ธอส.เชื่อภายใน 2-3 ปี เขตเศรษฐกิจพิเศษโตก้าวกระโดดหลังพัฒนาระบบสาธารณูปโภคแล้วเสร็จ หนุนปล่อยกู้เอกชน-การเคหะฯ สร้างที่อยู่อาศัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมเผยเตรียมเพิ่มวงเงิน 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ตามมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เอง ไม่รองบรัฐบาล หลังมีลูกค้าขอเงินกู้ในโครงการแล้ว 16,000 ล้านบาท
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จัดงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “อสังหาริมทรัพย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” โดยนายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ และประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า ตามที่ภาครัฐมีแนวคิดที่จะเข้าไปพัฒนา และ จัดหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว ตราด และสงขลา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนาพื้นที่ และระบบสาธารณูปโภครองรับ โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการในปี 2561 โดยเชื่อว่าจะนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่อย่างมาก และมีความต้องการที่อยู่อาศัยจากผู้ที่ทำงานภายในนิคม ทั้งจากแรงงาน พนักงาน ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ
ทั้งนี้ ธอส.พร้อมที่จะสนับสนุนสินเชื่อให้ประชาชนซื้อที่อยู่อาศัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะการสนับสนุนสินเชื่อผ่านโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังพร้อมสนับสนุนสินเชื่อแก่เอกชนที่ต้องการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น ลงทุนสร้างอพาร์ตเมนต์ หอพักให้เช่าอีกด้วย
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อตามมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐวงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีประชาชนแสดงความจำนงขอสินเชื่อแล้ว 16,000 ล้านบาท โดยอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะอนุมัติครบ 10,000 ล้านบาท ภายในมกราคม 2559 แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้แสดงความจำนงขอสินเชื่อเกินกว่ากรอบวงเงินที่รัฐบาลสนับสนุน 10,000 ล้านบาท แต่ ธอส.ก็ยังคงเปิดรับคำขอสินเชื่อในโครงการดังกล่าวต่อไป ซึ่ง ธอส.เตรียมเพิ่มวงเงินกู้อีกจำนวน 10,000 ล้านบาท โดยไม่ขออนุมัติจากรัฐบาล และจะใช้เกณฑ์และสิทธิพิเศษเดียวกับสินเชื่อตามมาตรการของรัฐ
“โครงการสินเชื่อตามมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่ออย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการด้านสินเชื่อออกมา ทำให้ธนาคารพาณิชย์หันผ่อนคลายเกณฑ์การให้สินเชื่อลงเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะช่วยหนุนตลาดอสังหาฯ ให้เติบโตได้ดีนับจากนี้” นายสุรชัย กล่าว
อสังหาฯ รอบเขตเศรษฐกิจพิเศษโตก้าวกระโดด
ด้าน นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษขณะนี้ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โดยพื้นที่ที่มีความพร้อมมากที่สุด คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก ซึ่งจะเป็นพื้นที่นำร่องก่อนพัฒนาในเขตอื่นต่อๆ ไป ส่วนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษจะเริ่มคักคัก และเติบโตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากจะมีความต้องการจากผู้ที่เข้าไปทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
โดยความต้องการที่อยู่อาศัยมีทั้งจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับกลาง-ล่าง จะอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือพื้นที่ใกล้เคียงไม่เกินรัศมี 5 กิโลเมตร ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ส่วนผู้บริหารระดับสูง จะอยู่อาศัยในเมือง หรือเขตเทศบาลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3-5 ล้านบาทขึ้นไป นอกจากความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งบ้าน หอพัก อพาร์ตเมนต์แล้ว ยังมีความต้องการด้านอื่นๆ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร อาคารพาณิชย์ คอมมูนิตีมอลล์ หรือห้างสรรพสินค้า คลังสินค้า เป็นต้น โดยกลุ่มที่จะมีการเติบโตมากคือ กลุ่มโรงแรมบัดเจดโฮเต็ลที่ราคาไม่สูงมากนัก ประมาณ 1.5-2 พันบาทต่อคืน รองรับกลุ่มคนที่เดินทางมาทำงานในระยะสั้น
ส่วนราคาที่ดินของจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ช่วงก่อนหน้านี้มีการปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก เช่น ราคาที่ดิน จ.ตาก ช่วง 3-4 ปีก่อน ราคา 12 ล้านบาทต่อไร แต่ปัจจุบันราคา 20 ล้านบาทต่อไร่ แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ที่ดินของที่ราชพัสดุในการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำให้ราคาที่ดินค่อนข้างนิ่งแทบไม่มีการซื้อขาย แต่ในบางโซนในพื้นที่ย่านใจเมือง และพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคใหม่ๆ เพิ่ม เช่น การตัดถนน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ด้าน นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 12 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. ... อยู่ระหว่างนำเสนอกระทรวงอุตสาหกรรม และเตรียมเสนอให้ ครม. พิจารณา ก่อนส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจาณา และเสนอต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาเพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2559 โดยกฎหมายนี้จะมาทดแทน พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรม โดยต้องยุบ กนอ. และจัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจพิเศษ และมีคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลบริหารจัดการ
ส่วนรายละเอียดของกฎหมายบางส่วน เช่น จะมีหน่วยงานบริหารที่เป็นอิสระคล่องตัว เป็นแบบวันสต็อปเซอร์วิส มีการจัดตั้งผู้ว่าแต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาบริหาร มีการกำหนดทุนประเดิมการจัดตั้ง กำหนดเขตพื้นที่ดิน และสิทธิประโยชน์ โดยในแต่ละเขตอาจให้สิทธิพิเศษไม่เท่ากัน เป็นต้น
นอกจากนี้ กนอ.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เข้าไปลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก ซึ่งถือเป็นประตูการค้าหลักเชื่อมกับพม่า เน้นอุตสาหกรรมการขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากพม่า หรือการผลิตสินค้าเพื่อขายในพม่า และอินเดีย บังกลาเทศ เป็นต้น เขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา จ.สงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด้านเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด และมุกดาหาร จะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนานิคมฯ ส่วนหนองคาย กนอ.มีนิคมฯ ที่ร่วมดำเนินการกับเอกชนอยู่แล้ว



