xs
xsm
sm
md
lg

นักลงทุนมองโค้งสุดท้ายการลงทุนทั่วโลกยังผันผวน โอกาสทองคำ-หุ้นอเมริกาขาขึ้น ส่วนหุ้นไทยหาจังหวะซื้อราคาต่ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สองนักลงทุนรุ่นใหม่มองตลาดการลงทุนโลกยังผันผวนจากปัจจัยหลายด้าน แนะจับตาสินทรัพย์ทางเลือก “ทองคำ-หุ้นสหรัฐฯ” มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น สามารถจับจังหวะลงทุนเมื่อราคาย่อตัวได้ ส่วนหุ้นไทยหากราคาร่วงแรงอาจมีจังหวะช้อนเก็บ จับตาเม็ดเงินต่างชาติช่วยหนุน

นายณพวีร์ พุกกะมาน ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค จีเอ็มไอ เอดจ์ และผู้ก่อตั้ง Creative Investment Academy (CIA) สถาบันให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ กล่าวว่า จากการติดตามการลงทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีนี้ถือเป็นขาลงมาตลอด เนื่องจากมีการทำราคาต่ำสุด (New Low) มาอย่างต่อเนื่อง ดัชนีควรจะยืนเหนือ 1,620 จุดได้ก่อนในช่วงที่เหลือของปีนี้ถึงจะยืนยันได้ว่าสิ้นสุดขาลงเพราะไม่มีการทำนิวโลว์ต่อ แต่จะขึ้นไปได้มากแค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

ดังนั้น ตอนนี้ถือว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่น่าสนใจลงทุนเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานตอนนี้ไม่ดีนัก ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยปรับตัวลดลงทุกไตรมาสทำให้ค่า Forward P/E ของ SET เดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 17.1 เท่า แพงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคซึ่งอยู่ที่ 14.7 เท่า

“ค่า P/E หุ้นไทยตอนนี้อยู่ในระดับเดียวกับเมื่อต้นปี แต่ดัชนีอยู่ในระดับเดียวกันแสดงว่าหุ้นไทยในเวลานี้ไม่ถูกแม้จะเห็นว่าหุ้นลงมาเยอะก็ตาม ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ภาพรวมจึงยังไม่ใช่จังหวะที่จะเข้าลงทุน นักลงทุนควรกระจายสินทรัพย์ไปยังสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตดีกว่า”

ดังนั้น การกระจายการลงทุนในปีหน้า สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากอยากให้ลองพิจารณากระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ที่ยังเป็นขาขึ้น เช่น ทองคำ จากกราฟเทคนิคตอนนี้สามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 89 วันได้แล้ว และยังมีโอกาสทำกำไรหากเป็นขาขึ้นได้ในระดับเกือบๆ 10% โดยมีเป้าหมายที่จุดสูงสุดเดิม 1,550 เหรียญ โดยปัจจัยสนับสนุนคือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่วนผู้ที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภทกอง REITs ยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมในปีหน้า

อีกหนึ่งสินทรัพย์คือตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ดัชนี S&P500 จะวิ่งสร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องแต่จะมีจังหวะให้ซื้อลงทุนได้ตลอดทั้งปี และภาพรวมบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยียังคงเติบโตได้ดี รวมถึงตลาดหุ้นฮ่องกง แม้จะมีความไม่สงบทางการเมือง แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนยังเติบโตได้ดี ล่าสุด Alibaba ได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแล้ว

ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI ภาพเป็นการเคลื่อนไหวแบบกรอบแคบๆ มีแนวรับอยู่ที่ 50 เหรียญต่อบาร์เรล และแนวต้านที่ 64 เหรียญ ภาพรวมระยะสั้นเริ่มมีการเก็งกำไรมากขึ้นจากกระแสของหุ้น Saudi Aramco ที่จะเข้าตลาดหุ้น ซึ่งอาจจะมีการดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น

ด้านนายปุณยวีร์ จันทรขจร นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในหลากหลายตลาด กล่าวว่า ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค คำถามใหญ่ที่สุดวันนี้คือคำถามที่ว่าดอลลาร์กำลังจะมีเเนวโน้มหลักไปทางเเข็งค่าหรืออ่อนค่า เพราะนี่คือตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจทั้งโลก หากติดตามค่าเงินดอลลาร์จะเห็นได้ชัดว่าเเนวโน้มการลดลงของค่าเงิน (de-Dollarization) หรือการหนีการใช้เงินดอลลาร์ถือเป็นกระเเสฮือฮาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งการเก็บทองคำเป็นทุนสำรองของประเทศแทนดอลลาร์ และจีนที่กำลังจะซื้อขายน้ำมันบนเงินหยวน หรือที่เรียกว่า PetroYuan แทน PetroDollar ที่เราคุ้นเคยกันมานาน

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) กลับมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการการถือดอลลาร์มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับข่าวที่ว่าดอลลาร์กำลังถูกทิ้งจากทั่วโลกและมีเเนวโน้มในการอ่อนค่ามหาศาล แต่ในมุมที่ชวนให้ต้องคิดก็คือ ทั้งๆ ที่ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (FED) มีการอัดฉีดเงินผ่านระบบ REPO ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่า ซึ่งการอัดฉีดเงินขนาดนี้ถ้าเป็นประเทศอื่นน่าจะเจอกับภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง (Hyperinflation) ไปแล้ว

“คำตอบที่จะคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดเลยอยู่ที่ว่าความต้องการดอลลาร์จากทั่วโลกแท้จริงเเล้วมีมากขนาดไหน มากขนาดที่ว่า FED อัดเงินผ่านระบบเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการรึเปล่า และนี่คือประเด็นหลักที่ต้องติดตามใกล้ชิดว่า ดอลลาร์จะมีแนวโน้มไปทางไหน เพราะตราบใดที่ดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินหลักของการค้าทั่วโลกเรายังคงต้องเล่นตามเกมของสหรัฐฯ อยู่ดี”

เพราะฉะนั้น ตลาดหลักทรัพย์ของไทยเองก็จำเป็นต้องมองการไหลเข้ามาของเม็ดเงินจากต่างชาติเป็นหลักเช่นกัน แต่ต่อให้มีการปรับตัวลงของราคาจนส่งผลต่อดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงไปแรงๆ ถึงระดับ 1,400-1,500 ส่วนตัวมองว่าเรื่องพื้นฐานประเทศไทยยังแกร่ง เราไม่เเพ้ใครน่าจะเป็นตัวเลือกเเรกๆ จากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกในกรณีที่ราคาหุ้นมีการปรับราคาลดลง (discount) มากกว่านี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...