xs
xsm
sm
md
lg

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังนวนิยายผีชีวะ Frankenstein

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

ภาพโปรโมทภาพยนตร์ Frankenstein สวมบทโดย Boris Karloff นักแสดงภาพยนตร์เขย่าขวัญ
ถึงเวลาพลบค่ำของวันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1816 ที่ปราสาท Villa Diodati ของท่าน Lord Byron ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ Geneva ในสวิสเซอร์แลนด์ ภายในห้องรับแขกของปราสาทที่มีเตาผิง และเปลวไฟลุกโชนให้ความอบอุ่นไปทั่วห้อง แต่ภายนอกปราสาทมีพายุที่กำลังพัดรุนแรง และฟ้าส่งเสียงคำรามน่ากลัว เด็กสาววัย 18 ปีชื่อ Mary Wollstonecraft Godwin กับสามี Percey Bysshe Shelley ที่เพิ่งแต่งงานกัน กำลังนั่งสนทนากับ Lord Byron ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง กับชู้รักของท่าน Lord ชื่อ Claire Claremont และแพทย์ประจำตัวของ Byron ชื่อ John William Polidovi โดย Shelly ได้เอ่ยถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin และการทดลองของ Eramus Darwin ให้ทุกคนรู้ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับวิทยาการด้านการแพทย์ รวมถึงเรื่องศพ ให้ทุกคนฟังอย่างดื่มด่ำ ในขณะที่บรรยากาศนอกบ้านกำลังน่าสะพรึงกลัว

เมื่อการสนทนาสิ้นสุด ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน และปรารภว่า ในวันรุ่งขึ้นเหตุการณ์ที่เกิดในค่ำวันนี้จะเป็นแรงดลใจให้ทุกคนเขียนนวนิยายเรื่องผี

ในเช้าวันต่อมา มีแต่ Mary Shelley คนเดียวเท่านั้นที่ได้รับแรงบันดาลใจมากพอจะจรดปากกาเขียนนวนิยายได้ เพราะในคืนวันนั้น เธอฝันเห็นศพที่เดินได้ มีร่างกายสูงใหญ่ ตาสีเหลือง และเวลาเดินแขนจะแกว่งไปมา ความน่าเกลียดของใบหน้าที่มีลักษณะเหมือนปีศาจทำให้เธอนอนไม่หลับ จึงบอกสามีและเพื่อนทุกคนว่า เธอได้เค้าเรื่องของนวนิยายที่จะเขียนใหม่แล้ว และนี่ก็คือต้นกำเนิดของอมตะนวนิยายชื่อ Frankenstein ซึ่งเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์เชิงจินตนาการเรื่องแรกของโลกที่ได้โจมตีวิทยาศาสตร์ยุคใหม่อย่างรุนแรง

ผลงานการประพันธ์ชิ้นนี้เกิดจากสมองที่สร้างสรรค์ของ Mary ซึ่งเข้าใจวิทยาศาสตร์ดี อีกทั้งมีพรสวรรค์ด้านการประพันธ์ อันเป็นมรดกที่เธอได้จากแม่ชื่อ Mary Wollstonecraft ผู้เป็นนักเขียนที่เสียชีวิตหลังจากที่ Mary ลืมตาดูโลกได้ 10 วัน ส่วนบิดา William Godwin เป็นนักปรัชญาและนักประพันธ์นวนิยาย ผู้มีเพื่อนเป็นนักเคมีและไฟฟ้าชื่อ Humphrey Davy และ William Nicholson ด้านสามี Shelley ที่เป็นกวีก็มีความรู้วิทยาศาสตร์บ้างจากการเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย Oxford แต่ถูกไล่ออกเพราะประกาศตนไม่นับถือพระเจ้า บุคคลเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อจินตนาการของ Mary ในการประพันธ์เรื่อง Frankenstein ไม่มากก็น้อย

ในความเป็นจริง วงการวรรณกรรมโลกเคยมีนวนิยายที่เขียนเกี่ยวกับศพคืนชีพมาก่อน ตั้งแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 คือในปี 1580 Jehuda Ben Bezale ผู้เป็นนักบวชที่ Prague ได้เขียนเรื่องหุ่นที่มีชีวิต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากโคลนแม่น้ำ และ Paracelsus เขียนนวนิยายเกี่ยวกับการชุบชีวิตคนตาย โดยการกรอกปากศพด้วยสารเคมี ส่วน Albertus Magnus ซึ่งเป็นนักมายากลชาวเดนมาร์กก็ได้เขียนนวนิยายเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่สามารถสนทนาได้

ทว่าผลงานของนักเขียนเหล่านี้มีความแตกต่างจากของ Mary Shelley เพราะเธอใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งพบใหม่ในการทำให้ศพมีชีวิต นั่นคือการใช้กระแสไฟฟ้าจากไดนาโมที่ Michael Faraday เพิ่งพบก่อนนั้นไม่นาน

หลังจากที่ได้พยายามเขียนนวนิยายเรื่องนี้เป็นเวลานาน 2 ปี เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1818 นวนิยายของเธอก็ได้รับการตีพิมพ์ และผู้อ่านให้การต้อนรับที่ดีมาก เพราะทุกคนรู้สึกผวากลัวศพที่มีชีวิต และพากันกลัวนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องชื่อ Victor Frankenstein ซึ่งเป็นผู้ชุบชีวิตอสุรกายตัวร้าย และได้พยายามแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานด้านทำลายล้างที่ตนคิดขึ้นมา

หลังการอ่านผู้อ่านทุกคนต้องการจะรู้จักนักประพันธ์ของเรื่องนี้ หลายคนคิดว่า กวี Percey Shelley คือ ผู้เขียน เพราะเขาเป็นคนที่เขียนคำนิยมในหนังสือ แต่ไม่ใช่ เพราะผู้เขียนชื่อ Mary Shelley

Mary Godwin (ชื่อเดิมของ Mary Shelley) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ.1797 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และกำพร้ามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บิดาจึงต้องทำหน้าที่ดูแล Mary แต่เพียงผู้เดียว ครอบครัวนี้มีหัวก้าวหน้า เช่น เห็นด้วยและสนับสนุนสตรีให้มีบทบาทในสังคม และให้แสดงความคิดเห็น เมื่ออายุ 17 ปี Mary ได้ตกหลุมรักกับ Percey Shelley ผู้มีภรรยาแล้ว จึงไม่สามารถแต่งงานกับเขาได้จนกระทั่งภรรยาของ Shelley เสียชีวิต หลังการแต่งงานทั้งสองได้เดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ และได้ไปพำนักที่ปราสาทของ Lord Byron

เมื่ออายุ 25 ปี Mary ตกพุ่มพ่าย เพราะสามีจมน้ำเสียชีวิตที่อิตาลี เธอจึงใช้ชีวิตเป็นนักประพันธ์ และเลี้ยงดูบุตรเป็นซิงเกิ้ลมัม แต่เมื่อถึงช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต เธอป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมอง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1851 สิริอายุ 53 ปี

ในนวนิยายเรื่อง Frankenstein ที่เธอเขียนนั้น มีตัวเอกชื่อ Victor Frankenstein ซึ่งเป็นหนุ่มวัย 17 ปีแห่งมหาวิทยาลัย Ingolstadt ใน Bavaria ผู้ต้องการใช้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาความลี้ลับของธรรมชาติ และคิดจะใช้กระแสไฟฟ้าสร้างชีวิตจากสิ่งไม่มีชีวิต ดังที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนในยุคนั้นคิดว่า ไฟฟ้าของ Faraday สามารถทำให้ศพของนักโทษคืนชีวิตได้ จึงทดลองปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านหลายศพ กลับไม่ปรากฏผลสำเร็จใดๆ
ภาพเหมือน Mary Shelley โดย Richard Rothwell
แต่ Mary ใช้วิธีใหม่คือให้ฟ้าผ่าศพ แล้วจากนั้นอสุรกายที่ Victor Frankenstein สร้างก็ได้ออกอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยม เหยื่อในที่นี้รวมถึงน้องชายของ Victor ด้วย ครั้นเมื่อ Victor ถูกกล่าวหาว่า ฆ่าน้อง เขาจึงต้องหลบหนีตำรวจไปซ่อนตัวอยู่ที่เมือง Chamonix ซึ่งอยู่ที่พรมแดนฝรั่งเศส-สวิสเซอร์แลนด์ และตัดสินใจกำจัดอสรุกาย แต่ตนเองก็ถูกอสุรกายบีบคอจนตาย และอสุรกายก็ได้ตายตามไปด้วยในกองเพลิง จุดมุ่งหมายหลักของนวนิยายเรื่องนี้สามารถสรุปเป็นคำสอนได้ว่า คนทุกคนต้องรับผิดชอบในผลที่ตนกระทำ

คำถามที่คนรุ่นหลังสนใจใคร่จะรู้คำตอบคือ Mary Shelley เขียนนวนิยายบันลือโลกเรื่องนี้ โดยมีใครเป็นคนให้แนวคิด ใครช่วยเขียน และขณะเขียนหนังสือเล่มนี้ วิถีชีวิตของเธอเป็นเช่นไร

ในส่วนของคำถามประเด็นหลังสุดนั้น เราทุกวันนี้รู้ว่า ณ เวลาที่เขียน จิตใจของเธอสับสนมาก เพราะสามี Percey เป็นหนี้มากมายจนต้องหลบหนีเจ้าหนี้อย่างหัวซุกหัวซุน ด้าน Claire Claremont ซึ่งเป็นพี่สาวบุญธรรมของเธอ และเป็นชู้รักของ Lord Byron ก็กำลังถูก Byron สลัดรัก ส่วน Fanny ซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของเธอก็ได้ฆ่าตัวตาย และเธอเองกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ กับ Percey ด้วย การมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาเช่นนี้ ทำให้ Mary ต้องเผชิญโลกและประพันธ์นวนิยายคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ในทำนองเดียวกับ Victor Frankenstein แต่ในที่สุดผลงานของเธอก็ประสบความสำเร็จ เพราะได้ทำให้ผู้อ่านกลัววิทยาศาสตร์ ในประเด็นว่าถ้าวิทยาศาสตร์ฝ่าฝืนธรรมชาติได้ นักวิทยาศาสตร์ต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดตามมา

นอกจากเรื่อง Frankenstein ที่ปรากฏในรูปของหนังสือแล้ว ยังมีการนำเรื่องนี้ไปแสดงเป็นละครโอเปราด้วยภายใต้ชื่อ Presumption: The Fate of Frankenstein โดยได้เปิดการแสดงที่ London ในปี 1823 คนดูที่เป็นสตรีหลายคนกลัวจนเป็นลมหมดสติ ผู้สร้างละครจึงแนะผู้ดูไม่ให้นำภรรยา ลูกสาว หรือแม่ไปดู นอกจากนี้ก็มีการนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์และบัลเลต์ด้วย

Richard Holmes เป็นนักวรรณคดีวิเคราะห์ที่ได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของนวนิยายเรื่องนี้ และได้รายงานในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2016 ว่า Mary Shelley ได้ปรับแต่งนวนิยายของเธอหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งแรกในปี 1816-1817 หลังจากนั้นคือในปี 1818 สามีเธอได้ช่วยปรับสำนวนการเขียนบ้าง และฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 1831 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้าย Mary คือผู้เขียนคนเดียว เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการปรับปรุงแต่ละครั้ง แม้เนื้อหาหลักของเรื่องจะไม่เปลี่ยน แต่เนื้อหาประกอบได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และละเอียดขึ้น เช่น นายแพทย์ Polidori ซึ่งเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Edinburgh และทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การเดินละเมอ ชอบอ่านนวนิยายผีสยองขวัญ อีกทั้งศรัทธาผลการทดลองของนักฟิสิกส์ชาวอิตาเลียนชื่อ Giovanni Aldini (หลานของ Luigi Galvani ผู้มีชื่อเสียง) ก็คงได้เล่าเรื่องการทดลองของ Galvani ให้ Mary ฟังว่า ไฟฟ้าสร้างชีวิตได้

ในวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.1816 Mary Shelley ขณะนั้นกำลังพักอยู่ที่ Chanonix ได้ทอดสายตาดูยอดเขา Mont Blanc ที่สูงเสียดฟ้า และเธอได้ใช้ความตระหง่านของยอดเขาเป็นฉากหลังในการเผชิญหน้าระหว่าง Victor Frankenstein กับอสุรกายที่เขาสร้าง

Holmes คิดว่า Mary Shelley ยังได้อ่านเรื่องการสำรวจขั้วโลกที่ George Anson เขียนในหนังสือ Voyage Round the World และรู้ความแตกต่างระหว่างเคมีกับวิทยาการเล่นแร่แปรธาตุที่ Davy เขียนใน Elements of Chemical Philosophy รวมถึงได้อ่านนวนิยาย Paradise Lost ของ John Milton ที่เขียนเกี่ยวกับการเป็นบุคคลที่สังคมไม่ต้องการด้วย แล้วเธอก็ได้ใช้ข้อมูลกับองค์ความรู้เหล่านี้ในการเรียบเรียงเป็นนวนิยายรูปแบบใหม่ซึ่งปัจจุบันเราเรียกว่า จินตนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ (science fiction)

ในนวนิยายที่พิมพ์ครั้งแรก เธอเขียนว่า Victor Frankenstein รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบว่า วิทยาศาสตร์เป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้มนุษย์เข้าใจความลึกลับของธรรมชาติ และในการพิมพ์ครั้งต่อมา เธอได้เพิ่มรายละเอียดของการเผชิญหน้าระหว่างอสุรกายกับผู้สร้างที่ Mer de Glace ว่า อสุรกายได้ขอให้ Victor Frankenstein สร้างอสุรกายเพศหญิงเพื่อให้เป็นคู่ครองของตน

ในเบื้องต้น Victor Frankenstein คิดจะตอบสนองความต้องการของอสุรกาย แต่เมื่อนึกถึงบาปกรรมที่จะตามมา เขาจึงทำลายอสุรกายตัวเมียก่อนที่จะมีชีวิต ซึ่งได้ทำให้อสุรกายตัวผู้ผิดหวังมาก และผลักดันให้มันคิดแก้แค้น

นวนิยายเรื่องนี้จึงไม่เพียงแค่บรรยายเรื่องการสร้างชีวิต แต่ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม รวมถึงผลกระทบที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดตามมาด้วย ในทำนองเดียวกับพลังงานปรมาณู GMO และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

ข้อสังเกตหนึ่งเกี่ยวกับอสุรกายที่ Mary Shelley ใช้เป็นตัวเอกในเรื่อง Mary ได้เขียนให้มันมีความเป็นมนุษย์ โดยการแสดงออกด้วยคำพูด การร้องขอความยุติธรรม ความสงสาร ความเข้าใจ และตอกย้ำให้ Victor Frankenstein ตระหนักว่า มันคือ ความรับผิดชอบ 100% ของผู้สร้าง ความทุกข์ที่ได้ทำให้มันเป็นมารร้าย แต่ถ้าเขาทำให้มันมีความสุข มันก็จะกลับเป็นคนดีได้อีก

นี่คือ ประเด็นที่แสดงให้เห็นความเป็นอัจฉริยะทางการประพันธ์ของ Mary Shelley ที่ต้องการให้คนทุกคนมีมนุษยธรรม และนั่นหมายความถึงนักวิทยาศาสตร์ด้วย

อ่านเพิ่มเติมจาก Frankenstein, or The Modern Prometheus โดย Susan J.Wolfson จัดพิมพ์โดย Pearson Longman, New York ปี 2007






เกี่ยวกับผู้เขียน

สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์