สถาบันอาหาร แนะนำเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลาย มีแนวโน้มในตลาดโลกที่สดใส สวนทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่มีแนวโน้มตลาดซบเซาลง เผยจากรายงาน Mintel GNDP ในปี 2552 มีเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายเปิดตัวใหม่ถึง 150 ผลิตภัณฑ์ ขณะเครื่องดื่มชูกำลังชนิดใหม่เพียง 682 ผลิตภัณฑ์ ลดลงจากปี 2551 ถึงร้อยละ 18.8เป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทยหันมามุ่งเน้นการทำตลาดในกลุ่มนี้ โดยประยุกต์สมุนไพรไทยมาใช้เป็นส่วนประกอบ
นายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลาย ในตลาดโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการสำรวจพบว่า ในปีที่ผ่านมาเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายสามารถขยายตลาดและกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นได้ถึง 150 ผลิตภัณฑ์ในปี 2552 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการขยายตัวจากปี 2551 ถึงร้อยละ 61.3
ในขณะที่เครื่องดื่มชูกำลัง มีแนวโน้มของตลาดซบเซาลง โดยในปี 2552 มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังชนิดใหม่เพียง 682 ผลิตภัณฑ์ ลดลงจากปี 2551 ถึงร้อยละ 18.8 ประเทศผู้นำในการผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังของโลก มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ในปี 2552 เพียง 137 ผลิตภัณฑ์เท่านั้น ซึ่งหดตัวลดลงจากปี 2551 ถึง ร้อยละ 64.2
“จากกระแสของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์สถาบัน Zenith International มองว่าแนวโน้มการพัฒนาสูตรของเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายในอนาคต คือลดการใช้สารเคมีที่ทำให้ผ่อนคลาย (Relaxant) และเน้นการใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดการผ่อนคลายมาเป็นส่วนประกอบทดแทนมากขึ้น เช่น Melissa balm คาโมมายล์ และลาเวนเดอร์
สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ากระแสของกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสทางการตลาดที่สดใสในอนาคตเช่นเดียวกับในตลาดโลก เห็นได้จากเริ่มมีผู้ผลิตเครื่องดื่มในไทยบางราย นำคาโมมายล์มาใช้เป็นส่วนผสมโดยมีวัตถุประสงเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการผ่อนคลายในเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำชา น้ำเก๊กฮวย
นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์นำสมุนไพรไทยมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายได้อีกหลายชนิด เช่น ดอกและใบอ่อนของต้นขี้เหล็ก ตะไคร้ ขิง พริกไทย ชุมเห็ดไทย ดอกบัวหลวง พลู พวงชมพูดอกขาว เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยทีมงานนักวิจัยไทยพัฒนาสูตรเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายจากสมุนไพรไทย ให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งยังเป็นการเผยแพร่สรรพคุณของสมุนไพรไทยให้ตลาดโลกรับรู้ต่อไปในอนาคตด้วยครับ” รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าว
นายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลาย ในตลาดโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการสำรวจพบว่า ในปีที่ผ่านมาเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายสามารถขยายตลาดและกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นได้ถึง 150 ผลิตภัณฑ์ในปี 2552 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการขยายตัวจากปี 2551 ถึงร้อยละ 61.3
ในขณะที่เครื่องดื่มชูกำลัง มีแนวโน้มของตลาดซบเซาลง โดยในปี 2552 มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังชนิดใหม่เพียง 682 ผลิตภัณฑ์ ลดลงจากปี 2551 ถึงร้อยละ 18.8 ประเทศผู้นำในการผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังของโลก มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ในปี 2552 เพียง 137 ผลิตภัณฑ์เท่านั้น ซึ่งหดตัวลดลงจากปี 2551 ถึง ร้อยละ 64.2
“จากกระแสของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์สถาบัน Zenith International มองว่าแนวโน้มการพัฒนาสูตรของเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายในอนาคต คือลดการใช้สารเคมีที่ทำให้ผ่อนคลาย (Relaxant) และเน้นการใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดการผ่อนคลายมาเป็นส่วนประกอบทดแทนมากขึ้น เช่น Melissa balm คาโมมายล์ และลาเวนเดอร์
สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ากระแสของกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสทางการตลาดที่สดใสในอนาคตเช่นเดียวกับในตลาดโลก เห็นได้จากเริ่มมีผู้ผลิตเครื่องดื่มในไทยบางราย นำคาโมมายล์มาใช้เป็นส่วนผสมโดยมีวัตถุประสงเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการผ่อนคลายในเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำชา น้ำเก๊กฮวย
นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์นำสมุนไพรไทยมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายได้อีกหลายชนิด เช่น ดอกและใบอ่อนของต้นขี้เหล็ก ตะไคร้ ขิง พริกไทย ชุมเห็ดไทย ดอกบัวหลวง พลู พวงชมพูดอกขาว เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยทีมงานนักวิจัยไทยพัฒนาสูตรเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลายจากสมุนไพรไทย ให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งยังเป็นการเผยแพร่สรรพคุณของสมุนไพรไทยให้ตลาดโลกรับรู้ต่อไปในอนาคตด้วยครับ” รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าว