xs
xsm
sm
md
lg

ประชาชนได้อะไร!? ทำไมต้องสนับสนุนร้านคนจับปลา!? ทำไมต้องรักษาทะเล จับเข่าคุย “บรรจง นะแส” (มีคลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย/ประธาน กป.อพช.
 
แดดร่มลมแผ่วในยามใกล้เย็นของวันนี้ เราสามารถเบียดตารางงานอันแน่นขนัดของนายหัวจง หรือบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย คว้าตัวมานั่งคุยกันถึงเรื่องร้านคนจับปลา และงาน Fisher Folk IN BKK ครั้งที่ 3 ที่จะจัดในสุดสัปดาห์นี้ที่กรุงเทพฯ

เริ่มต้นที่รากฐานความความคิดของร้านคนจับปลาก่อน มีความเป็นมาอย่างไร?

ตอนแรกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้ริเริ่มจัดงานรวมพลคนกินปลา ก็เริ่มจัดตั้งแต่ 7-8 ปีที่แล้ว ครั้งแรกน่าจะเริ่มจัดที่สวนสันติไชยปราการ ท่าพระอาทิตย์ แต่รากฐานความคิดมาจากการที่พอเราทำงานอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลร่วมกับชุมชนมาระดับถึงหนึ่ง เราก็พบว่าทะเลมันดีขึ้น

คุณต้องเข้าใจว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว สังคมไทยหมดความเชื่อมั่นในทะเล คล้ายๆ กับว่าทะเลมันถูกทำลายจนทรัพยากรไม่มีเหลือ ปลาทะเลก็ไม่มี คนจับปลา ชาวประมงก็ไม่ค่อยมีบทบาทในสังคม โดยเฉพาะประมงเรือเล็กชายฝั่ง ก็จะเหลือแต่ประมงพาณิชย์ คราวนี้สมาคมรักษ์ทะเลไทย เราทำงานมา 30 กว่าปี ในการจัดตั้งองค์กรชุมชนขึ้นมาดูแลทรัพยากร ซึ่งเราก็เห็นเหมือนกับที่สังคมเห็น คือ ชุมชนประมงล่มสลาย อาชีพประมงไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ต้องไปทำงานรับจ้างอย่างอื่น

แต่ทางสมาคมเห็นว่า ปัจจัยทางกายภาพ ทางภูมิศาสตร์ของประเทศยังเอื้อต่ออาชีพประมงโดยเฉพาะประมงชายฝั่ง ต้องไม่ลืมว่าเรามีชายฝั่งทะเลยาว 2600 กว่ากิโลเมตร เรามีจังหวัดที่ติดทะเล 22 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ ก็ 23 จังหวัด เราเคยมีการทำสถิติชาวประมงทั่วประเทศว่ามีจำนวนมากขึ้น 2 ล้านครอบครัว เราก็เลยคิดว่าปัจจัยเอื้อเหล่านี้ทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน แถมยังอยู่บนเส้นศูนย์สูตรซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ กุ้งหอยปูปลามีเป็นร้อยๆ ชนิด แต่ทำไมอาชีพประมงถึงอยู่ไม่ได้

ก็เลยเริ่มต้นทำงานแบบอนุรักษ์ฟื้นฟูมาก่อน?

เราเห็นว่าปัญหามันมีอยู่สองระดับ ตั้งแต่ระดับนโยบาย กับปัญหาในการจัดการของชุมชนเอง ในระดับนโยบายเราพบว่าการปล่อยให้มีการทำประมงแบบทำลายล้าง ด้วยเครื่องมือที่สร้างความเสียหายรุนแรง อวนรุน อวนราก เรือปั่นไฟ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำลดลง มันเป็นการทำประมงที่เกินศักยภาพของทะเล ไปจับสัตว์ทะเลตัวเล็กๆ ขึ้นมาก่อนที่มันจะโต

พอถึงจุดหนึ่งชาวประมงก็ไม่มีปลาให้จับ แล้วเราก็พบว่า มันไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น การทำปลาป่น แพปลาขนาดใหญ่ ซึ่งมันเป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่สัมพันธ์อยู่กับการบริโภคอาหารของคนทั่วไป

ดังนั้น เราก็เห็นว่า เห้ย นี่มันไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา แต่มันเป็นตัวสร้างปัญหาของชาวประมง เราก็เลยสู้สองระดับ ระดับนึงคือ การจัดตั้งชุมชนให้ทำงานอนุรักษ์ ฟื้นฟูทะเล ปลูกป่าชายเลน ทำปะการังเทียม ทำบ้านปลา ธนาคารปู หรือไม่ก็ตั้งหน่วยดูแลทะเลหน้าบ้านตัวเอง เฝ้าระวังไม่ให้เรืออวนลาก อวนรุน เข้ามาในเขตที่เราหากิน

ผลเป็นอย่างไรบ้าง ?

สิบกว่าปีที่ผ่านมาเราก็พบว่าทะเลดีขึ้นจริง หลายพื้นที่ที่เราทำงาน ชาวประมงที่เคยหยุดไปทำงานรับจ้างเริ่มกลับมาเอาเรือลงทะเลหาปลาเหมือนเดิม เพราะรายได้มันเยอะกว่าไปทำงานรับจ้าง ความสำเร็จในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านขึ้นมาในหลายจังหวัด ชาวประมงก็เริ่มมีปากมีเสียงในสังคม

เพียงแต่ว่าจุดที่เรายังแก้ไม่ได้คือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภค หรือชนชั้นกลางเข้าใจปัญหาว่า ทะเลไม่ได้หมดหวัง เราก็เลยคิดว่างั้นเราเอาของที่เราจับได้ เอาปลาที่เราจับได้ ไปบอกต่อสาธารณะได้มั้ย อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของงานรวมพลคนกินปลา ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาช่วยทำกลุ่มในเฟซบุ๊ก แล้วก็สื่อสารกิจกรรมของชุมชน จัดกิจกรรมรวมพลคนกินปลาในจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ แล้วก็เคลื่อนมาจัดใน กทม. ก็มีกระแสตอบรับดี คือ คนชอบซื้อปลาจากชาวประมงโดยตรง

คราวนี้วิถีชีวิตชาวประมงที่ต้องพึ่งพิงเถ้าแก่ ซึ่งเป็นเจ้าของแพปลา เจ้าของปั๊มน้ำมัน ซึ่งชาวประมงไปติดหนี้ติดสินกับเขามาก่อนหน้านี้ เราจึงเสนอว่าชาวประมงน่าจะขายเอง ตั้งแพของตนเอง จากความคิดนี้ก็เริ่มทดลองทำในหลายๆ พื้นที่ ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เอาเงินกลุ่มไปซื้อปลา แล้วก็ขายต่อให้คนที่มารับซื้อ จนชาวประมงปลดหนี้ปลดสินได้

พอตอนหลังอาหารทะเลที่จับได้เริ่มมากขึ้น บวกกับการที่เราคิดว่าคนส่วนสำคัญที่จะช่วยทะเลได้อย่างยั่งยืนคือ ผู้บริโภคที่เป็นเป็นชนชั้นกลางในเมือง เขาต้องเห็นความสำคัญว่าทะเลคือแหล่งผลิตอาหาร ดังนั้น การขายปลาของชาวประมง ของร้านคนจับปลา ไม่ใช่แค่การเอาปลา เอาอาหารทะเลมาขาย แต่มันคือการทำงานทางความคิดด้วย
 

 
ความท้าทายของร้านคนจับปลา มันต่างจากงานเคลื่อนไหวของ NGO อย่างไร?

จริงๆ สำหรับชาวบ้าน ชาวประมงมันไม่ใช่ของใหม่นะ คนที่เขาเคยจับปลาเขาก็ขายปลาอยู่แล้ว บ้านข้างๆ แม้ไม่ออกเรือแต่ก็เป็นคนที่ซื้อปลาจากบ้านที่ออกเรือไปขายต่ออยู่แล้ว ในระดับชุมชนชาวประมงเขามีองค์ความรู้เรื่องการค้าขายอยู่แล้ว แต่พอยกระดับขึ้นมาสู่ตลาดข้างบน การต้องค้าขายทางอินเทอร์เน็ต ที่คนซื้ออยู่ไกลออกไป มันก็ต้องมีการจัดการอีกแบบ

ร้านคนจับปลาก็ไปช่วยตรงนี้ ไปช่วยการจัดการ เรื่องบรรจุภัณฑ์ เรื่องการถนอมอาหารแบบสุญญากาศใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้การประสานงาน การขนส่ง และการตลาดแบบยุคโซเชียล มีเดีย นี่คือส่วนงานที่เราเข้าไปช่วยทำในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเราก็เรียนรู้ไปพร้อมชาวบ้าน ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านเริ่มทำเองได้เกือบ 100% แล้วรับออเดอร์เอง ส่งปลาเอง

แต่ปัญหาตอนนี้คือ พอตลาดขยายขึ้น เรื่องทุนเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ว่าถ้าต้องทำโรงอบปลาเค็มเพื่อไม่ให้แมลงวันตอม จะได้สะอาดปลอดภัย เราก็ต้องใช้เงิน 6-7 แสนบาท หรือเรื่องการตลาด การประชาสัมพันธ์อื่นๆ อันนี้ก็ยังเป็นงานของ NGO ที่ช่วยสนับสนุนการระดมทุน ขายหมวก ขายเสื้อ หรือในเรื่องการตลาดก็มีเพื่อนมิตรองค์ภาคประชาชนเข้ามาช่วย อย่างองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย ก็ถือว่าเข้ามาช่วยเรื่องนี้เยอะ

แสดงว่าตอนนี้ร้านคนจับปลาอยู่ในจุดที่มีบทเรียนมากพอจะยกระดับต่อไปได้?

พูดแบบนั้นก็ได้ เราพอจะมีองค์ความรู้ไปบอกคนอื่นได้ อย่างที่บอกตอนแรกว่าเรามีจังหวัดติดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ที่เราทำงานด้วยยังได้แค่ 10 กว่าจังหวัด บทเรียนสำคัญตอนนี้คือ การพยายามทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจแบบรวมกลุ่มมันเป็นไปได้ มีการตัดสินใจที่มีส่วนร่วมจากสมาชิก มีการเฉลี่ย และกระจายผลกำไรให้แก่สมาชิกทุกคน ซึ่งต่างจากการทำธุรกิจที่เอาเงินมาลงทุน เวลารวยก็รวยคนเดียว

ได้ข่าวว่าเตรียมจะจัดตั้งเป็นบริษัทคนจับปลา?

ก็เป็นสิ่งที่คิดมาสักพัก กำลังออกแบบกันอยู่ อาจจะเป็นในลักษณะบริษัทวิสาหกิจชุมชน แต่เราคงไม่ได้ทำบริษัทอะไรที่ใหญ่มากแบบโมเดลธุรกิจ คือ คงไม่ทำอะไรที่มันเกินตัว เพราะเราไม่ได้ทำงานขายปลาอย่างเดียว ในเรื่องอนุรักษ์ฟื้นฟู เรื่องนโยบายก็ยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องบริษัทถ้าจะทำก็มีเป้าหมายเพื่อให้การขายปลาของชาวบ้านเติบโตไปสู่การมีตลาดที่มั่นคงได้
 

 
ผู้บริโภคส่วนหนึ่งมองว่าร้านคนจับปลา เป็นร้านของ NGO หรือภาคประชาชน ตรงนี้เป็นข้อกังวลมั้ย?

จริงๆ แล้วร้านคนจับปลาเป็นของชาวประมงนะ ชาวบ้านมีหุ้นส่วนใหญ่ NGO แค่มาช่วยเรื่องการตลาด จริงๆ เราไม่ค่อยกังวลว่าผู้บริโภคจะมองว่าร้านคนจับปลาเป็นร้านของใคร แต่เราอยากสื่อสารด้วยปลาที่เราขาย อาหารทะเลเป็นอาหารที่โดยทั่วไปแล้วราคาค่อนข้างสูง คนชั้นกลางขึ้นไปเท่านั้นถึงจะได้กินอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่เรายังกังวลอยู่

สิ่งที่เราใฝ่ฝันคือ ถ้าทะเลไทยอุดมสมบูรณ์ เด็กไทยไม่ว่าอยู่ที่ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน ก็ควรจะได้กินอาหารทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในราคาที่ไม่แพงมาก ซึ่งตอนนี้ยังไม่อุดมสมบูรณ์มากพอ ซึ่งก็มีส่วนทำให้ราคามันสูง ก็เป็นไปตามหลักการตลาด นี่ก็คือเรื่องที่เราพยายามสื่อสารกับผู้บริโภคนะ ซึ่งในมุมแบบนี้ถ้าเราไม่พูดแล้วใครจะพูด ก็มีแต่พวกร้านคนจับปลานี่แหละ พวก NGO ภาคประชาชนนี่แหละที่พยายามสื่อสารอยู่

งานคนจับปลา Fisher Folk IN BKK ครั้งที่ 3 ที่กทม. วันที่ 17-18 ธันวาคม นี้ มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง

จริงๆ ช่วงสัปดาห์ก่อนภาคใต้เจอลมมรสุม ตอนแรกก็กังวลเรื่องของสดอยู่ แต่ตอนนี้คลื่นลมเงียบสงบแล้ว ยังมีเวลาให้ชาวบ้านได้ออกเลหลายวัน คิดว่าเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสคือคราวนี้รับรองความสดว่าของขึ้นจากทะเลมาไม่เกิน 3 วันแน่ๆ (หัวเราะ) ส่วนที่พิเศษออกไปจากครั้งก่อนๆ คือคราวนี้เราชวนพี่น้องชาวประมงจากภาคตะวันออก จากจังหวัดตราด มาด้วย ตอนนี้ก็เป็นอันว่างานคราวนี้ พี่น้องกรุงเทพฯ จะพบกับอาหารทะเลจากทั้งอ่าวไทย อันดามัน และภาคตะวันออก รวมไว้ในตลาดเดียว

นอกนั้นในส่วนของภาคเวที ให้ความรู้ วงเสวนาต่างๆ รวมทั้งการแสดงดนตรี ผมคิดว่างานคนจับปลามันเป็นสีสันที่ผมคิดว่าผมก็ไปงานอื่นๆ มาหลายงานแต่ไม่ค่อยเห็นบรรยากาศแบบนี้ คนที่มาขายปลาก็คือคนที่ออกเล ซึ่งเขาจะอธิบาย เขาจะเล่าเรื่องได้ว่า กุ้งตัวนี้ ปูตัวนั้น เขาจับมาอย่างไร คนที่มางานในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ จะได้เห็นชาวประมงตัวเป็นๆ ซึ่งคุณอาจจะเคยเห็นมาก่อน เราจะได้เห็นชีวิตจริงๆ ของคนจับปลา ครบเครื่องของวิถีชีวิตประมงตั้งแต่เรื่องการจับ การแปรรูป การถนอมอาหาร การปรุงอาหาร จนถึงขั้นการกินอาหาร คนที่จับเนี่ยเขาจะรู้ดีที่สุดว่าไอ้ปลาชนิดนี้กินอย่างไร ปรุงอย่างไรให้อร่อย เพราะฉะนั้น ถ้าอยู่ใกล้ๆ ก็ควรจะมานะครับ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/events/1632523986773067/