xs
xsm
sm
md
lg

เผย “คลัง-ธปท.” ได้เตรียมแผนรับมือความผันผวนเฟดขึ้น ดบ.มานานเกือบ 2 ปีแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ปลัด “คลัง” ย้ำเฟดขึ้น ดบ. 0.25% เป็นไปตามที่คาดการณ์ แต่หากปรับเพิ่มมากกว่านี้ก็อาจทำให้คนตกใจบ้าง ยอมรับ “คลัง-ธปท.” ได้เตรียมแผนรับมือเอาไว้เกือบ 2 ปี ยันไม่มีสัญญาณความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง ศก.โลก เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า โดยเฉพาะ ศก.จีนซึ่งมีผลต่อไทย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยว่า เป็นไปตามคาดการณ์ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ อีกทั้งเป็นการปรับขึ้นตามอัตราที่คาดไว้ คือ 0.25% หากปรับเพิ่มมากกว่านี้ก็อาจทำให้คนตกใจบ้าง

นอกจากนั้น กรณีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาก่อนเกือบ 2 ปีแล้ว

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตการณ์ขึ้นจริง และไม่ได้เหนือความคาดหมาย จึงเชื่อว่า ธปท.จะมีมาตรการที่เตรียมพร้อมรองรับผลกระทบในด้านต่างๆ เอาไว้แล้ว โดยเฉพาะการดูแลความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่กังวลว่าอาจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า มองว่าเฟดเดินมาถูกทางแล้วที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ตลาดได้มีเวลาปรับตัว ขณะที่ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจโลกน่ากังวลมากกว่า เพราะขณะนี้ยังมีความเปราะบาง รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวอาจจะมีผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการไว้รองรับไว้แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถสรุป และเสนอ รมว.คลังพิจารณาในเร็วๆ นี้

นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยนั้นยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว ดังนั้น การคงดอกเบี้ยจึงถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด และถูกต้องที่สุด เพราะหากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุดลง

ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปน่าจะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย แม้ยังมีความเปราะบาง รวมทั้งในปีหน้าประเทศไทยจะเน้นการลงทุนมากขึ้น และทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนตาม เมื่อเกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นย่อมจะทำให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นตามหลักการ แต่คงจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด

“ปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย นอกจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นอย่างเปราะบาง การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ยังต้องมาดูเรื่องของปัญหาภัยแล้ง และราคาน้ำมันที่ยังลดลงต่อเนื่อง เพราะจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันให้ปรับตัวลดลง ต้องมาดูตรงนี้ แต่ในส่วนราคาสินค้าเกษตรระยะต่อไปน่าจะปรับสูงขึ้น ส่วนราคาน้ำมันแม้จะลด แต่เชื่อว่าไม่เกิดวิกฤต คาด GDP ปีนี้ขยายตัว 2.8% และปี 59 เป็น 3.8%” นายสมชัย กล่าวสรุป
กำลังโหลดความคิดเห็น...