xs
xsm
sm
md
lg

เปิดโผ 8 กลุ่มดับ - 4 กลุ่มเด่น หลังปิด กทม. หนีโควิด-19

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โบรกเกอร์เปิด หุ้น 8 กลุ่มรับข่าวร้ายปิด กทม. ห้าง - ร้านค้า - โรงหนัง - ขนส่ง - ปั๊มอ่วม ส่วนหุ้น 4 กลุ่ม รับปัจจัยบวก ทั้งค้าปลีก - อาหาร - ICT - ประกัน ขณะที่ บล.เอเซียพลัส ระบุการสั่งปิดห้างสรรพสินค้า โดยรวมแล้วคิดเป็นผลกระทบต่อกำไรกลุ่มค้าปลีกไม่มากราว 0.9% แต่ภาพรวมระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงการลงทุน

บล.เคทีบี (KTBS ) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์รายวัน ว่า การที่กรุงเทพมหานครสั่งปิดสถานที่เสี่ยงเพิ่มเติม 22 วัน เริ่ม 22 มี.ค.-12 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา โดยออกประกาศคำสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว 26 ประเภท ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า โดยให้เปิดแค่โซน super market ร้านยา ธนาคาร ร้านขายอาหารและร้านสะดวกซื้อ ให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้นห้ามนั่งกินที่ร้าน


สำหรับร้านอาหารในโรงแรมให้บริการเฉพาะลูกค้าที่เข้าพัก ทั้งนี้ยังให้ปิดตลาดและตลาดนัดเหลือแค่ร้านขายของเพื่ออุปโภคบริโภค ของสด ของแห้ง รวมถึง ปิดร้านเสริมสวย คลีนิคเสริมความงาม และ ปิดศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม และสถานที่จัดนิทรรศการ นอกจากนั้น 5 จังหวัดปริมณฑล คือ สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, นนทบุรี และปทุมธานี มีการออกประกาศให้ใช้มาตรการปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกับกทม.

บล.เคทีบี ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าว เป็นลบต่อตลาดหุ้นไทย การออกมาตรการปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 22 วัน เพิ่มเติมนี้คาดว่าจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง และหากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่ดีขึ้น มีโอกาสมากที่จะเห็นการใช้มาตรการนี้กับจังหวัดอื่นเพิ่มเติม หรือหากสถานการณ์เลวร้ายลง มีโอกาสที่จะเห็นการใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ส่วนมาตรการปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัด เป็นระยะเวลา 22 วันนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลบเป็นส่วนใหญ่กับหลายธุรกิจ เนื่องจากรายได้ที่ลดลง อย่างไรก็ตามมีบางธุรกิจที่จะได้รับผลบวกจากมาตรการนี้เช่นกัน

เปิด 8 ธุรกิจรับผลเชิงลบ - 4 ธุรกิจรับผลบวก

(-) ธุรกิจและบริษัทที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ คือ

1) ศูนย์การค้า & ห้างสรรพสินค้า (SF, PLAT, CRC, CPN, MBK, AWC)

2) ร้านขายวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน (DOHOME, HMPRO, GLOBAL)

3) ศูนย์แสดงสินค้า+ศูนย์ประชุม (IMPACT)

4) ร้านอาหารในห้าง (AU, ZEN, M, OISHI, SNP, CENTEL, MINT)

5) ร้านค้าในห้าง (COM7, JMART, IT, MC, BEAUTY, TKN)

6) โรงภาพยนตร์ (MAJOR)

7) ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ (BEM, BTS)

8) ปั๊มน้ำมัน (PTG, PTT, ESSO, BCP)


(+) ธุรกิจและบริษัทที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก คือ

1) ซูเปอร์มาร์เก็ต+ร้านสะดวกซื้อ (BJC, MAKRO, CPALL)

2) ผู้ผลิตอาหาร (CPF, TU, ASIAN, TFMAMA)

3) ICT (ADVANC, TRUE, JAS, DTAC)

4) ประกัน (TQM)


ASP มองปิดห้างกระทบกำไรกลุ่มค้าปลีกไม่มาก 0.9% ระยะสั้นหลีกเลี่ยง

ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ระบุว่า การสั่งปิดห้างสรรพสินค้า โดยรวมแล้วคิดเป็นผลกระทบต่อกำไรกลุ่มค้าปลีกไม่มากราว 0.9% แต่ภาพรวมระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นดังกล่าวไปก่อน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกที่ไม่ได้จำหน่ายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ HMPRO, ILM, BEAUTY และ COM7 ซึ่งในเบื้องต้น ฝ่ายวิจัย ASP ประเมินว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ ต้องปิดสาขาในพื้นที่ดังกล่าว ราว 36 สาขา, 19 สาขา , 127 สาขา และ 227 สาขา จากที่มีทั้งหมด 113 สาขา, 37 สาขา, 318 สาขา และ 757 สาขา ตามลำดับ

ฝ่ายวิจัยฯ จึงทบทวนสมมติฐานใหม่ จากคาดการณ์ผลกระทบดังกล่าวคือ

1.กำหนดยอดขายสาขาเดิมของสาขาและรายได้จากพื้นที่เช่าในพื้นที่ดังกล่าว ลดลงจากประมาณการเดิม 1 เดือน

2. ให้ COM7 ที่มีช่องทางออนไลน์พร้อมที่สุดและผลบวกสินค้าไอที ที่กำลังเป็นที่ต้องการจากกระแส Work from Home หนุนยอดขายจากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำ 100%

3.ปัจจัยลบเฉพาะตัวของ ILM ในเรื่องจำนวนสาขาใหม่เดิมตํ่ากว่าคาด และ การปิดสาขาเดิม BEAUTY ที่มากกว่าแผนเดิม และการขายต่างประเทศที่แย่กว่าคาด ทำให้ได้กำไรของ HMPRO, ILM, BEAUTY และ COM7 ลดลงจากเดิม 4.3%, 5.9%, 22.5% และ 2.5% ตามลำดับ


โดยรวมแล้วคิดเป็นผลกระทบต่อกำไรกลุ่มค้าปลีกไม่มากราว 0.9% แต่ภาพรวมระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นดังกล่าวไปก่อน ส่วน CRC ฝ่ายวิจัยฯกำลังจัดทำบทวิเคราะห์

ขณะที่ภายหลังการปรับปรุงประมาณการในทางพื้นฐาน จะยังคงคำแนะนำ ซื้อ HMPRO ราคาเหมาะสม 13.3 บาท และ COM7 ราคาเหมาะสม 27.1 บาท

ทั้งนี้ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ทุกๆ 1 เดือนหากมาตรการขยายออกไป จะกระทบกำไรและมูลค่าพื้นฐาน สำหรับตัวเลือกการลงทุนที่แนะนำในกลุ่มค้าปลีก เป็นผู้จำหน่ายสินค้าจำเป็นที่น่าจะได้ประโยชน์ชัดเจน คือ CPALL ราคาเหมาะสม 80 บาท ในทางพ้นฐานยังแนะนำ ซื้อ รวมทั้งแนะให้เก็งกำไร MAKRO ราคาเป้าหมาย 36บาท ที่ยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ส่วน BJC ราคาเหมาะสม 40 บาท ฝ่ายวิจัยฯแนะนำ Switch เนื่องจากราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐาน


กำลังโหลดความคิดเห็น...