xs
xsm
sm
md
lg

FETCO ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้าดิ่งเหว เหตุปัจจัยลบต่างประเทศกระหน่ำไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

 นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย
“วรวรรณ” ชี้แนวโน้มความเชื่อมั่นนักลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้าติดลบดิ่งลงแตะ 93.48 จากเดิม 102.74 เหตุนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่เชื่อว่าไม่กระทบมากนัก เพราะปัจจัยบวกจากนโยบายภายในประเทศของรัฐบาลช่วยหนุน ดันเศรษฐกิจฟื้นตัว

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวลดลง 9.01% หรือมาอยู่ในระดับ 93.48 จากดัชนีเดือนที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 102.74 โดยดัชนียังอยู่ในกรอบทรงตัว ซึ่งมีปัจจัยลบ คือ นโนบายทางการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่ปัจจัยบวก คือ นโยบายภาครัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หมวดอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ บริการรับเหมาก่อสร้าง และหมวดธนาคาร เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากผลกระทบของการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทย เช่น สหรัฐฯ และจีน ทำให้เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพามาตรการจากภาครัฐเป็นสำคัญ ทั้งมาตรการการสนับสนุนการลงทุน เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และมาตรการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้การฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนภายในประเทศได้

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ยังต้องติดตาม คือ การลงมติของชาวอังกฤษว่าจะออกจากกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปหรือไม่ ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ที่อาจจะเป็นเหตุให้ Fed ยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มิถุนายนนี้ โดยความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดความผันผวนต่อค่าเงินปอนด์ และยูโร และน่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนในระยะสั้นจากความผันผวนของค่าเงินบาท ขณะที่ในระยะยาว เมื่อความกังวลหมดไปตลาดหุ้นไทยก็จะกลับมาสะท้อนต่อปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน

ขณะที่ นายสมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 3.2% จากแรงขับเคลื่อนของภาคบริการ และภาครัฐเป็นหลัก ส่วนภาคการเกษตรก็มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากภัยแล้งที่บรรเทาลงเนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน

ส่วนปัจจัยบวกที่มีมากขึ้นน่าจะเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับเพิ่มขึ้นของ GDP หลังตัวเลขไตรมาส 1/59 ออกมาค่อนข้างดี และการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจไทย จะเห็นได้จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อน โดยยังมีวงเงินเหลืออยู่กว่า 3 แสนล้านบาท ที่สามารถเบิกใช้ได้ในปีงบประมาณนี้ ซึ่งรัฐบาลก็มีกระสุนเหลืออยู่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น นอกเหนือจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

“แรงขับเคลื่อนของปีนี้ก็ยังเป็นภาคบริการ ซึ่งจะพบว่า นักท่องเที่ยวยังคงโตได้ถึง 12.5% ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา โดยคาดว่านักท่องเที่ยวในปีนี้จะอยู่ราว 3 ล้านราย และการลงทุนภาครัฐที่ต้องรอดูว่า แผนการลงทุนภาครัฐที่จะพบว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2/59 เป็นต้นไปจะเห็นการใช้จ่ายเกิดขึ้น ขณะที่การส่งออกเริ่มจะดีขึ้น แต่จะส่งผลดีในบางอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ปิโตรเลียม เป็นต้น”