xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นไทยปิดลบ 7.55 จุด ดัชนีลดช่วงลบจากแรงซื้อกลับกลุ่มแบงก์หลังราคาลงลึก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หุ้นไทยปิดลบ 7.55 จุด ดัชนีลดช่วงลบจากแรงซื้อกลับกลุ่มแบงก์หลังราคาลงลึก แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ คาดตลาดคงจะแกว่งไซด์เวย์ และมีโอกาสเกิดเทคนิคเคิลรีบาวด์ได้บ้างหลังจากที่ลงไปลึก แต่แรงซื้อยังมีจำกัดเพราะมีความกังวลทิศทางเศรษฐกิจ

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลง รับผลกระทบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยลง และทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกลง รวมถึงไทยด้วย นอกจากนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น ทำให้กระเทือนตลาดอีกรอบ

ขณะที่ปัจจัยในประเทศก็ยังไม่ได้เป็นบวกต่อตลาด โดยวันนี้ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เห็นชอบขยายการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน จากที่จะหมดอายุในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ส่วนมาตรการ Travel Bubble ยังต้องรอติดตามดูต่อไป

ทั้งนี้ ภาพใหญ่ของตลาดยังปรับตัวลง แต่การที่ดัชนีปรับตัวลงลึกทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาบ้าง โดยเป็นแรงซื้อที่เข้ามาที่หุ้นในกลุ่มแบงก์ ซึ่งได้ประโยชน์จากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และราคาหุ้นในกลุ่มแบงก์ได้ปรับตัวลงไปมากแล้ว ส่งผลให้ช่วงบ่ายหุ้นในกลุ่มแบงก์สามารถช่วยพยุงตลาดไว้ได้บ้าง ทำให้ดัชนีฯลดช่วงลบ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงมากจากความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จะกระทบความต้องการใช้น้ำมัน ทำให้ยังไปกดดันหุ้นในกลุ่มน้ำมัน และปิโตรเคมี

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,325.88 จุด ลดลง 7.55 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.57% มูลค่าการซื้อขาย 60,823.68 ล้านบาท ด้านประเภทนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 252.23 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 779.24 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 740.08 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 1,771.55 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.) นายมงคล กล่าวว่า ตลาดคงจะแกว่งไซด์เวย์ และมีโอกาสเกิดเทคนิคเคิลรีบาวด์ได้บ้างหลังจากที่ลงไปลึก แต่แรงซื้อยังมีจำกัดเพราะมีความกังวลทิศทางเศรษฐกิจ พร้อมให้แนวรับ 1,310 จุด ส่วนแนวต้าน 1,330 จุด

นอกจากนี้ วันนี้ให้ติดตามรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/63 ชองสหรัฐฯ และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ รวมถึงติดตามทิศทางราคาน้ำมัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...