xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนเทศกาลแห่งความรัก 1: คุณค่าแห่งรัก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เนื่องในโอกาส "เดือนแห่งความรัก" ผมรู้สึกถึงคุณค่าแห่งรัก จนทำให้ผมได้เคยแต่งคำประพันธ์เอาไว้ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุข ที่ใดขาดรัก ที่นั่นมีทุกข์ ผู้ใดให้รัก ผู้นั้นมีสุข

ผู้ใดหารัก ผู้นั้นมีทุกข์" ครอบครัวที่มีความรัก ก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข องค์กรใด ดำเนินกิจการด้วยความรักลูกค้า องค์กรก็มีคุณค่าและความหมาย ลูกค้าก็พึงพอใจ ดำเนินกิจการด้วยความรักกัน พนักงานก็มีความสุข ประเทศใดรู้รักสามัคคี ประเทศนั้นก็มีพลัง และก้าวหน้ายั่งยืนความรักจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่เราไม่ควรมองข้าม ไม่ควรละทิ้ง ไม่ควรคิดว่าเป็นความทุกข์

เพราะหากเราเข้าใจว่า ความรักเป็นความทุกข์ เวลามีปัญหาในเรื่องความรัก กับคู่รัก กับพ่อแม่ กับลูกๆ กับญาติมิตร กับเพื่อนร่วมงาน กับเพื่อนร่วมชาติ อาจทำให้เราเริ่มคิดว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ก็ถูกต้องแล้ว" จึงตัดใจจากรัก หรือให้ความสำคัญกับความรักน้อยลง ซึ่งมักจะทำให้ความสัมพันธ์เลวร้ายลง และปัญหามากขึ้นจะว่าไป มนุษย์เราเกิดมาได้ ก็เพราะความรัก หากพ่อกับแม่ไม่ได้รักกัน ก็ไม่มีเรา หากแม่ไม่ได้อุ้มท้องเราด้วยความรักนานกว่า 9 เดือน เราคงไม่ได้คลอดออกมา จริงๆแล้ว คนเราทุกคนถูกสร้างมาด้วยความรักและถ้าเรามองโลกด้วยความพยายามเข้าใจในเหตุผล ว่าทุกอย่าง ถูกสร้างขึ้นอย่างมีเหตุผล และดำเนินไปด้วยเหตุผล

เราจะเข้าใจในหลักหนึ่งว่า "คนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่เพียงคนเดียวในโลก โดยลำพัง" ลองคิดดูว่า ถ้าเราไม่อยากสนใจคนอื่น ไม่อยากสนใจโลกภายนอก มีความสุขเฉพาะเมื่ออยู่กับตนเอง เป็นเช่นนั้นได้จริงๆหรือ ? ใครหุงหาอาหารให้ ถ้าทำอาหารเอง ปลูกข้าวเองหรือเปล่า ถ้าปลูกข้าวเอง ใส่ปุ๋ยเองหรือเปล่า หาเนื้อ หาผักได้ด้วยไหม ? แปรงสีฟัน ยาสีฟันจะมีหรือไม่ ? จะอาบน้ำที่ไหน ? ถ้าอาบที่สาธารณะ จะทำให้น้ำเสียหรือไม่ ?

เมื่อเรารู้ว่า "เราถูกสร้างมาให้มีกันและกัน" เราจึงพึงมีชีวิต เพื่อกันและกัน และมีความสุขเมื่อมีกันและกัน ยิ่งกว่าการมีความสุข เฉพาะเมื่อเราอยู่คนเดียว เราจะรู้ว่า สิ่งสำคัญที่ผูกพันเราไว้ทุกคน ให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขและชื่นชมยินดีที่เราทุกคนมีกันและกัน และอยู่เพื่อกันและกัน ก็คือ"ความรัก" เราจึงควรเรียนรู้ที่จะมีความสุขที่ได้รับความรัก และมีความสุขยิ่งกว่าที่ได้ให้ความรัก และการ "ให้" ความรักนั้น เป็นความสุขที่ใครจะเอาจากเราไปไม่ได้เลย

ผมจึงอยากให้ทุกท่านได้คิดถึงเหตุผลจริงๆว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุข" จริงหรือไม่ ? และหากมีผู้เข้าใจผิดว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" นั้น

อยากให้ลองทบทวนดูว่า "ที่รักเป็นทุกข์นั้น เพราะรักไม่พอ หรือรักไม่เป็นหรือเปล่า ?" เพราะ หลักการความรักที่ถูกต้องนั้น ได้แก่ "ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง"

1. ความรักนั้น เริ่มต้นก็อดทนนาน ทน 1-2 ครั้งก็ไม่พอ ต้องอดทนได้นาน และหลักการความรักยังลงท้ายด้วย "ทนต่อทุกอย่าง" หากเรารักด้วยความอดทน ก็จะเป็นรักแท้นิรันดร์ ที่ทำให้เรามีความความสุขใจ

2.ความรักกระทำคุณให้ ความรักคือการให้ หากเราเรียนรู้ที่จะมีความสุขจากการให้ยิ่งกว่าการรับ จะเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่า และมีความหมาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว แต่คิดถึงกันและกัน รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

3.ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง นั่นคือ ไม่คิดเปรียบเทียบ หรือน้อยใจ มองคนที่ได้ดีก็ไม่อิจฉากัน ขณะที่เรามีส่วนดี ก็ไม่ควรหยิ่งผบอง และไม่ควรหยาบคาย

4.ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ผมเคยได้ยินคำกล่าวว่า เวลาเราโกรธใคร เหมือนกับเราอยากให้เขาเจ็บหรือตาย แล้วเราก็กินยาพิษ กินไป เขาก็ไม่เจ็บ ไม่ตาย เราเองนั่นแหละที่เจ็บ และอาจถึงตาย โกรธเขาเราก็เจ็บก่อนเลย ทดลองได้นะครับ “กับคนๆเดียวกัน เวลานึกโกรธเขา อารมณ์เราดี มีความสุขหรือทุกข์ และเวลานึกรักเขาให้อภัยเขา อารมณ์เราสงบดี มีความสุข หรือทุกข์” ผมเชื่อว่า เมื่อเรานึกรักใคร หรือให้อภัยใคร ใจเราก็มีแต่ความสุข และที่บอกว่า "ไม่ช่างจดจำความผิด" บางคนก็บอกว่า “ฉันไม่ช่างจำความผิดหรอก เพียงแต่ฉันไม่มีวันลืม” ก็ไม่ได้นะครับ มันก็ทำให้เราจมกับความโกรธและความทุกข์ได้เหมือนกัน

5.ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ด้วยความรัก ไม่ได้แปลว่า จะยังยินดีในการประพฤติผิด เพราะจะทำให้เขาไม่รอดจากความบาป เราจึงควรชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ

6.ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง เมื่อเราอยู่ด้วยกันหลายคน หลายครั้งจะมีเหตุให้เข้าใจผิดกันได้ สิ่งสำคัญ คือเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอเวลาผมนึกถึงความรักของแม่ ผมจะนึกถึงความอดทน ความเสียสละที่แม่อุ้มท้องเรามา เลี้ยงดูเรามา และทุกครั้งที่มีปัญหา แม่ช่วยเหลืออย่างเสียสละ (เช่น เข็นรถยนต์ให้ ตอนรถผมเสียสมัยทำงานใหม่ๆ ทั้งๆที่แม่เข่าเจ็บ)เวลานึกถึงความรักยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ ผมก็จะนึกถึงความอดทน ความเสียสละของพระองค์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงสอนว่า เราไม่ควรคิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว พระบัญญัติข้อใหญ่ของพระองค์คือ

(1) ให้รักโลก และทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้างมา ตลอดจนชีวิตเราที่เป็นตัวเรา (จึงทำให้เรามีแต่ความชื่นชมยินดีในชีวิตเรา) (2) ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง สอนเราอย่าให้ใช้ "ตาแทนตา ฟันแทนฟัน" และตอนช่วงท้ายของชีวิตพระองค์บนไม้กางเขน พระองค์ยังรักและอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่ตรึงพระองค์ โดยอธิษฐานกับพระบิดาว่า "พระบิดา ประทานอภัยให้พวกเขาเถอะ เขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร" เป็นการเอาชนะหลักการ "ตาแทนตา ฟันแทนฟัน" โดยพระองค์จริงๆพระองค์เชื่อในส่วนดีของเรา และมีความหวังอยู่เสมอ จะทรงรักเราถึงขั้นสละชีวิตของพระองค์เพื่อไถ่บาปเรา หากเรารับความรักนั้นเข้ามาในใจ เราก็จะมีพร้อมที่จึงรู้สึกเต็มอิ่มในหัวใจ และพร้อมจะแบ่งปันให้ทุกคนรอบข้างอย่างไม่สิ้นสุดและความรักที่ผ่านจากเราไปในครอบครัว ก็ทำให้เกิดครอบครัวอบอุ่น ความรักที่ผ่านไปในองค์กรทำให้องค์กรมีพลังและมีความสุข และความรักที่ผ่านไปในหมู่พี่น้องชาวไทยร่วมชาติ ก็จะทำให้เกิดความรักความสามัคคีและความร่มเย็นเป็นสุขยั่งยืนต่อไป

มนตรี ศรไพศาล
(montree4life@yahoo.com)
กำลังโหลดความคิดเห็น