xs
xsm
sm
md
lg

การใช้เทคโนโลยี DNA พิสูจน์บุคคลที่เสียชีวิตในภัยธรรมชาติและความขัดแย้ง

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

ภาพการลอบวางเพลิงที่เขาหลัก จ.พังงา กลางดึกก่อนเช้าวันที่ 12 ส.ค.2016 (ภาพจากโต๊ะข่าวภูมิภาค)
ที่หมู่บ้าน El Quiche ในประเทศ Guatemala มีสุสานของบุคคลนิรนามนับพันหลุม คนเหล่านี้เสียชีวิตเพราะเป็นเหยื่อของระบบเผด็จการทางทหารที่ประเทศได้มีมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี

เมื่อยุคทรราชสิ้นสุด ในปี 2000 มูลนิธิ Ford ของสหรัฐฯ ได้จัดส่ง Joyce Mertz Gilmore ซึ่งเป็นนักนิติวิทยาศาสตร์ไปที่หมู่บ้าน เพื่อขุดศพต่างๆ ในหลุมขึ้นมาพิสูจน์ให้รู้ชัดว่า เจ้าของศพคือใคร และคาดหวังว่า การพิสูจน์ DNA ของศพจะทำให้บรรดาญาติๆ ของผู้ตาย มีความรู้สึก “ดีขึ้น” เพราะรู้ว่าเขาตายจริง และช่วยให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่รู้ว่า ทหารกัวเตมาลาได้กระทำทารุณกรรมและละเมิดสิทธิมนุษย์ชนของพลเมืองในประเทศอย่างไร และมากเพียงใด

การเดินทางของ Gilmore ในครั้งนั้นเกิดขึ้น เพราะได้รับคำเชิญจากสมาคมพิทักษ์สิทธิมนุษยชนแห่ง Guatemala และจากท่านประธานาธิบดี J. Jerro Elias ให้เดินทางเข้าประเทศ หลังจากที่เหล่าบิ๊กๆ แห่งกองทัพที่กระทำรัฐประหารถูกปลด หรือถูกย้ายออกจากฐานอำนาจจนหมดสิ้นแล้ว Gilmore มี C.C. Snow เป็นบุคคลหนึ่งในคณะทำงานชุดนั้น เขาเป็นชาวอเมริกันวัย 62 ปี จากเมือง Norman รัฐ Oklahoma ผู้เคยทำงานด้านนี้มาแล้วในหลายประเทศ เช่น Argentina, Chile, Peru, Kenya, Israel, Bolivia, Brazil, El Salvador, Mexico และ Panama แม้จะมีประสบการณ์มากเพียงใด Snow ก็รู้สึกยังไม่มั่นใจในงานชิ้นนี้นัก เพราะในการทำงานที่ประเทศต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จำนวนศพของคนที่สาบสูญมีไม่มาก แต่คราวนี้ เขาต้องระบุชื่อของคนที่ตายไปกว่า 45,000 คน โดยใช้ศพจำนวนมากที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ เมื่องานที่ต้องทำมีขนาดค่อนข้างใหญ่ Snow จึงได้ฝึกนักนิติวิทยาศาสตร์ชาว Guatemala ให้ทำงานเป็น คือรู้เทคนิคการชันสูตร DNA ของศพเพื่อทำงานต่อไปได้ด้วยตนเองในอนาคต และได้ขอร้องให้หน่วยทำงานของ Snow อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้บรรดาแม่ทัพนายทหารจากกองทัพของ Guatemala เข้ามาบีบคั้นขณะทำงาน

Snow เริ่มทำงานโดยใช้ศพประมาณ 20 ศพเป็นตัวอย่าง โดยได้พิจารณาบาดแผล รวมถึงร่องรอยบอบช้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ จากนั้นเปรียบเทียบระหว่าง mitochondrial DNA ของบรรดาญาติๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่กับ mt DNA ของศพส่วนที่เป็นกระดูก เส้นผม ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่แน่ชัด ก็พอสามารถบอกได้ว่าศพใดเป็นของญาติคนใด

เพราะในเซลล์ของมนุษย์ นอกจากจะมี DNA ที่อยู่ในนิวเคลียสแล้ว ก็ยังมี DNA ที่เป็นวงขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยรหัสพันธุกรรม 16,569 คู่เบสอยู่ใน mitochondria ด้วย ดังนั้น mitochondria DNA (mt DNA) จึงสามารถนำมาใช้ในการพิสูจน์บุคคลได้ โดยเฉพาะในกรณีที่วัตถุตัวอย่างมีปริมาณน้อยนิด เช่น ผงกระดูก คราบเลือด เส้นผม หรือเศษชิ้นของศพที่เน่าสลาย เพราะตามปกติในนิวเคลียสมี DNA อยู่เพียง 2 ชุด ที่มักสลายไปหมดจนไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก แต่เซลล์ก็ยังมี mt DNA อยู่อีกมากมายนับพันชุด จึงสามารถนำมาใช้พิสูจน์บุคคลที่เสียชีวิตหรือสาบสูญไปนาน จนไม่สามารถหา mt DNA แม่มาพิสูจน์ได้ ดังนั้น การใช้ญาติทางฝ่ายแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่มาตรวจพิสูจน์ mt DNA ก็จะทำให้การเปรียบเทียบให้ผลได้แน่ชัด

Snow ได้เปิดหลักสูตรการสอนเรื่องเทคนิควิเคราะห์ mt DNA ให้แก่ผู้พิพากษา อัยการ สมาชิกของสมาคมสิทธิมนุษยชน ตัวแทนองค์กรอิสระ และตัวแทนจากภาครัฐให้รู้วิธีหาสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ตายด้วย หลังจากที่บุคคลเหล่านี้ผ่านการอบรม เขาก็จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือพยานผู้มีความรู้ในการให้ข้อมูลพื้นฐานที่จะใช้ตัดสินคดีในศาลได้ ตามปกติใน Guatemala แพทย์ที่ชันสูตรศพมักบอกเพียงว่า คนตายเพราะถูกวางยาหรือถูกทำร้ายร่างกาย แต่การวินิจฉัยว่าคนที่ถูกทุบตีจนตายด้วยอาวุธอะไร และอย่างไรนั้นเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษา ซึ่งตามปกติมีความรู้วิทยาศาสตร์ค่อนข้างน้อย

แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่า เวลามีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นเทคนิคนิติวิทยาศาสตร์จะสามารถทำให้สวัสดิการและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศโดยทั่วไปดีขึ้น ทว่าการใช้เทคนิค mt DNA ก็ยังไม่แพร่หลาย และไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในบรรดาประเทศยุโรปตะวันออก อเมริกากลาง แอฟริกา และเอเซีย

เมื่อครั้งที่เกิดวิบัติภัยสึนามิ ในปี 2004 รัฐบาลไทยได้พยายามจะระบุชื่อของทุกคนที่เสียชีวิตในสถานที่เกิดเหตุ เพราะพบว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป แต่ในอินโดนีเซียและศรีลังกา ความพยายามในทำนองเดียวกันนี้แทบไม่ปรากฏ ทั้งๆ ที่ผู้เสียชีวิตมีจำนวนมากกว่า หรือในกรณีการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ Haiti ในปี 2010 ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่ถูกจ้างมาสำรวจศพ เพื่อจะรู้ว่าใครเป็นใคร ก็ได้รับคำสั่งจากรัฐบาล Haiti ให้วิเคราะห์เฉพาะศพที่เป็นของชาวต่างชาติเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจระบุชื่อชาวเฮติที่เสียชีวิตเลย

ตามปกติในมุมมองของประเทศที่ยากจน การทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์มักถูกมองเป็นการสิ้นเปลือง และเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ดังนั้นหลายประเทศจึงไม่กระทำ แต่ความจริงมีว่า ถ้าทำ รัฐบาลจะรู้ชื่อคนตายและสาเหตุการตาย ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของการสร้างความปรองดองในชาติ เพราะคนที่ใช้ความรุนแรงด้วยการสังหารประชาชน มักจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ฆ่าใคร และพยายามเขียนประวัติศาสตร์ใหม่โดยบอกว่าคนนั้นหรือคนนี้ยังไม่ตาย เพียงแต่ได้หลบหนีไป ดังนั้นการใช้ mt DNA วิเคราะห์ศพของคนตายจะทำให้ทุกคนรู้ความจริง
ภาพคความเสียหายจากสึนามิเมื่อปี 2004
ในปี 1995 ที่เมือง Srebrenica ใน Bosnia และ Herzegovina มีคนหนุ่มสาวและเด็กมุสลิมจำนวนกว่า 8,000 คนที่ถูกสังหารหมู่ โดยพวก Serb ซึ่งได้พยายามปกปิด ซ่อน หลักฐานการฆาตกรรมครั้งนั้น เช่น ได้ฉกกระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน แหวน และนาฬิกาของผู้ตายไป ก่อนนำศพทั้งหมดไปฝังรวม ครั้นเมื่อองค์การสากลในการค้นหาบุคคลสูญหาย (International Commission on Missing Persons ICMP) เข้ามาสอบสวนเรื่องนี้ ทางการก็ได้ขุดศพขึ้นมา แล้วใช้เทคนิค mt DNA ระบุชื่อคนที่ตายสูญหายไป หลังจากที่เสร็จสิ้นการวิเคราะห์ ศพก็ถูกนำไปฝังที่สุสานอีกแห่งหนึ่ง

ความจริงการเข้ามาของ ICMP ในครั้งนั้นได้รับการขอร้องจากบรรดาญาติของผู้สาบสูญ ทาง ICMP มิได้ถูกกดดันจากพรรคการเมืองหรือจากฝ่ายรัฐบาล เพราะทุกคนตระหนักดีว่าการรู้ความจริงเกี่ยวกับคนที่สาบสูญจะช่วยให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่บางคนได้รับสวัสดิการจากสังคม และจากรัฐบาลตามสมควร ดังกรณีที่เกิดในเนปาล หลังจากที่มีความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกบฏเป็นเวลานาน 10 ปี เมื่อพ่อแม่ที่ชรามีลูกชายที่ได้หายสาบสูญไป จึงไม่สามารถจะขอเงินชดเชย หรือขายทรัพย์สมบัติที่เป็นของลูกชายได้ จนกว่าจะรู้ชัดว่าลูกตายจริง ส่วนที่ Bosnia กับ Herzegovina ภรรยาที่สามีสูญหายไป ก็ไม่สามารถขอรับเงินบำนาญของสามีได้ เพราะเธอไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า สามีของเธอตายจริง ในขณะเดียวกันก็มีเสียงร่ำลือว่าเขายังมีชีวิตอยู่ หรือกำลังถูกขังอยู่ในคุกลึกลับ การอ้างลอยๆ ไม่ได้ช่วยให้ภรรยาได้รับค่าชดเชย ตราบใดที่เธอยังไม่มีหลักฐานว่าเขาตายจริง เธอจะไม่มีโอกาสแต่งงานใหม่ และจะเป็นบุคคลต้องห้ามที่ถูกสังคมกีดกัน อาจรวมถึงถูกรังเกียจไปจนตลอดชีวิต แต่สตรีเนปาลที่สามีหายสาบสูญอาจอยู่ในสภาพดีกว่าที่ประเทศอื่นๆ เพราะครอบครัวของสามีมักช่วยเหลืออุ้มชูเธอต่อไป

เมื่อความจำเป็นต้องรู้ชื่อของคนที่หายไปมีมากเช่นนี้ กระบวนการทำงานของ ICMP จึงต้องมีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน เพราะหลายประเทศมีข้อจำกัดด้านเงินงบประมาณ ที่ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องใช้ในการวิเคราะห์ ดังนั้น ICMP จึงต้องขอเงินบริจาคจากชาติอื่นมาใช้ในการดำเนินการ และในบางครั้งขั้นตอนการทำงานค่อนข้างซับซ้อน เพราะต้องใช้บุคคลหลายกลุ่มมาทำงานร่วมกันอย่างประสานกัน ความขลุกขลักใดๆ ในการทำงานจะทำให้กระบวนการชันสูตรศพล่าช้า เพราะศพจะถูกทำลายไปมาก จนห้องปฏิบัติการในพื้นที่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามที่ระบุได้ จึงต้องส่งศพไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการอื่น ซึ่งทำให้การวิเคราะห์ล่าช้าออกไปอีกจนอาจทำให้ญาติของผู้สูญหายกล่าวหาว่า ฝ่ายรัฐบาลกำลังกลบเกลื่อนหลักฐาน ICMP จึงต้องปรับความเข้าใจในข้อจำกัดนี้ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนเห็นใจและเข้าใจ
ภาพสึนามิถล่มภูเก็ตเมื่อปี 2004
ข้อพึงระวังอีกข้อหนึ่ง คือ ทุกคนที่ทำงานเรื่องนี้จะต้องได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ให้ถูกใครฟ้องร้องว่า พยายามบิดเบือนหลักฐานอย่างจงใจ นั่นคือ คณะทำงานจะต้องไม่ถูกกดดันทั้งจากพรรคการเมือง จากฝ่ายรัฐบาลและจากใคร ยิ่งไปกว่านั้น ICMP จะต้องไม่นำข้อมูลใดๆ ที่ได้ไปใช้นอกเหนือจากการต้องการรู้ชื่อของคนสูญหายไปเท่านั้น และเมื่อเทคนิคการใช้ mt DNA ระบุตัวบุคคลจำเป็นต้องใช้ mt DNA ของญาติหลายคน เพื่อให้การตรวจสอบทุกขั้นตอนมีความรัดกุม ข้อมูลที่ได้จึงอาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับญาติ (เช่น เป็นโรคบางโรค) ดังนั้นข้อมูลส่วนตัวนี้จะต้องไม่ถูกนำไปเปิดเผยในที่สาธารณะ หรือในกรณีที่ข้อมูล mt DNA ระบุว่า ในความเป็นจริง บางคนไม่ได้เป็นญาติกันเลย การเปิดเผยเรื่องทำนองนี้จะเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่ผู้วิเคราะห์ศพจะต้องไม่ทำ

ณ วันนี้ เทคนิค mt DNA กำลังรุดหน้าและทำงานได้รวดเร็วขึ้นมาก ข้อมูล mt DNA ทุกข้อมูลต้องได้รับการปกปิด และปกป้องโดยรัฐฯ ซึ่งจะออกกฎหมายห้ามไม่ให้ใครนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แม้ศาลยุติธรรมจะต้องการข้อมูลลักษณะนี้ ศาลก็ต้องขออนุญาตจากเจ้าของเช่นกัน

โดยสรุป ถ้าเทคโนโลยี mt DNA ถูกนำไปใช้ สมาชิกในสังคมจะมีความไว้วางใจกันมากขึ้น ในส่วนของผู้ใช้เทคนิคนี้ก็ต้องทำงานอย่างมีคุณภาพด้วย โดยต้องตรวจสอบอย่างรัดกุม และไม่เปิดเผยชื่อเจ้าของ mt DNA (ถ้าไม่ได้รับอนุญาต) เทคนิคนี้จึงจะทำให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

อ่านเพิ่มเติมจาก To Know Where He Lies: DNA Technology and the Search for Srebrenica’s Missing โดย S. Wagner จัดพิมพ์โดย Univ. of California Press, Berkeley ปี 2008






เกี่ยวกับผู้เขียน

สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์