xs
xsm
sm
md
lg

“10 ข้อครหา” นายกฯ ยิ่งลักษณ์ปีมะโรง จับตา “3 ปัจจัยเดือด” คนไทยแห่ขับไล่โดยไม่ต้องปลุกระดม!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


10 ข้อครหา “ยิ่งลักษณ์” ตั้งแต่ก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน มีประเด็นหน่อมแน้มให้สังคมได้พบเห็น รวมไปถึงการเป็นเงาพี่ชาย-บริหารงานพลาด-ยุคข้าวยากหมากแพง-ปล่อยให้มีทุจริตคอร์รัปชัน-ไม่จัดการหมิ่นสถาบัน รวมไปถึงปัญหาด้านการสื่อสาร ทั้งคำพูด-ท่าทาง-ชู้สาว เพิ่มภาพลบผู้นำพุ่งกระฉูด เอแบคโพลล์ชี้ 3 ประเด็นจะจุดชนวนให้คนไทยออกมาขับไล่นายกฯ ในไม่ช้า โดยไม่ต้องปลุกระดม!

แม้ว่าบรรดาโหรหลายสำนักจะทำนายทายทักเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 4 เดือน แต่วันนี้นับว่าเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือนที่ “ยิ่งลักษณ์” ได้ฝ่ากระแส “ต้าน” สารพัดมาได้ด้วยวิธี “สงบสยบความเคลื่อนไหว” และใช้ ส.ส.เป็นเกราะคุ้มกันภัยให้ทั้งการช่วยยกมือประท้วงยามอภิปรายไม่ไว้วางใจ และคะแนนเสียงท่วมท้นทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา รวมถึงของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วม

ด้วยบารมีของพี่ชายที่ยัง “อุ้ม” นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทยคนนี้ให้ยังอยู่ในตำแหน่งได้ แม้จะมีข้อครหามากมายในปีที่ผ่านมา

สำหรับข้อครหาที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องเผชิญตั้งแต่ก้าวเข้ามานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นเรื่องที่สังคมไทยได้ประจักษ์ทั้งสิ้น

เธอเป็นแค่เงาของ “ทักษิณ ชินวัตร”

ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ ยิ่งลักษณ์ เป็นเพียงหุ่นเชิดในการบริหารงานแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้สืบทอดความเป็น “ชินวัตร” และตำแหน่งนี้ไม่ได้มาด้วยความสามารถ แต่ได้มาเพราะ “นามสกุล” ทำนองได้ดีเพราะพี่ให้ ดังนั้นพี่จะสั่ง “ขวาหัน-ซ้ายหัน” ยิ่งลักษณ์ก็ต้องยอม

อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกครหาในเรื่องนี้หนักๆ ทำให้ยิ่งลักษณ์ซึ่งก็ถือว่าตัวเองเคยเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่มาเหมือนกัน จึงมีความพยายามหลีกเลี่ยงข้อครหานี้ด้วยการยอม “ดื้อ” กับพี่ชาย และดันคนของตัวเองเข้ามาในชุดบริหารคานอำนาจกับคนของ “นายใหญ่-นายหญิง” เพื่อให้ภาพลักษณ์ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ดูเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

คนของ “ยิ่งลักษณ์” ที่เห็นชัดๆ ก็ได้แก่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง, นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ นายกิตติรัตน์ หรือ “บิ๊กโต้ง” แม้จะถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องการบริหารงานโครงการรับจำนำข้าวในขั้นตอนการวางกฎระเบียบที่ไม่รอบคอบ แถมเอื้อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน เป็นคนที่ทำให้เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง และยังเสื่อมเสียด้วยการพูดโกหกสีขาว “White lie” ในเรื่องของการกุตัวเลขส่งออกเกินจริงไป 15% ของจีดีพี จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียหายกันไปทั่วประเทศและต่างประเทศ แต่สุดท้ายกิตติรัตน์ที่เป็นคนใกล้ชิดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ยังเกาะเก้าอี้ไว้อย่างเหนียวแน่น

ขณะที่ “ส.ตัวอ้วน” อย่าง สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เขาก็ถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นผู้ขัดขวางเส้นทางสู่ดวงดาวของ ตู่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ไม่ให้ขึ้นนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของคนเสื้อแดง จนถูกคนเสื้อแดงไม่พอใจอย่างมาก แต่ใครก็ยังทำอะไร “ส.ตัวอ้วน” คนนี้ไม่ได้

สำหรับ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันคนนี้ ไม่เคยมีชื่อเสียงเรียงนาม แต่เป็นม้ามืดได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เชื่อมโยงความสัมพันธ์ไปมาพบสนิทกับ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) คนสนิทนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่ง นพ.ประดิษฐมีภารกิจหลักต้องเข้ามาสะสางปัญหาบุคลากรทั้งเรื่องของแพทย์ พยาบาล และพนักงานของกระทรวงสาธารณสุขจำนวนมากที่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ รวมไปถึงเรื่องของงบประมาณด้านสาธารณสุขที่เป็นปัญหาระหว่างกระทรวงและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จนเป็นเหตุให้การขับเคลื่อนในเรื่องของสาธารณสุขมีปัญหา

“ถ้าไม่รีบจัดการเรื่องนี้ จะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียฐานเสียงได้ในอนาคต ทั้งที่พรรคเพื่อไทยได้ใจประชาชนจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว”

 
ไม่มีผลงาน-หนี้สาธารณะท่วม
 

ประเด็นที่ 2 ถูกมองว่าบริหารงานไม่เก่ง-ไม่มีผลงาน เพราะนอกจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะถูกมองว่าบริหารงานเองไม่ได้แล้ว ยังถูกมองว่า “ไม่เก่ง” และเป็นนายกฯ ที่ไม่สมศักดิ์ศรีเหมือนกับนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ของประเทศไทยด้วย ทั้งการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 ที่จัดการแก้ปัญหาที่มีแต่สะดุด และทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยอย่างมาก

แหล่งข่าวอดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงหลายรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลนี้มีจุดอ่อนหลายเรื่อง ถ้ามองในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้รัฐบาลมาก่อน มองว่าข้อครหาที่เป็นจุดอ่อนใหญ่ของตัวนายกฯ คือข้อครหาที่ว่าการบริหารงานไม่เป็นจนกระทั่งไม่มีผลงาน ซึ่งต่อเนื่องจากความที่ถูกมองว่าเป็นเพียงนายกฯ เงาของพี่ชาย และไม่มีความสามารถ

“สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 วันนี้ผ่านมาแล้ว 1 ปี 3 เดือน ตามปกติทุกรัฐบาลจะต้องมีการแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี กับสภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภา แต่รัฐบาลนี้ไม่มีเลย”

เมื่อเอาผลงานที่ประกาศในวันที่ 24 สิงหาคมมาดู ก็จะพบว่ารัฐบาลประกาศนโยบายเร่งด่วน 16 ด้าน และนโยบายที่จะดำเนินการภายใน 4 ปี นอกจากจะไม่มีการแถลงผลงานเมื่อครบรอบ 1 ปีแล้ว ยังพบว่าในนโยบายทั้งหมด มีเพียงเรื่องของ “ยาเสพติด” เท่านั้นที่รัฐบาลนี้สอบผ่าน

นอกจากนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลชุดที่บริหารประเทศที่สร้างความเสี่ยงให้กับหนี้สาธารณะของประเทศมากที่สุด ทั้งมีการโยกหนี้สาธารณะบางตัวไปซ่อน อย่างหนี้สาธารณะในส่วนของหนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยที่รัฐคืนให้ไปอยู่ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังมีแผนการกู้เงินเมกะโปรเจกต์กว่า 2.7 ล้านล้านบาท และความเสียหายในการดำเนินการนโยบายประชานิยม

โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่มีความเสียหายปีละกว่า 1 แสนล้านบาทด้วย ซึ่งการบริหารงานทั้งหมดมีแนวโน้มที่จะดันให้หนี้สาธารณะของประเทศไทยขึ้นแตะระดับเพดานคือ 60% ของจีดีพี อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ด้านการหารายได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่ยังมีการลดภาษีนิติบุคคล รวมถึงกำลังจะมีการลดภาษีรายได้เพื่อหาเสียงในกลุ่มนักธุรกิจและมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีแนวโน้มที่ยอดรายได้ภาครัฐจะลดลง เพราะการเมืองต้องการหาเสียงกลุ่มคนชั้นกลางเพิ่มอีก

เป็นการบริหารงานด้านเศรษฐกิจแบบที่นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ระดับกูรูทั้งหลายของประเทศต้องส่ายหน้า!

ช่วยพี่ชายแต่ขยายความแตกแยก

ประเด็นที่ 3 เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสื่อต่าง ๆ ในเรื่อง “ช่วยพี่ชายแต่ขยายความแตกแยก” เห็นได้จากกรณีที่มีการระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาเป็นข้อแรกว่า จะลดความแตกแยก และสร้างความสามัคคีในชาติ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลนี้กลับสร้างความแตกแยกมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดหลายๆ เรื่อง กลายเป็นการเดินหน้าเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเดียว อาทิ พ.ร.บ.ปรองดอง และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ยิ่งสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นภายในประเทศ แต่โดยนโยบายที่แถลงกลับมีเป้าหมายเพื่อความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น

โดยเฉพาะปัจจุบัน “ยิ่งลักษณ์” กำลังทำตามคำสั่งพี่ชาย โดยเฉพาะการที่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วยการเร่งดำเนินการลงประชามติของประชาชนตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดเผยกับทีม “special scoop หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน” ในข่าว “เปิดขั้นตอนแก้ รธน.พรรคเพื่อไทย ปลดล็อกทุกเงื่อนไข-อุ้ม “ทักษิณ” กลับไทยได้แน่!” ที่ออนไลน์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ทั้งกระบวนการจะใช้เวลาทั้งหมดเพียง 4 เดือน ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโหวตในวาระ 3 มาตรา 291 ต่อไป

ก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า ปลายปี 2556 หรืออย่างช้าปี 2557 ถ้ากระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้น พ.ต.ท.ทักษิณก็จะกลับประเทศไทยได้อย่างไร้มลทิน!

 
ไม่จัดการพวก “หมิ่นสถาบัน”

ประเด็นที่ 4 เป็นเรื่องของการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ซึ่งแหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า รัฐบาลประกาศไว้คือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่นับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากการประกาศว่าจะดำเนินการในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ไม่พบว่ารัฐบาลดำเนินการใดๆ ในเรื่องของการปกป้องสถาบันอีกเลย รวมทั้งยังมีคนใกล้ชิดรัฐบาลเดินสายหมิ่นสถาบันเสียเองอย่างต่อเนื่อง

“ที่จริงเรื่องนี้แก้ยาก รัฐบาลอื่นๆ มาทำ ก็เป็นเรื่องที่จัดการยากอยู่แล้ว แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำอะไร ทั้งการแก้ไขปัญหาเว็บหมิ่นฯ หรือการเอาผิดกับคนที่หมิ่นสถาบันฯ ก็ไม่มีแนวทางชัดเจน”

ดังนั้น การที่รัฐบาลไม่จัดการผู้กระทำความผิดหรือไม่มีแนวทางชัดเจน จนทำให้คนไทยส่วนใหญ่ทนไม่ได้และเป็นที่มาของ “ม็อบเสธ.อ้าย” ต้องออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้แม้จะไม่สัมฤทธิผลหรือทำอะไรรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลก็ต้องตระหนักว่าประเด็นหมิ่นสถาบันนั้นจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่รอวันปะทุ หากคนไทยรู้สึกทนต่อการนิ่งเฉยไม่ได้เขาก็พร้อมจะออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกครั้งแน่นอน

เพราะต้องไม่ลืมว่า คลิปเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เสธ.อ้ายนำมาเปิดในวันชุมนุมนั้นได้สร้างเชื้อปะทุไว้ในใจคนไทยรักชาติอย่างลึกซึ้ง

ภาคใต้ระทม-ไม่เชื่อน้ำมือรัฐ

ประเด็นที่ 5 เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ที่ถือว่ารัฐบาลล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลได้ประกาศนโยบายที่จะฟื้นความสงบเรียบร้อยในภาคใต้ แต่กลับพบว่าสถานการณ์ในภาคใต้กลับรุนแรง และเห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นจนเรียกได้ว่ารุนแรงกว่ารัฐบาลอื่นๆ ที่ผ่านมา

โดยการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น จะเป็นการก่อแบบสงครามประชาชน หรือสงครามกองโจร ที่ตอนแรกแม้จะมีจุดมุ่งหมายที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งทหาร ตำรวจเป็นหลัก แต่ล่าสุดเป้าหมายที่ต้องระวังตัวสูงสุดคือ “ครู” ที่ในช่วงรอบเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่ผ่านมานี้ มีครูถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมแล้วถึง 5 ราย บางรายถึงขนาดฆ่าแล้วมีการจุดไฟเผาผู้เสียชีวิต สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีการรายงานของผู้สื่อข่าวภาคใต้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันไว้ด้วยว่า

“โจทย์” ที่นำมาสู่การสูญเสียของครูเกือบทุกครั้ง ล้วนมีที่มาที่ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ ถ้าฝ่ายของ “บีอาร์เอ็นฯ” ต้องสูญเสียบุคคลระดับ “อิหม่าม” และ “โต๊ะครู” รวมทั้ง “อุสตาซ” สิ่งที่จะเกิดขึ้นในทันทีคือ “ครู” จะต้องสูญเสียเพื่อเป็นการ “เอาคืน” จากฝ่ายของ “บีอาร์เอ็นฯ” และในการเปิด “ยุทธการ” กวาดล้างตรวจค้นในพื้นที่ของทหาร ตำรวจ จนฝ่ายตรงข้ามมีความสูญเสีย “ครู” ในพื้นที่นั้นต้องเป็นผู้รับเคราะห์ภายในไม่เกิน 3 วัน

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจของครูในพื้นที่ภาคใต้อย่างมาก โดยเฉพาะครูไทยพุทธ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของกลุ่มก่อการร้าย จนกระทั่งทุกวันนี้ทั้งชาวบ้านและครูต่างต้องพกพาอุปกรณ์ช่วยเหลือชีวิตตนเองและคนรอบข้างติดตัว (อ่าน “วิบากกรรรม “ครูใต้” ในสงครามประชาชนที่ปลายด้ามขวาน” 15 ธ.ค. 55) นอกจากนี้การวางระเบิดและลอบฆ่าประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคใต้ก็ยังเกิดเหตุอยู่ตลอด

ไม่แก้ปัญหาปากท้อง-ยุคข้าวยากหมากแพง

ประเด็นที่ 6 เป็นเรื่องของการปล่อยให้ราคาสินค้าแพง จนกระทั่งได้รับคำครหาว่าเป็นนายกฯ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่อแก้ปัญหาให้พี่ชาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพาสปอร์ต, วีซ่าเข้าประเทศต่างๆ และการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พี่ชายกลับบ้านได้ โดยไม่สนใจที่จะบริหารเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน โดยในส่วนที่ได้ชื่อว่าเป็นยุค “แพงทั้งแผ่นดิน” นั้น สาเหตุเนื่องมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่รัฐบาลมีความพยายามขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม LPG และผลค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่แม้ยังไม่ขึ้นทุกจังหวัด แต่ปรากฏว่าราคาสินค้าทั้งสินค้าแห้งที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นสูงถึง 10-30% ข้าวแกงขึ้นราคา 5-10 บาทต่อจาน ซึ่งเป็นเหตุจากราคาค่าขนส่งที่สูงขึ้น 18% โดยตั้งแต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารงานทำให้ค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนภาคประชาชนเพิ่มแล้วกว่า 14% นอกจากนี้ล่าสุดพบว่าราคาข้าวถุงยังสูงขึ้นจากนโยบายรับจำนำข้าวอีกด้วย

นอกจากนี้ด้านเกษตรกรเอง ยังมีความเดือดร้อนเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ราคาตกกระหน่ำจนเกษตรกรต้องออกมาปิดถนนประท้วงแล้วหลายรอบ

รัฐบาลปู “คอร์รัปชัน” หนักที่สุด

ประเด็นที่ 7 ปัญหาคอร์รัปชันของรัฐบาลนี้ เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่หลายภาคส่วนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะภาคส่วนของธุรกิจเอกชนที่กำลังต่อต้านการทุจริตในแวดวงราชการที่เอกชนต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา หรือเงินทอนสูงถึง 30-50% ซึ่งหากเป็นการทุจริตในระดับตำบลจะมีการคอร์รัปชันหรือเงินใต้โต๊ะกลับไปสู่นักการเมืองสูงถึง 60-70% (อ่าน “ยุค “ยิ่งลักษณ์” คอร์รัปชันกันง่ายๆ ขยันจัดอีเวนต์กินส่วนต่าง 25-50%” 16 ธ.ค. 55)

อีกทั้งยุคนี้ยังเป็นยุคสืบทอดการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเกิดขึ้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และยังนำวิธีการแบบนี้มาใช้ในการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะโครงการนโยบายประชานิยมที่มีกระบวนการทุจริตทุกขั้นตอน อาทิ จำนำข้าวที่มีการทุจริตทุกระดับ
ตั้งแต่ทุจริตระดับฐานคะแนนเสียงเกษตรกร หัวคะแนนที่เป็นกลุ่มโรงสี กระทั่งผูกขาดธุรกิจส่งออกข้าวไว้ให้บริษัทใกล้ชิดตระกูลชินวัตร อย่างที่ประชาธิปัตย์ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงที่ผ่านมาว่า “สยามอินดิก้า” เป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ไปอย่างเต็มๆ จนกระทั่งแค่โครงการรับจำนำข้าว ก็มีเงินรั่วไหล และสร้างความเสียหายปีละกว่า 1 แสนล้านบาท

ดังนั้น ปัญหาคอร์รัปชันของรัฐบาลนี้จึงนับเป็นปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด จนกระทั่งมีคำกล่าวว่าการคอร์รัปชันกำลังกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงที่น่าเป็นห่วง

“เดิมหลายๆ เรื่องของปัญหาคอร์รัปชันจะถูกมองว่าเป็นปัญหาสังคม แต่ตอนนี้ถือว่าการคอร์รัปชันของรัฐบาลนี้ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นปัญหาความมั่นคงด้วย”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ต้องฟังอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” ที่กล่าวว่า มีอายุมาถึงป่านนี้คือ 80 ปี แต่ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนจะคอร์รัปชันได้มากเท่ารัฐบาลนี้ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก

“ปัญหานี้มันร้ายมากจนกระทั่งทำให้ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้า ผมมองว่าเรื่องนี้คือจุดอ่อนมากที่สุดของรัฐบาลนี้” แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าว

 
“คำพูด-ท่าทาง” คะแนนสื่อสารยังติดลบ

ประเด็นที่ 8 ข้อครหาการพูดผิดในที่สาธารณะ เช่น คอนกรีตพูดเป็นคอ-นก-รีต, หญ้าแฝกพูดเป็นหญ้าแพรก, จังหวัดหาดใหญ่, ประเทศซิดนีย์, Thank you 3 times ฯลฯ

ผศ.ดร.รุจิระ โรจนประภายนต์ ผู้ช่วยอธิการบดี และอาจารย์ประจำคณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า การพูดผิดพลาดในที่สาธารณะนั้น มีผลต่อภาพลักษณ์ในเชิงผู้นำของตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในด้านลบอย่างมาก เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดในครั้งแรก จะต้องมีการแก้ไขให้เร็วที่สุด ทั้งทีมงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อไม่ให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์มีภาพเป็นตัวตลก แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นกระบวนการนี้ ซึ่งถือว่าทีมงานหรือโค้ชของนายกฯ ยังทำงานด้านนี้พลาด และอีกส่วนคือตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะต้องเข้าใจว่าต้องทำการบ้านก่อนที่จะพูดในที่สาธารณะให้มากขึ้น

“ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องก็ได้ แต่ว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมีโค้ชที่เข้ามาช่วยเหลือด้านการแสดงออกทางวัจนภาษา หรือถ้ามีอยู่แล้ว ก็ถือว่ายังทำงานน้อยไป ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมีคนที่ทำหน้าที่นี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ”

ประเด็นที่ 9 ข้อครหาเรื่องท่าทีที่ไม่เหมาะสมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะสายตาที่ส่งให้กับนายโอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น ในด้านการสื่อสารแล้ว ผศ.ดร.รุจิระกล่าวว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในด้านของการแต่งกาย ท่าเดิน ซึ่งมีลักษณะเป็นธรรมชาติ จึงถือว่าด้านอวัจนภาษาของตัวนายกฯ นั้นมีจุดเด่น โดยเฉพาะด้านเสน่ห์สตรีซึ่งความจริงนั้นเป็นข้อได้เปรียบและรู้จักนำมาใช้ในทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของการพูดแบบ eye contact ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะทำได้ดีกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ว่าการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์มีปัญหาการสื่อสารในด้านวัจนภาษา หรือการพูดผิด ที่ไม่ได้รับการแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงทีจากทีมงาน ก็ทำให้ภาพลักษณ์ในด้านอวัจนภาษาหรือท่าทางต่างๆ นั้นถูกฉุดให้เป็นภาพลบไปด้วย ซึ่งทำให้เกิดภาพของความไม่เหมาะสมในท้ายที่สุด

“หากผู้นำเป็นผู้หญิงและมีภาพของความเป็นผู้หญิงเก่ง และฉลาด การใช้อวัจนภาษาที่แสดงถึงความมั่นใจ หรือเสน่ห์หญิงออกมาจะได้รับคำชม ซึ่งสามารถนำมาใช้ในทางการเมืองเพื่อให้เกิดความได้เปรียบได้ด้วย แต่จุดนี้ไม่เกิดกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะภาพของวัจนภาษาที่ผิดพลาด ทั้งการพูดผิดและการออกเสียง ร.ล.ก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้การสื่อสารโดยรวมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องการการแก้ไข”

ชู้สาวที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์

ประเด็นที่ 10 เป็นข้อครหาในเรื่องเสน่ห์หญิงนั้น ภาพที่ออกมาเป็นลบอาจจะเกี่ยวข้องกับข่าวของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรณีนายกฯ ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ย่านราชดำริ ในระหว่างที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการมีชื่อของ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นัดพบครั้งนั้น ซึ่งทำให้นายกฯ ถูกมองไม่ดีในเรื่องของประเด็นชู้สาวด้วย

3 ประเด็นคนขับไล่รัฐบาล “ปู”
ด้าน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า ในฐานะที่ได้ทำวิจัยและทำการสำรวจเกี่ยวกับความนิยมในตัวผู้นำฯ มาตลอด พบว่าเรื่องความนิยมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น จะมีกลุ่มคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนิยมชมชอบ กลุ่มต่อต้าน และกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือกลุ่มพลังเงียบ

โดยกลุ่มนิยมชมชอบจะมองเรื่องของบุคลิก และการพูดในที่สาธารณะของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่ผิดพลาดว่า ไม่ได้เป็นปัญหา โดยกลุ่มนี้ยังหนาแน่นในภาคเหนือและภาคอีสาน

ขณะที่กลุ่มที่เห็นว่าท่าทางผู้นำฯ ของนายกฯ มีปัญหาด้านบุคลิกภาพนั้นจะเป็นกลุ่มคนเมืองที่ยังประกอบด้วยคนภาคใต้, ภาคกลาง และคนกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม เมื่อประมวลทั้งหมดแล้ว มองว่าแม้จะมีกลุ่มที่แตกต่างหลากหลาย แต่นายกฯ ก็จะยังบริหารประเทศต่อไปได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าอยากให้โอกาส แต่หากนายกฯ ยิ่งลักษณ์บริหารประเทศมีปัญหามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดนี้จะกลับมาเป็นหอกที่แหลมคมทิ่มแทงรัฐบาลได้เช่นกัน โดยเฉพาะ 3 จุดที่มองว่าคนไทยจะออกมาล้มรัฐบาล ได้แก่

1.ประเด็นปัญหาปากท้อง คือถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้ดีเพียงไร แต่ถ้าเงินในกระเป๋าของประชาชนมีน้อย และรายจ่ายเพิ่มมากจนประชาชนไม่สามารถรับได้ ประชาชนจะออกมาต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2.ประเด็นทุจริตคอร์รัปชัน จะเป็นปัญหาที่ตามมาทันที โดยเฉพาะคนจะรู้สึกเชื่อมโยงว่า เศรษฐกิจดี แต่การที่เขาเดือดร้อนเพราะว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในวงการราชการ

3.ประเด็นมิติทางสังคม ในด้านความขัดแย้งภาคประชาชน เมื่อไม่ได้รับการแก้ไข แต่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหากยังดึงดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ปรองดอง มองว่าความแตกแยกของสังคมจะมีมากขึ้น และคนจะรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น

“คอยดูปรากฏการณ์ว่าต่อไปคนจะไม่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลเพราะการปลุกระดม แต่คนจะออกมาขับไล่รัฐบาลเพราะความเดือดร้อน และทนไม่ไหวในเรื่องของคอร์รัปชัน ซึ่งส่วนนี้จะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลอย่างที่สุด” ดร.นพดลกล่าว