xs
xsm
sm
md
lg

ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ยิ้มรับ EIA ผ่านพร้อมลงนาม PPA ขายไฟเพิ่ม 90 MW

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ รับข่าวดีโรงไฟฟ้าใหม่ 2 โรง ผ่าน EIA แล้ว พร้อมดันกำลังการผลิตติดตั้งรวมเพิ่มเป็น 440 MW จากปัจจุบันอยู่ที่ 150 MW คาดโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะสามารถขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ได้ประมาณต้นเดือนตุลาคม 2560 เร็วกว่าแผนเดิมที่คาดไว้ ช่วยหนุนผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังทำนิวไฮ ตามปริมาณการขายไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

นายวรวิทย์ เลิศบุษศราคาม รองผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายโรงงานของ TPIPP เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะขนาด 70 MW (TG6) ได้ผ่านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) อย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าจะลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 90 MW กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายในเดือนสิงหาคม 2560 โดยก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 70 MW (TG 7) ได้ผ่านการอนุมัติรายงาน EIA แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ ขนาด 70 MW (TG 6) ที่จะนำไปรวมกับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง ขนาด 30 MW (TG 4) ที่มีอยู่เดิม รวมเป็น 100 MW เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. โดยได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) อัตรา 3.50 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นเวลา 7 ปี ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 90 MW คาดว่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่ กฟผ. ได้ประมาณต้นเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งจะทำให้สามารถขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะให้กับ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 3 ฉบับ (18 MW 55 MW และ 90 MW) รวม 163 MW เต็มตามแผน

ขณะที่ในส่วนของโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตในปัจจุบัน ก็สามารถสร้าง New High ทั้งปริมาณการผลิตไฟฟ้าและรายได้ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรของโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าในไตรมาส 3 ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ขึ้นไปอีก

ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขนาด 150 MW (TG 8) และโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะขนาด 70 MW (TG 7) ที่จะผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน ซึ่งเป็นบริษัทแม่เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์นั้น คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในไตรมาส 4 เช่นกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ตามปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบ และราคาค่าไฟฟ้าที่จะมีการปรับขึ้น FT งวดเดือน ก.ย.- ธ.ค. 2560 อีก 8.87 สต. ต่อหน่วย ต่อไป

“หลังจากได้รับอนุมัติรายงาน EIA แล้ว เรามั่นใจว่าจะเริ่ม COD โรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 3 โรงได้ตามที่แจ้งไว้ เนื่องจากกระบวนการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรมีความคืบหน้าตามแผนงาน โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ และสามารถรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าทุกโรงแบบเต็มปีตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานต่อจากนี้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดตามปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น” นายวรวิทย์ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...