xs
xsm
sm
md
lg

นักท่องเที่ยวแห่ชม “ถ้ำอุไรทอง” อุทยานธรณีแห่งแรกของสตูล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


 
สตูล - นักท่องเที่ยวแห่ชม “ถ้ำอุไรทอง” แหล่งท่องเที่ยวทางอุทยานธรณีประเทศไทย จ.สตูล อดีตถ้ำกลางทะเล พบฟอสซิลสัตว์โบราณ ร่องรอยมนุษย์โบราณ ด้าน อบต.กำแพง เตรียมดันงบ 30 ล้านบาท พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้สร้างรายได้เข้าชุมชน รู้คุณค่าอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

วันนี้ (26 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน “ถ้ำอุไรทอง” แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มีการค้นพบไม่นานมานี้ ในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ.อุไร ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบจะได้สัมผัสกับความบริสุทธิ์และกลิ่นอายของธรรมชาติ ต่างหลั่งไหลมาศึกษา และเที่ยวชมในมุมมองใหม่จากความสูงของถ้ำ 90 เมตร ความงดงามของธรรมชาติ และซากทับถมของสัตว์ดึกดำบรรพอย่างฟอสซิล ซากสัตว์โบราณ นอติรอย ปลาหมึกทะเลโบราณ หอยฝาเดียว และร่องรอยของมนุษย์โบราณที่มาอาศัยยังถ้ำแห่งนี้

หลังนักธรณีวิทยาพบพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเกาะกลางทะเลมาก่อน มีอายุกว่า 480 ล้านปี และเป็นหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าต่อการศึกษา 72 แหล่งธรณีวิทยาใน จ.สตูล ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นจังหวัดแรกของ “อุทยานธรณีประเทศไทย”
 

 
เส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีการอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติ ความร่มรื่น และเยือกเย็นหลังได้เข้าสำรวจ และท่องเที่ยวความสวยงามของหินงอก หินย้อย และหลักฐานทางโบราณคดี หลังพบเครื่องมือของมนุษย์ถ้ำในที่แห่งนี้ และยังพบซากสัตว์กินพืช ซากหอย ซากปลา ที่มีการสำรวจพบว่าเป็นการหลงเหลืออยู่ และมีอายุหลายล้านปี กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และธรณีวิทยา 

นางสำลี ลัคนาวงศ์ นายก อบต.กำแพง กล่าวว่า แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งศึกษาเรียนรู้ที่แห่งนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน และบุคคลภายนอก พร้อมกันนี้ ยังเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ด้านธรณีวิทยาที่สำคัญของพื้นที่ ต.กำแพงอีกด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณางบประมาณจากทางจังหวัดสตูล จำนวน 30 ล้านบาท ในการตัดถนนเส้นใหม่ให้ง่ายต่อการเข้ามาศึกษาเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว การจัดพื้นที่จอดรถ การจัดซุ้ม ห้องน้ำ และบริหารจัดการ 

“ซึ่งคาดว่าหากแล้วเสร็จพื้นที่แห่งนี้จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มรูปแบบ มากกว่าวันละ 500 คน สิ่งที่จะได้แก่ชาวบ้าน คือ มีรายได้เข้ามาในพื้นที่ มีการจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของฝาก ของขวัญ อาหารการกิน โดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้วยการสร้างไกด์ท้องถิ่นเพื่อให้ทุกคนเกิดสำนึกรักษ์บ้านเกิด และร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติถ้ำแห่งนี้” นายก อบต.กำแพง กล่าว
 

 
นายสมบูรณ์ สอเหลบ และ น.ส.ชนัญธิดา อำนวยสุนทร นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวถ้ำ กล่าวว่า หลายคนชื่นชอบ และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานที่แห่งนี้มีความน่าทึ่ง และงดงามตามธรรมชาติได้ปรุงแต่ง มีแหล่งน่าศึกษาค้นคว้าทางธรณีวิทยา พร้อมกันนี้ ความน่าตื่นตา ตื่นใจ เมื่อรู้ว่าถ้ำแห่งนี้เคยอยู่กลางทะเลมาก่อน กว่าจะมาเป็นเขามีอายุกว่า 480 ล้านปี ยิ่งสร้างความตื่นเต้น พาบุตรหลานมาเรียนรู้ และสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งนี้

“ถ้ำอุไรทอง” เป็นเทือกเขาหินปูนลูกโดดๆ ขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นภูเขายาวเรียว มีความยาวประมาณ 600 เมตร และกว้าง 100 เมตร เป็นภูเขาที่มีหน้าผาสูงชัน ยอดเขาสูงสุดประมาณ 90 เมตร ถ้ำทะลุจากด้านตะวันตกไปหาด้านตะวันออก ในลักษณะอุโมงค์ลอดยาวประมาณ 50 เมตร อยู่ห่างจากตัวอำเภอละงู ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร อยู่ห่างจากคลองบุโบยเพียง 1 กิโลเมตร ก่อนออกสู่ทะเลใหญ่

มีเรื่องเล่าว่า ก่อนหน้านี้บริเวณนี้เป็นทะเล และมีเรือสำเภามาจอด ต่อมา กลายเป็นหินรูปเรือสำเภาอยู่ในถ้ำสำเภา มีทรัพย์สินมีค่า ทองคำมากมาย ถูกนำมาเก็บไว้ในถ้ำอุไร ซึ่งคำว่า “อุไร” มีที่มาจากภาษามาเลย์ซึ่งแปลว่า “ทอง” เป็นแหล่งที่มีถ้ำที่สวยงามอยู่ 3 ถ้ำ คือ ถ้ำอุไรเป็นถ้ำใหญ่ที่สุด เป็นแหล่งที่พบกระดูกมนุษย์โบราณ และกระดูกสัตว์ เช่น แรด ม้าลาย จุดที่พบอยู่ห่างถ้ำไปทางทิศเหนือ 25 เมตร มีอายุประมาณ 4-5 พันปี มีถ้ำเล็กๆ คือ ถ้ำสำเภา เป็นแหล่งพบหอยโบราณ และถ้ำลูกสาว ที่เป็นแหล่งพบกระดูกสัตว์โบราณ เช่น ฟันกรามแรด กรามหมูป่า กีบควาย หอยน้ำเค็ม หอยโข่ง หอยขม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น มีเรื่องเล่าว่ารูตรงเสาหินของถ้ำลูกสาว สมัยก่อนชาวบ้านหนีสงครามมาหลบอยู่ในถ้ำแล้วขาดแคลนอาหาร ต่อมา มีการทำพิธีขออาหารก็มีอาหารหย่อนลงมา
 

 
บริเวณพื้นถ้ำด้านตะวันตกพบซากเปลือกหอยทะเลหลายชนิด เช่น หอยแครง หอยคราง หอยกัน หอยน้ำพริก และหอยนางรม เป็นต้น โดยพบว่าชั้นด้านล่างเป็นพวกหอยนางรม ซึ่งส่วนใหญ่เปลือกหอยจะหงายเปลือกฝาขึ้น ขณะที่ชั้นด้านบนที่ปิดทับอยู่เป็นชั้นเปลือกหอยคราง ขนาดประมาณ 15-20 เซนติเมตร ที่ส่วนใหญ่เปลือกหอยจะคว่ำลง การสะสมตัวของเปลือกหอยทะเลเหล่านี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากมนุษย์เป็นผู้นำมาบริโภคแล้วทิ้งไว้ หรือมากับน้ำทะเล แม้จะกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า ครั้งหนึ่งน้ำทะเลเคยท่วมถึงระดับถ้ำ โดนคลื่นทะเลซัดจนทำให้ผนังถ้ำเกิดร่องบาก อย่างไรก็ตาม มีรายงานการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีบริเวณถ้ำแห่งนี้ด้วย

บริเวณปากถ้ำยังพบซากกระดูกสัตว์ และเปลือกหอยสะสมตัวอยู่หนาแน่น โดยวิเคราะห์ได้ว่า ก้อนหินปูนที่กองอยู่บนพื้นดินเคยติดอยู่กับหินปูนที่เป็นส่วนของภูเขา มีลักษณะเป็นซอกโพรงแคบๆ มีเศษกระดูกสัตว์ที่แตกหักเป็นชิ้นๆ รวมถึงซากเปลือกหอยสะสมตัวอยู่ในซอกดังกล่าว แล้วมีปูนน้ำจืดเข้าไปสะสมตัวเชื่อมเศษกระดูกสัตว์ และซากเปลือกหอยเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ สังเกตได้ว่า เศษกระดูกสัตว์ และซากเปลือกหอยดังกล่าวแยกกันอยู่คนละส่วน ทำให้เข้าใจได้ในเบื้องต้นว่า น่าจะมีมนุษย์โบราณนำมาทิ้งไว้ในซอกหินดังกล่าว