xs
xsm
sm
md
lg

“แข้งเทพ” เมพขิง / ชมณัฐ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คอลัมน์ “TIMEOUT” โดย “ชมณัฐ”

สารภาพตามตรงว่าฤดูกาลนี้เพิ่งจะมีโอกาสได้ดู แบงค็อก ยูไนเต็ด ลงเล่นชนิดติดขอบสนามเป็นครั้งแรก โดยที่ผ่านมาติดตามผลงานผ่านไฮไลต์หลังเกมเท่านั้น เนื่องจากติดภารกิจต้องไปชมคู่อื่นตลอด แต่บอกได้เลยว่า เพียงแค่เกมเดียวก็ได้ใจไปแล้ว แม้จะโดน เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด บุกมาถล่มคาบ้าน 3-5 ก็ตาม

ฤดูกาลนี้ แบงค็อก เปิดตัวมาด้วยสโลแกนสุดยิ่งใหญ่อย่าง “We are the Capital” หรือการสถาปนาตัวเองเป็นทีมอันดับ 1 แห่งเมืองหลวงกลายๆ พร้อมตั้งเป้าหมายจบซีซันที่ท็อป 5 ซึ่งหลายคนอาจไม่เชื่อคำคุยโวนี้ว่าจะทำได้จริง เพราะหลายทีมต่างแข่งกันตะโกนขึ้นฟ้า แต่มีเพียงไม่กี่ทีมที่ทำได้ ยิ่งย้อนดูประวัติ 2 ฤดูกาลก่อน จบที่อันดับ 13 ต่อด้วยอันดับ 8 ท่ามกลางฟอร์มที่ยังไม่ประทับใจ ยิ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน

อย่างไรก็ตามก่อนเจอ เอสซีจี เมืองทองฯ พวกเขารั้งอันดับ 4 ของตาราง มีคะแนนเบียดกับ ชลบุรี เอฟซี รองแชมป์เก่าสูสี แข่ง 21 นัด ชนะ 11 เสมอ 4 แพ้ 3 ที่สำคัญยังไม่แพ้ใครในบ้านสักนัด ก่อนจะโดน “กิเลนผยอง” บุกมาเผาเครื่องถึงถิ่น ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พร้อมโดนเบรกสถิติ และอันดับรูดไปอยู่ที่ 5 ด้วยเช่นกัน

แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจก็คือ แผนการเล่นจากมันสมองของ มาโน โพลกิง กุนซือชาวเยอรมัน เชื้อสายบราซิล พวกเขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นรอง กล้าเล่นระบบกองหลัง 3 คน กับทีมที่มีโคตรแนวรุก อย่าง เคลย์ตัน ซิลวา และ ธีรศิลป์ แดงดา หนำซ้ำ 3ราย คือ มิก้า ชูนวลศรี จอมถึกที่โดนถ่างไปซ้าย พุทธินันท์ วรรณศรี อยู่ฝั่งขวา และ วิทยา หมัดหลำ มิดฟิลด์ตัวรับ สวมปลอกแขน ยืนเซ็นเตอร์ ขณะที่อีก 7 รายที่เหลือ เป็นแนวรุกทั้งสิ้น หอกต่างชาติถูกส่งลงพร้อมกัน 3 ราย คือ โรเมียง กาสมี (ฝรั่งเศส) เลอันโดร ตาตู (บราซิล) และ เจย์ซี จอห์น (บาห์เรน) บวกด้วย ดราแกน บอสโควิช (มอนเตเนโกร) นอกนั้นเป็นแข้งไทยมี เอกชัย สำเร, แอนโธนี อำไพพิทักษ์วงศ์ และ สรรวัชญ์ เดชมิตร ภาษาบ้านๆคือ เปิดหน้าแลกเอาให้ตายกันไปข้าง ซึ่งกูรูบนอัฒจันทร์ฟันธงเสียงเดียวกันว่า เจ้าบ้านเละแน่ๆ

แต่พอนกหวีดดังกลับผิดคาด “แข้งเทพ” สู้กับแชมป์ 3 สมัยได้อย่างสูสี กองหลังไม่แน่นไม่เป็นไร แต่ถ้าคู่แข่งหลุดมา แล้วจบไม่ได้ ทีมก็พร้อมจะสวนกลับในทันที ซึ่งแต่ละตัวที่วางไว้ก็จี๊ดจ๊าดทั้งนั้น จนสกอร์เสมออยู่ 2-2 ในรูปเกมที่เจ้าบ้านดีกว่า ทว่าสุดท้ายฟ้าฝนไม่เป็นใจ จู่ๆนาที 60 ก็โปรยลงมาอย่างหนัก ย้ำว่าหนักจริง ขนาดผู้ชมฝั่งมีหลังคายังนั่งกันไม่ได้

สุดท้ายจึงเป็น “กิเลนผยอง” ที่เขี้ยวลากดินกว่า เปลี่ยนหมากมาเน้นบอลยาว บดเอาชนะไปได้ 5-3ในสกอร์ที่ชวนคิดว่าถ้าสู้กันต่อแบบฝนไม่ตกจะเป็นอย่างไร แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าการที่ แบงค็อก ก้าวขึ้นมายืนส่วนบนของตารางนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน แต่มากจากการผสมผสานกันที่ลงตัว ซึ่งกุญแจสำคัญก็คือ มาโน เฮดโค้ช ที่เข้ามาเริ่มงานในเลกสอง ซีซันที่แล้ว ก่อนพลิกโฉมทีมจากหลังเป็นหน้ามือ

ส่วนนักเตะก็กลมกล่อม สรรวัชญ์ ทำหน้าที่คุมจังหวะเกม เปิดทะลุช่องให้เหล่าแข้งความเร็วสูงฉวยจังหวะสอดขึ้นไปยิงประตู ทั้งจากด้านข้างและตรงกลาง โดยมี เจย์ซี จอห์น ดาวยิงเชื้อสายไนจีเรีย ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นสองรองใครเรื่องความคม ทำหน้าที่มือปืน

เชียร์สนุกครับ แบงค็อก ทีมนี้ เชื่อได้เลยว่าขออีก 1-2 ปี จะไปได้ไกลมากกว่านี้แน่นอน เพราะเพียบพร้อมทุกด้าน ทั้งในและนอกสนาม โดยมี คุณขจร เจียรวนนท์ ประธานทีมคอยดูแล ขอเพียงแค่เมื่อไหร่จะมีสนามเป็นของตัวเองไวๆก็พอ เชื่อเลยว่าคนกรุงเทพฯอีกจำนวนไม่น้อยที่รอทีมที่น่าเชียร์แบบนี้อยู่

* * *คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “MGR SPORT” รับข่าวสารแวดวงกีฬาชนิดเกาะติดขอบสนามคลิกที่นี่เลย!!* * *


กำลังโหลดความคิดเห็น