xs
xsm
sm
md
lg

โบรกเกอร์หั่นราคา "ปตท.-ปตท.สผ." เซ่นพิษน้ำมันโลกดิ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โบรกเกอร์ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้-ปีหน้า เหลือ 40 และ 45 เหรียญต่อบาร์เรล หลังเจรจา OPEC ปลายสัปดาห์ก่อนเหลว สอดคล้องต่อ Supply ที่เพิ่มขึ้นและ Demand ที่ชะลอตัวลงจาก Covid-19 ขณะเดียวกันหั่นเป้าราคาหุ้น PTT เหลือ 42 บาท จาก 55 บาท/หุ้น และหุ้น PTTEP เหลือ 110 จาก 170 บาท และคงน้ำหนักลงทุนหุ้นโรงกลั่น-ปิโตรน้อยกว่าตลาด

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลงเหลือ 40 และ 45 เหรียญฯ ในปี 2563 และตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป หลังจากความล้มเหลวของการประชุมกลุ่ม OPEC สอดคล้องต่อผลกระทบจากทั้ง supply ที่เพิ่ม และ demand ที่ชะลอตัวจาก COVID-19 ที่น่าจะยืดเยื้อ ดังที่ ASPS นำเสนอใน Market talk เมื่อวานนี้ โดยคำแนะนำกลุ่มปิโตรเลียม “เท่าตลาด” ในภาพระยะยาว ซึ่งภายใต้ประมาณการใหม่มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2563 PTTEP อยู่ที่ 110 บาท/หุ้น (เดิม 170 บาท) และ PTT อยู่ที่ 42 บาท/หุ้น (เดิม 55 บาท/หุ้น)

ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ฝ่ายวิจัยจะทำการปรับลดสมมติฐานค่าการกลั่น GRM (แม้ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในทิศทางขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจ แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มปรับลดลงตาม ทำให้คาดการณ์ค่าการกลั่นยังอยู่ในกรอบแคบๆ) และ Spread ปิโตรเคมี (แม้คาดต้นทุน Freeze Stock จะปรับลงตามราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ขั้นปลายมีโอกาสปรับลงตาม ทำให้ Spread ปิโตรเคมียังอยู่ในระดับต่ำ) เพื่อสะท้อนแนวโน้มความต้องการใช้ (Demand) ที่จะลดลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ หลักๆ ถูกกดดันจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ไม่ได้รวมในสมมติฐานก่อนหน้า รวมถึงการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลงมาเหลือ 40 เหรียญฯ เทียบกับปลายปี 2562 อยู่ที่ 64 เหรียญฯ คาดจะทำให้เกิดบันทึกขาดทุนจาก Stock น้ำมันในปี 2563 ราว 20 เหรียญฯ โดยจะเห็นขาดทุนสต๊อกน้ำมันในระดับสูงงวด 1Q63] ดังนั้น ASPS ยังคงยืนยันน้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาดทั้งกลุ่ม โรงกลั่น และกลุ่มปิโตรเคมีเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ASPS ระบุว่า ในส่วนของกลุ่มพลังงาน ฝ่ายวิจัยได้ทำศึกษา Sensitivity Analysis หากราคาน้ำมันดิบลดลงต่ำกว่าสมมติฐานทุกๆ 5 เหรียญ จะกระทบต่อ Fair value ของ PTTEP (FV@B170) ปรับตัวลดลงจากปัจจุบันราว 10-14 บาท/หุ้น ขณะที่ PTT (FV@B56) กระทบราว 2-3 บาท/หุ้น ระยะสั้น แนะนำชะลอการลงทุน ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่น แม้ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในทิศทางขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจ แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มปรับลดลงตาม ทำให้คาดการณ์ค่าการกลั่นยังอยู่ในกรอบแคบๆ

โดยรวมคาดธุรกิจโรงกลั่นมีโอกาสจะบันทึกขาดทุน Stock น้ำมันสูงขึ้นอย่างมีนัยมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมี คาดต้นทุน Freeze Stock จะปรับลงตามราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ขั้นปลายมีโอกาสปรับลงตาม ทำให้ Spread ปิโตรเคมียังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ASPS แนะนำยืนยันลงทุนน้อยกว่าตลาดทั้งโรงกลั่นและกลุ่มปิโตรเคมีเหมือนเดิม

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หั่นเป้าเหลือแค่ 70 บ.

บทวิจัยจาก บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า ได้ปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” และลดราคาเป้าหมายเป็น 70 บาท (P/E ปี 2563 ที่ 9.0 เท่า-1.0SD) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงในกำไรหลักปี 2563 เนื่องจากทั้งน้ำมันดิบและก๊าซจะถูกกดดันจากอุปสงค์ที่ลดลงจาก Covid19 และ OPEC+ ที่ตกลงกันไม่ได้เมื่อเร็วๆ นี้ (คาดว่าซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มขึ้นกำลังการผลิตขึ้นอย่างมาก) จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจะส่งผลให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ได้ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent ปี 2563 เป็น 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทุก 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลที่ลดลง (ดูไบ) และทุก USD0.1/mmbtu ที่ลดลงของก๊าซ (ดูไบ 6-12m) จะส่งผล EPS ปี 2563 ลดลง 0.16 และ 0.22 หมายเหตุ ในปี 2559 ตอนเบรนต์ซื้อขายที่ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาหุ้น PTTEP ลดลงเหลือ 45 บาท

นอกจากนี้ มองว่ากำไรปี 2563 ลดลง 39% YoY โดยปริมาณขายเติบโต 11% (+1.0 EPS) ราคาก๊าซลดลงจาก 6.8 เหรียญสหรัฐเป็น 6.4 เหรียญสหรัฐ /mmbtu และน้ำมันดิบลดลงจาก 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็น 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ผู้บริหารยังมองอีกว่าต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นเป็น 32 เหรียญสหรัฐ/ บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เนื่องจากรวมสินทรัพย์ธุรกิจในต่างประเทศด้วย มองว่าการคาดการณ์ราคาก๊าซของผู้บริหารที่ 6.4 เหรียญสหรัฐ/mmbtu มี downside risk จากราคาน้ำมันดิบและการต่อสัญญาใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 ตอนราคาก๊าซในภูมิภาคลดลงแตะระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ (JKN LNG Spot

ราคาน้ำมันดิบคาดอ่อนตัวต่อในครึ่งปีหลัง 2563

การที่ OPEC+ ไม่สามารถตกลงกันได้ ส่งผลทำให้ตลาดช็อก (Brent ลดลง -20% ข้ามคืน) เมื่อประเทศต่างๆ แย่งส่วนแบ่งตลาดกัน (ซาอุดีอาระเบียวางแผนเพิ่มกำลังผลิตมากกว่า 10 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนเมษายน) ราคาจะดิ่งลงแรง กระทั่งถึงเวลาหนึ่งที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ถูกผลักดันออกไป สมดุลและเสถียรภาพของราคาจึงจะเกิดขึ้น แต่จะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ เรายังคงมุมมองต่อน้ำมันดิบที่แข็งแกร่งในครึ่งหลังปี 63 (ปรับสมดุล) แต่ก็ยังไม่ชัดเจน ส่วนอุปสงค์ที่ลดลงจากผลกระทบโดย Covid19 ก็ยังไม่ชัดเจน แต่เราพบว่าผู้กลั่นน้ำมันได้สั่งซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยใช้ประโยชน์จากราคาที่ลดลง ซึ่งสามารถปิดอุปสงค์ในครึ่งปีหลัง 63


กำลังโหลดความคิดเห็น...