xs
xsm
sm
md
lg

CIMBTลดเป้าจีดีพีปีนี้-6.4%-แนะ3แนวทางพยุง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ซีไอเอ็มบีไทยคาดการณ์จีดีพีปีนี้หดตัว 6.4% ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่เฟส3ของการแพร่เชื้อไวรัส ตลาดเงิน-ตราสารหนี้ป่วน ค่าบาทอาจแตะ 34 ในไตรมาส2 แนะ 3 ประการพยุง หวั่นหากรั้งไม่อยู่เข้าเฟส4 มีโอกาสติดลบถึง 11%

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย(CIMBT) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับมุมมองทางเศรษฐกิจไทยจากเดิมขยายตัว 1.7% เป็นหดตัว 6.4% ตามภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ภาวะการถดถอยนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากสถานการณ์เลวร้ายไปอีก เศรษฐกิจไทยคงเข้าสู่ภาวะวิกฤติตามเศรษฐกิจโลก และอย่าลืมว่า เศรษฐกิจไทยก็มีความเสี่ยงเติบโตช้าก่อนหน้าไวรัสระบาด จากปัญหาสงครามการค้า ภัยแล้ง และงบประมาณที่ล่าช้า คำถามคือ ไทยอยู่ห่างจากช่วงวิกฤติมากน้อยเพียงไร อยู่เฟสไหนในช่วงวิกฤตินี้ และจะหนีพ้นวิกฤติไปได้อย่างไร

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในเฟส 2 ของการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่การระบาดเข้ามาสู่คนไทยที่ติดต่อผ่านผู้ติดเชื้อต่างชาติ หรือหากติดต่อผ่านคนไทยด้วยกันก็ยังสามารถสืบหาแหล่งที่มาได้ แต่ในอีกไม่ช้าอาจจะเข้าเฟส 3 คือการที่คนไทยติดกันเองในวงกว้างและรวดเร็วโดยไม่ทราบแหล่งที่มา ซึ่งภาคสาธารณสุขกำลังทำงานอย่างเต็มที่ในการยืดเวลาการเข้าสู่เฟส 3 แต่หากเทียบการระบาดทางเศรษฐกิจ แต่เรามองว่าเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่เฟส 3 ไปเรียบร้อยแล้ว

โดยเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่เฟส 3 ของการแพร่เชื้อไวรัสไปบ้างแล้วผ่านตลาดการเงินที่เริ่มติดเชื้อ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีแรงเทขายหนัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกหดหาย มีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทเพื่อนำเงินสดกลับไปถือในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่นักลงทุนกังวลต่อปัญหาสภาพคล่องในสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่าธุรกิจสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และน้ำมันอาจมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ รวมไปถึงตราสารหนี้ที่แทบจะเรียกว่าปลอดภัยที่สุดในโลกนั่นคือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลงหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น และไม่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ภาวะความแตกตื่นนี้ลามไปทั่วโลกรวมทั้งไทย ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมมือกับหลายภาคส่วนได้ออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยพยุงความผันผวนในตลาดตราสารหนี้

สำหรับการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% ต่อปี เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องในระบบ ซึ่งในภาวะเช่นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเฟส 3 เท่านั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ทางกนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 นี้เหลือ 0.50% ต่อปี โดยที่ภาครัฐได้ออกมาตรการพยุงสภาพคล่องและมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ต่อเนื่อง ช่วยยืดเวลาให้เราอยู่ในช่วงต้นของเฟส 3 นานขึ้น โดยเฉพาะหลังตลาดพันธบัตรเริ่มอยู่ในภาวะที่บริหารจัดการได้ นักลงทุนหายตกใจ

อย่างไรก็ดี ความเสียหายทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว การส่งออก การผลิต การบริโภค และความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุนนั้นมีมาก เศรษฐกิจไทยจึงอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ในปีนี้ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเข้าสู่จุดต่ำสุดช่วงไตรมาสที่ 2 ทางกนง. น่าจะใช้นโยบายอื่นควบคู่กับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการดูแลสภาพคล่อง ซึ่งมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องนั้นน่าจะมีส่วนช่วยให้เงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่าได้ จากการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องสูง น่าจะลดความน่าสนใจของเงินบาท อีกทั้งภาวะความไม่แน่นอนในตลาดโลกน่าจะมีผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในทิศทางแข็งค่าเทียบสกุลอื่นๆ เงินบาทน่าจะอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ไปได้ถึงระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ และน่าจะเริ่มมีเสถียรภาพก่อนกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อยจากการที่ไทยยังเกินดุลการค้าและจากการที่ตลาดการเงินโลกเริ่มคลายความกังวลจากปัญหาสภาพคล่อง เรามองปลายปีนี้เงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

"วิกฤติจะเกิดผ่านปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ หรือ credit crisis กล่าวคือ กลุ่มภาคธุรกิจที่มีปัญหาหนี้สูงและเป็นกลุ่มที่อันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับน่าลงทุน หรือ non-investment grade หรือ high yield จะเป็นกลุ่มที่อาจผิดนัดชำระหนี้และอาจทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่นต่อระบบตลาดเงินและตลาดทุน จนเกิดการลามไปสู่การไถ่ถอนตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือ corporate bond ในกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือดีหรือไม่ได้รับปัญหาทางเศรษฐกิจมากจนบริษัทไม่มีเงินชำระหนี้ และหากเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดที่เศรษฐกิจไทยไปสู่เฟสที่ 4 เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวได้มากกว่า 11% ในปีนี้ และอาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายที่สุดที่เราเคยเผชิญ"

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางออกในการยืดเวลาของเฟส 3 และให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปีหน้า ช่วยให้สามารถพ้นวิกฤตินี้ไปได้ หรือหากฟื้นได้เร็วโดยอาจหดตัวเพียง 2.2% ในกรณีที่ดีที่สุดในปีนี้ ซึ่งอาจจะเจ็บในระยะสั้นแต่จะจบไวและฟื้นเร็ว ซึ่งสำนักวิจัยฯ มีความเห็น 3 ประการเพื่อยื้อเวลาให้เราประคองตัวได้หรืออาจพลิกให้เรากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในครึ่งปีหลังดังนี้

ประการแรก นโยบายการเงินต้องผ่อนปรนและคิดนอกกรอบ วันนี้ทั้งครัวเรือนและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ต่างขาดเงินสดหรือขาดสภาพคล่อง จากการถูกเลิกจ้าง หรือยอดขายตก ภาระหนี้มีสูง แม้ที่ผ่านมากนง.ได้ลดดอกเบี้ยแล้ว แต่คนจำนวนมากยังมีภาระหนี้สินอยู่ ซึ่งมาตรการของธปท. ในการดูแลให้คนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ เช่น ลดยอดการชำระหรือยืดเวลาการชำระหรือให้ชำระเพียงดอกเบี้ยได้ชั่วคราวนับเป็นก้าวที่ดีในการประคองภาคเอกชน แต่อาจต้องพิจารณาว่าปัญหาทางเศรษฐกิจจะไม่ลากยาวและลูกหนี้สามารถฟื้นได้เร็วเมื่อหมดโครงการนี้ ไม่เช่นนั้น ยอดหนี้เสียจะพุ่งได้ในอนาคต นอกจากมาตรการนี้ มาตรการทางการเงินอีกด้านที่น่าสนใจคือการอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือ หุ้นกู้เอกชน และอาจเป็นการซื้อตรงหรือผ่านตลาดรองเพื่อลดความผันผวนด้านราคาและเพื่อให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดอยู่รอดได้

ประการที่สอง นโยบายการคลังต้องรวดเร็วและทั่วถึง ในวันที่คนขาดรายได้จากยอดขายตกหรือว่างงาน ความเชื่อมั่นหดหาย ภาครัฐสามารถเติมเงินในกระเป๋าคนได้อย่างน้อยก็เพียงพอให้ครอบครัวเขาดำรงชีพได้ในภาวะเช่นนี้ เราอาจต้องมาพิจารณารายได้ขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจะสามารถโอนให้หัวหน้าครัวเรือนได้แล้วเพียงพอต่อการใช้จ่าย เช่น ราว 5,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือนนี้ หรืออาจคิดมาตรการจ้างงาน หรือเป็นการซื้อหาอาหารหรือสินค้าที่จำเป็นแจกเองผ่านหน่วยงานของรัฐหรือชุมชน นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้โอกาสนี้ดึงคนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนเข้ามาใช้เงิน​ด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา​ ไม่ใช่เพียงเพิ่มลดหย่อน​ และอาจทำชั่วคราวในปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและผ่อนคลายความกังวล รวมไปถึงรัฐบาลอาจเสริมมาตรการทางการเงินด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อให้คนมีเงินพอใช้จ่ายหรือดำรงธุรกิจต่อได้ ทั้งนี้ งบการลงทุนภาครัฐน่าจะเป็นตัวหลักในการเร่งสร้างงานและผลักดันการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชนถดถอย ซึ่งโดยปกติแล้ว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวมากกว่าภาวะปกติเพื่อเป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติที่เอกชนอ่อนแอ แต่อาจต้องแลกด้วยภาระทางการคลังที่มากขึ้นในอนาคต รวมถึงการเข้าซื้อกิจการหรืออุ้มหรือ bail out ธุรกิจที่ล้ม

ประการที่สาม เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพราะไวรัสที่ระบาดมีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อีกครั้งในอนาคตหรือไม่หากไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือปรับตัว เช่น หากไม่มีงานในเมืองก็ต้องสร้างงานในชุมชน หรือสร้างตลาดสินค้าและรายได้ในพื้นที่ต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และยืดหยุ่นคล่องตัวพอจะปรับเปลี่ยนงานได้เสมอ อีกทั้งเราได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในการทำงานหรือเรียนหนังสือผ่านโปรแกรมต่างๆ ซึ่งหากเราพัฒนาต่อยอดได้ สิ่งเหล่านี้อาจช่วยลดมลพิษและสร้างงานใหม่ๆ ได้ในอนาคต

นายอมรเทพกล่าวอีกว่า สุดท้าย ผมอยากให้ทุกคนเรียนรู้บทเรียนภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ว่า เราจะเติบโตทางเศรษฐกิจกันได้อีกครั้งเมื่อเราควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ จากการไม่ก่อหนี้จนเกินตัวและเกิดภาระทางการเงินทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจมากจนเกินไป รวมทั้งเราร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันปัญหาไปพร้อมกันได้ จนเศรษฐกิจไทยไม่เข้าสู่เฟส 4 หรือภาวะวิกฤติครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...