xs
sm
md
lg

จับตาราคาทองคำช่วงสิ้นปี คาดสูงสุดได้เห็นที่ระดับ 26,000

เผยแพร่:

คาดทองคำสิ้นปีไม่เกิน 26,000 บาท จากช่วงไฮซีซันหนุน โบรกเกอร์ประเมินวิกฤตหน้าผาการคลังสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยกดดันตลอดช่วงที่เหลือของปี แต่สุดท้ายเชื่อได้รับการแก้ไข ประเมินเวลาที่เหลืออีก 1 เดือนกว่า ราคาทองอยู่ในกรอบ 24,500-26,000 บาท

นายสัญญา หาญพัฒนกิจพาณิช ผู้อำนวยการทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด กล่าวถึงแนวมโน้มทิศทางราคาทองคำจากปัจจุบันไปจนถึงสิ้นปี (31 ธ.ค.2555) ว่า ช่วงนี้ราครทองคำปรับตัวขึ้นไม่แรงนัก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะใช้มาตรการ QE3 อัดฉีดเงินเข้าระบบมาเฉลี่ยเดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญก็ตาม

สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้คือ เฟดอาจขยายวงเงินอัดฉีดมากขึ้นกว่าเดิมที่ 4 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน ซึ่งถ้าเป็นจริงจะทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเช่นกัน แต่คงไม่ง่าย เพราะเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ในปัจจุบันอยู่บนระดับที่สูงมาก

ส่วนวิกฤตหน้าผาการคลังสหรัฐฯ (Fiscal Cliff) และมาตรการลดหย่อนภาษีของสหรัฐฯ ที่จะหมดอายุลงในวันสิ้นปีนั้นมองว่า เรื่องดังกล่าวจะเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำต่อไป จนกว่าจะได้ข้อยุติ แต่หากไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะมีผลต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีสหรัฐฯ ให้แย่ลง ซึ่งคาดว่าเฟดน่าจะมีมาตรการออกมาพยุงเหตุการณ์ดังกล่าว

“ที่ผ่านมา ราคาทองคำวิ่งอยู่ระหว่าง 1,520-1,800 เหรียญ/ออนซ์ เพราะนักลงทุนคาดหวังให้สหรัฐฯ ออก QE3 พอมีกระแสข่าวจะออกราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปรับข่าว พอมีข่าวออกมาว่าไม่ออกก็ปรับตัว ทำให้การลงทุนก่อนหน้าเป็นไปในลักษณะการเก็งกำไร และเมื่อมีการใช้ QE3 จริง ราคาก็ปรับขึ้น และมีการเทขายทำกำไรไปแล้ว โดยรวมเชื่อว่าจากนี้จนถึงสิ้นปีหากไม่ปัจจัยลบรุนแรงเข้ามาซ้ำเติมอีก ก็เชื่อว่าราคาทองคำจะวิ่งในกรอบ 1,650-1,800 เหรียญ/ออนซ์ หรือประมาณ 24,500-26,000 บาท”

ด้าน นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้ที่สิ้นปีนี้ราคาทองคำจะอยู่ที่ระดับ 1,800 เหรียญ/ออนซ์ หรือประมาณ 26,000 บาท แต่คงไม่ถึง 29,000 บาทแน่

โดยเหตุผลเพราะเป็นช่วงสิ้นปี ซึ่งทั่วไปจะมีผลต่อราคาทองคำในการปรับตัวขึ้น ขณะที่ความกังวลต่อวิกฤตหน้าผาการคลังสหรัฐฯ และการหมดอายุมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะถ้าไม่มีการแก้ไขจะทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก และเมื่อมีการแก้ไขจะส่งผลให้ดอลลาร์หสรัฐอ่อนค่าลง ขณะที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้น

ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะในยูโรโซนประเมินว่า ช่วงนี้ยังไม่ผลต่อราคาทองคำมากนัก ส่วนการที่จีนเริ่มหันมาให้ความสำคัญต่อค่าเงินหยวนมากขึ้น ประเมินว่าเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำมากกว่า เพราะเมื่อจีนเริ่มมาให้น้ำหนักต่อเงินหยวน นั่นหมายความว่า จะเกิดดีมานด์ความต้องการใช้ทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้นนั่นเอง

“ช่วงนี้ราคาทองคำเหวี่ยงตัวเล็กน้อย ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก ก็เลยมีผลทำให้วอลุ่มซื้อขายในโกลด์ฟิวเจอร์สลดลงไปด้วย โดยเฉพาะการเทรดในช่วงกลางคืน โดยในตลาดอนุพันธ์พบว่า Set 50 Index Futures เป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุดในช่วงนี้ เพราะหากพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจะพบว่า ในปี 2555 การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนแล้ว 26% ขณะที่การลงทุนทองคำให้ผลตอบแทนประมาณ 10%”
กำลังโหลดความคิดเห็น...