xs
xsm
sm
md
lg

กูรูตลาดหุ้นมองวิกฤตหนี้กรีซ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ASTV ผู้จัดการรายวัน - ต้องยอมรับว่า ผลการลงประชามติของประชาชนกรีซที่ “พลิกโผ” เมื่อคืนวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นประเด็นเขย่าตลาดการเงินในระดับโลก เพราะกรณีดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินลงทุนด้านอื่นๆ เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงทรงตัวระดับต่ำ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร “ASTVผู้จัดการรายวัน” รวบรวมความเห็นแนวทางการลงทุนในตลาดหุ้นระยะนี้มาให้ทุกท่านได้คลายกังวล และ “วางแผนการเงิน-การลงทุน” ได้อย่างเหมาะสม
ประกิต สิริวัฒนเกตุ
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซียพลัส กรุ๊ป ระบุการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยวันนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ต่างปรับตัวลงกันทั่วหน้า จาก Sentiment ลบจากเรื่องของกรีซ ที่ผลการลงประชามติของกรีซ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ประชาชนเลือกไม่รับเงื่อนไขของเจ้าหนี้ หรือโหวต No สูงถึง 61.3% ซึ่งถือว่าสวนทางกับที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้

“การที่ประชาชนไม่ยอมรับมาตรการรัดเข็มขัดจากเจ้าหนี้ ทำให้รัฐบาลกรีซมีอำนาจในการต่อรองระหว่างการเจรจามากขึ้น คาดว่าผลกระทบที่ตามมาน่าจะกดดันตลาดเงิน และตลาดหุ้นในวงกว้าง ตราบที่การเจรจาระหว่างกรีซ และเจ้าหนี้ TROIKA ยังมีอยู่ และยังมิอาจหาข้อสรุปได้ ทำให้ความเสี่ยงต่อการผิดชำระ และการออกจากยุโรปมีน้ำหนักมากขึ้น” นายประกิต กล่าว

ขณะที่ทางด้านผู้นำยุโรปเตรียมจัดประชุมในวันอังคารนี้เพื่อหาทางออกใหม่ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB จะจัดการประชุมกันในวันนี้เกี่ยวกับเงินกู้ฉุกเฉิน หรือ Emergency Liquidity Assistance: ELA ที่จะเพิ่ม หรือยังให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินของกรีซ วงเงิน 8.5 หมื่นล้านยูโร เนื่องจากประสบปัญหาต่อการแห่มาถอนเงินของประชาชนต่อไปหรือไม่

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส คาดว่า สถาบันการเงินในกลุ่มประเทศเจ้าหนี้หมายถึงรัฐบาลของประเทศสมาชิกยุโรป สหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงสถาบันการเงิน (ที่จดทะเบียนในตลาด) ที่เป็นผู้ลงทุนในพันธบัตรกรีซอาจมีการตั้งสำรองฯ จากการด้อยค่าของเงินลงทุน (Mart-to-Market) เพิ่มขึ้นเพราะอาจจะต้องเผชิญต่อความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ Default หรือการตัดลดหนี้ (Debt haircut) มากขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศเองก็มีความเสี่ยงจาก Valuation ของตลาดฯ เศรษฐกิจในประเทศที่ยังชะลอตัว และผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 2/58 อาจออกมาแย่ นำโดยกลุ่มแบงก์ ดังนั้น ดัชนีฯ จึงมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อได้ ทั้งนี้ หากอิงเงินบาทก็จะเห็นได้ว่า ขณะนี้ เงินบาทก็อ่อนค่าลงมา และมีโอกาสแตะระดับ 34-34.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นไปได้ที่ดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,460-1,480 จุด

สอดคล้องต่อนักวิเคราะห์ บล.ไอร่า ระบุ การที่ประชาชนชาวกรีซส่วนใหญ่โหวต NO ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่กรีซอาจจะออกจากกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร และสถานการณ์กรีซอาจเข้าสู่ช่วงวิกฤต หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุ กรีซผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการเจรจาอีกครั้ง หลังการลงประชามติที่ผ่านมา ซึ่งแม้กรณีเลวร้ายสุด กรีซต้องออกจากกลุ่มยูโร คาดผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอาจเป็นไปอย่างจำกัด

ด้านปัจจัยในประเทศยังคงได้รับแรงกดดันจากการขายทำกำไรระยะสั้นหุ้นกลุ่มธนาคารที่จำเป็นต้องตั้งสำรอง รองรับการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ทำให้ส่วนใหญ่มีการปรับลดประมาณการลง นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยลบจาก Fund Flow ล่าสุด ต่างชาติขายสุทธิออกมาอีก 1,465 ล้านบาท ขณะที่ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือน คาดจะส่งผลให้มีแรงขายหุ้นในกลุ่มพลังงาน เช่น PTTEP, PTTGC และ PTT

พร้อมกันนี้ แนะติดตามหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP, PTTGC, IRPC และ BCP ตามการเคลื่อนไหวของค่าการกลั่น ล่าสุด เคลื่อนไหวบริเวณ 5-6 USD/bll ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8-9 USD/bll ยังไม่เหมาะในการเก็งกำไรระยะสั้น และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่คาดยังคงได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐ

ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า ปัญหากรีซจะส่งผลแค่ระยะสั้น ทำให้ดัชนีหุ้นไทยยังมีลุ้นได้เห็นการรีบาวนด์สลับ ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจไทยแม้ว่าจะยังกดดัน SET อยู่ แต่คาดว่าจะไม่เลวร้ายลงมากกว่านี้ จึงแนะนำให้เริ่มเลือกหุ้นทยอยเข้าซื้อสะสม เน้น “ถือลงทุน” ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าได้

ด้าน นายธนรัตน์ อิศรกุล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง คาดวิกฤตหนี้กรีซจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคจะยังคงผันผวนในสัปดาห์นี้ ขณะที่เจรจาระหว่างกรีซ และกลุ่มเจ้าหนี้จะดำเนินการภายหลังจากที่ได้รับผลการลงประชามติของประเทศแล้ว สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คาดว่าผลกระทบจากกรีซเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมไม่มาก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีหนี้สินต่างประเทศน้อยจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากระดับมูลค่าการลงทุนของยุโรปในไทยยังไม่สูงมากจึงจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก

“ภาวะการซื้อขายโดยรวม พบว่า หุ้นบางกลุ่มที่ปรับตัวลงมาแล้วจนถึงจุดแนวรับ หรือขายมากเกินไป Oversold ก็สามารถปรับตัวขึ้นได้ดี เช่น กลุ่มสื่อสาร และธนาคาร แนวโน้มตลาดเราคาดว่าตลาดจะเทรดในกรอบช่วง 1,480-1,520 จุดไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าจะเห็นสัญญาณ หรือรูปแบบการเปลี่ยนแนวโน้มที่ชัดเจน”

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่เกี่ยวข้องต่อน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งราคาทรงตัวในระดับสูง Overbought น่าจะมีความเสี่ยงของการถูกขายทำกำไรจากความเสี่ยงเรื่องของเศรษฐกิจในยุโรปและราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลง สถิติในอดีตซึ่งชี้ว่า ราคาหุ้นปกติแล้วจะอ่อนตัวในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. เนื่องจากปริมาณสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และการเพิ่มกำลังการผลิตจำนวนมากยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ


กำลังโหลดความคิดเห็น...