากรัฐบาลเป็นหลักในการขับเคลื่อน GDP ปี2569
สำหรับ ธีมการลงทุนในปี2569 มี 2 ธีมหลักเน้นลงทุนในกลุ่ม Value Play หุ้นที่ราคาปี2568 ปรับตัวลงมามากในปีนี้ แต่ผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในอนาคต และกลุ่ม Dividend Play ที่ให้อัตราเงินปันผลระดับสูง และระยะถัดไปผลประกอบการ ยังเติบโตต่อได้ ส่วนการปรับพอรฺ์ตการลงทุนที่แนะนำในปี 2569 ให้จัดไปที่ตราสารหนี้สหรัฐฯแบบไม่ Hedge 30%, หุ้นไทย 20%, หุ้นต่างประเทศ 20%, สินทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ 20% และเงินสด 10%
โดยสรุป ปีนี้ตลาดทุนไทยยังถูกกดดันจากหลายปัจจัยนรอบด้านแต่จะมากน้อยเพียงใด ต้องติดตามต่อไป และปัจจัยที่จะมาหนุนและทำให้ตลาดหุ้นคึกคักขึ้นมาบ้างคือการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะที่แรงบวกจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2569 จะมีส่วนสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่คาดว่าอาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ราว 1.9% ในระยะใกล้


