xs
xsm
sm
md
lg

เร่งคลอด พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


คณะอนุกรรมาธิการด้านการเงิน การธนาคาร สถาบันการเงิน และตลาดทุน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เร่งผลักดัน พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (ก.บ.ช.) เผยงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คณะอนุกรรมาธิการด้านการเงิน การธนาคาร สถาบันการเงินและตลาดทุน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมี ดร. วรพล โสคติยานุรักษ์ เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อรับฟังข้อมูล และความเห็นเกี่ยวกับหลักการและเหตุผล รวมทั้งสาระสำคัญ ตลอดจนความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ... (ก.บ.ช.) โดยมีความเห็นตรงกันว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งผลักดันให้จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติโดยเร็ว เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ร่าง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ... จะบังคับใช้กับนายจ้าง และลูกจ้างเอกชน ที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยกำหนดให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เริ่มจากร้อยละ 3 ในปีแรก และค่อยๆ เพิ่มเป็นลำดับขึ้นไปในปีต่อๆ ไป ซึ่งมีเป้าหมายให้ลูกจ้างมีรายได้หลังเกษียณ อยู่ที่ร้อยละ 50 ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายก่อนการเกษียณอายุ และจะจัดตั้งสำนักงาน ก.บ.ช. ให้รัฐเป็นผู้บริหารจัดการ โดยจะบริหารเอง และ/หรือคัดเลือกเอกชน ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางรายให้เข้ามาเป็นผู้จัดการกองทุน ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่องนี้ นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ได้ให้ความเห็นว่า เงินกองทุนนี้มาจากเงินของลูกจ้างและนายจ้าง ไม่มีเงินจากภาครัฐมาสนับสนุน และรัฐก็ไม่ควรใส่เงินเข้ามาสนับสนุน เพราะจะเป็นภาระงบประมาณมหาศาลในอนาคต จึงต่างกับ กบข. และกองทุนประกันสังคม ที่รัฐเข้ามาบริหารจัดการแบบรวมศูนย์โดยผ่านการจัดตั้งสำนักงาน กบข. และสำนักงานประกันสังคม เพราะรัฐใส่เงินงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนลงไปด้วย

“ในเมื่อกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาตินี้เป็นเงินของภาคเอกชนทั้งหมด (ลูกจ้างจ่าย และนายจ้างสมทบ) ไม่มีเงินจากรัฐเกี่ยวข้อง จึงไม่เห็นความสมเหตุสมผลที่จะให้รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวในการบริหารจัดการไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม เพราะการบริหารจัดการเงินจำนวนมากของประชาชนโดยภาครัฐ จะมีความเสี่ยง มีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่โปร่งใสอันเกิดจากการแทรกแซงทางการเมือง หรือเปิดโอกาสให้ใช้อำนาจโดยมิชอบได้โดยง่าย ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงิน จึงควรมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ที่จะเลือกลงทุนในกองทุน ก.บ.ช. ของ บลจ. ใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ เหมือนที่เขามีสิทธิในการเลือกลงทุนในกองทุน RMF โดยเสรี เพราะการเปิดเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขัน เมื่อมีการแข่งขัน ประชาชนก็ย่อมได้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของทางเลือก, ราคา, บริการ, การเข้าถึงข้อมูล กับการได้รับคำแนะนำในการวางแผนการเงิน และลงทุน

นอกจากนี้ การจัดตั้งองค์กรภาครัฐขึ้นมาใหม่ในลักษณะสำนักงาน ก.บ.ช. เพื่อเข้ามาบริหารจัดการกองทุนตามร่าง พ.ร.บ.ฯ นี้ ก็เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนโดยใช่เหตุ จึงเห็นว่า รัฐควรช่วยทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดกฎหมายโดยเร็ว โดยรัฐไม่ควรจะเข้ามาเป็นผู้เล่นเสียเองไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม” นางวรวรรณ กล่าว

ดร. วรพล โสคติยานุรักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการเงิน การธนาคาร สถาบันการเงิน และตลาดทุน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า “การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติเพื่อช่วยให้ลูกจ้างในระบบอีกหลายสิบล้านคนได้มีหลักประกันในยามเกษียณ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลสนับสนุน แต่เนื่องจากเงินกองทุนนี้เป็นเงินของภาคเอกชน โดยลูกจ้างจ่าย และนายจ้างร่วมจ่ายสมทบ รัฐไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจ่ายเงิน เจ้าของเงินจึงควรมีอิสระในการเลือกนโยบายการลงทุน และผู้จัดการกองทุน ตลอดจนเรียนรู้การจัดการเงินออมของตนเอง อันเป็นการสร้างรากฐานการจัดการเงินส่วนบุคคลของประชาชน และยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการจัดการลงทุนให้เติบโตต่อไป ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และอุตสาหกรรมนี้ได้มีการพัฒนาจนเชี่ยวชาญมาแล้วเป็นเวลากว่า 30 ปี ทั้งยังมีการกำกับดูแลที่ดี รัฐควรระมัดระวังไม่ไปบริหารเงินกองทุนของเอกชน โดยที่รัฐก็ไม่มีความชำนาญ

ขณะที่มีภาคเอกชนที่ได้รับการพัฒนาจนเชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้น การจัดตั้งหน่วยงาน กบช. ขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานใหม่อีกหนึ่งหน่วยงาน ต้องตั้งงบประมาณจำนวนมากขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่บริหารและมาดำเนินการคัดเลือกผู้บริหารกองทุน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน และประเทศมีฐานะงบประมาณที่ขาดดุลติดต่อกันมามากกว่า 10 ปีแล้ว และยังอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยได้ง่ายในเรื่องความโปร่งใสในการจัดการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความพยายามในการขจัดปัญหาความไม่โปร่งใสในภาครัฐที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่”


กำลังโหลดความคิดเห็น...