เนคเทคจับมือญี่ปุ่น ร่วมพัฒนามาตรฐานภาษาไทยให้ QR Code มีขนาดเล็กลง จากเดิมอ้างอิงมาตรฐานสากล Unicode ต้องใช้พื้นที่สำหรับอักษรไทยถึง 24 บิต จึงมุ่งร่างมาตรฐานใหม่ให้ใช้พื้นที่เพียง 13 บิต เช่นเดียวกับญี่ปุ่นต้นตำรับเทคโนโลยี
แม้ว่าบาร์โค้ด (Bar Code) หรือรหัสแท่ง ที่พบเห็นได้บ่อยตามสลากสินค้าทั่วไปนั้น ช่วยให้พนักงานร้านสะดวกซื้อคิดราคาสินค้าได้สะดวก แต่รหัสแท่งขีดๆ ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นขนาดที่ใหญ่ แต่เก็บข้อมูลอักษรได้ไม่กี่ตัว และไม่สามารถอ่านได้หากฉีกขาด ดังนั้นจึงมีรหัสแบบใหม่ที่เข้ามาแทนรหัสชนิดนี้
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึง รหัสแท่งสองมิติ "คิวอาร์โคด" (QR Code : Quick Response Code) ซึ่งใช้รูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ เรียงกันเป็นรหัสแทนเส้นตรงว่า ในขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตร สามารถใช้แทนบาร์โค้ดที่มีขนาดใหญ่ได้หลายเท่า อีกทั้งรหัสนี้ยังทำงานได้แม้เสียหาย ฉีกขาดหรือลบเลือนสูงสุด 30% โดยใช้เทคโนโลยีแก้ไขข้อผิดพลาดคล้ายๆ กับซีดีรอม
ด้วยความจุของ QR Code ที่สามารถบันทึกบันทึกข้อมูลได้มากถึง 4,000 ตัวอักษร จึงมีความหลากหลายในการประยุกต์ใช้งานได้มากกว่าบาร์โค้ด โดย นายอากิระ ชิบาตะ (Akira Shibata) จากสมาคมระบบจำแนกอัตโนมัติญี่ปุ่น (Japan Automatic Identification Systems Association) ได้ยกตัวอย่างการประยุกต์ เ่ช่น การเช็คอินเข้าโดยสารของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ โดยนำรหัส QR Code บนมือถือ ที่ได้รับหลังชำระเงิน ไปอ่านที่เครื่องเช็คอิน และออกตั๋วอัตโนมัติที่สนามบิน เอกสารตรวจคนเข้าเมือง ติดบนนามบัตร ตั๋วหรือคูปองสำหรับลดราคาสินค้า เป็นต้น
นอกจากนี้ QR Code ยังช่วยลดการตัดต้นไม้เมื่อใช้ร่วมกับกระดาษชนิดเขียนซ้ำ เนื่องจากเราต้องใช้กระดาษจำนวนมากทำฉลากสินค้า แต่กระดาษชนิดเขียนซ้ำสามารถใช้เวียนได้มากกว่า 3,000 ครั้ง โดยใช้ความร้อนพิมพ์ข้อความและรหัสแท่ง 2 มิติตามความต้องการ แล้วสามารถลบได้ด้วยความร้อน
ส่วนการประยุกต์ใช้ในไทย เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น โดย ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เนคเทค และหัวหน้าโครงการพัฒนามาตรฐานการใช้รหัสภาษาไทยสำหรับ QR Code ยกตัวอย่าง เช่น นิตยสารไทยใช้รหัสนี้บันทึกข้อมูลที่อยู่และการเดินทางไปร้านค้าต่างๆ การบริการเครือข่ายสังคม (social network) ที่ใช่ระบุสถานที่ซึ่งเราไปใช้บริการหรือกำลังใช้บริการ และชาสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งได้ใช้รหัสแท่งนี้ส่งเสริมการขาย โดยใช้แทนรหัสเพื่อเล่นเกมออนไลน์ เป็นต้น
ด้าน ASTV-ผู้จัดการ ยังนำรหัส QR Code ไปใช้กับหนังสือพิมพ์รายวัน ในคอลัมน์ Click Clip หน้า 34 เพื่อให้คนอ่านรับชมวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับข่าวได้ โดยใช้โทรศัพท์มือถือสแกนรหัสสองมิติ โดยโปรแกรมในการอ่านรหัสสามารถดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เน็ตโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่าบาร์โค้ด ทำให้มีผู้ใช้ QR Code กันอย่างแพร่หลาย และมีการทำมาตรฐานสำหรับรหัสแท่งชนิดนี้ขึ้น โดยมาตรฐาน ISO/IEC 18004 ซึ่งเป็นมาตรฐานของญี่ปุ่นผู้พัฒนารหัสแท่งชนิดนี้ขึ้นได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนประเทศไทยกำลังพัฒนามาตรฐานรหัสแท่งสองมิตินี้สำหรับภาษาไทยขึ้นมา
ทั้งนี้เนคเทค ได้ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านงานคอมพิวเตอร์ (Center of International Coorperation for Computerization: CICC) พัฒนามาตรฐานภาษาไทยสำหรับรหัส QR Code โดยได้รับการสนับสนุนด้านเครื่องมือในการอ่านรหัสและพรินท์เตอร์สำหรับพิมพ์รหัส จากบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจด้านเครื่องอ่านและเครื่องพิมพ์รหัสแท่งสองมิตินี้
เหตุผลที่ไทยต้องพัฒนามาตรฐานภาษาไทยเองนั้น ดร.ชัยชนะกล่าวว่า เนื่องจากเมื่อใ้ช้มาตรฐาน Unicode (UTF8) ต้องใช้พื้นที่เก็บอักษรไทยมากกว่าอักษรละตินถึง 3 เท่า โดยอักษรไทย 1 ตัวใช้พื้นที่เก็บถึง 24 บิต เนื่องจากต้องรวมภาษาอื่นเข้าไปด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันที่สามารถอ่านได้ทุกภาษา
ขณะที่มาตรฐาน ISO/IEC 18004 ของญี่ปุ่นสนับสนุนให้เข้ารหัสอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่น 1 ตัวด้วยพื้นที่เพียง 13 บิต ซึ่งไทยกำลังพัฒนามาตรฐาน ให้สามารถเก็บอักษรไทยโดยใช้พื้นที่ได้น้อยลงเหลือ 13 บิตต่ออักษร 1 ตัวเช่นกัน
"แม้ว่าการเข้ารหัสตามมาตรฐานยูนิโค้ด (Unicode) จะทำให้ทั่วโลกสามารถอ่านรหัสเดียวกันได้ แต่ต้องใช้พื้นที่มากในการเก็บข้อมูล ดังนั้นรหัส QR Code ภาษาไทยที่มีใช้อยู่จึงมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งทำให้ประยุกต์ใช้งานได้จำกัด อย่างไรก็ดี เครื่องอ่านรหัสที่มีอยู่ยังอ่านมาตรฐานภาษาไทยใหม่ที่เรากำลังพัฒนาไม่ได้ ต้องเพิ่มซอฟต์แวร์ตัวใหม่เข้าไป ซึ่งมีเอกชนญี่ปุ่นผู้พัฒนาเครื่องอ่านรหัสมาร่วมพัฒนากับเราด้วย" ดร.ชัยชนะกล่าว
ดร.ชัยชนะได้อธิบายกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV- ออนไลน์ว่า ปัจจุบันมีมาตรฐาน มอก.(มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) สำหรับภาษาไทย ซึ่งอักษรไทย 1 ตัวแทนด้วยเลขฐานสอง 8 ตัว ดังนั้น 1 คำซึ่งมีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดรวม 3 ตัวต้องใช้เลขฐานสองถึง 24 ตัว แต่ทีมวิจัยได้พัฒนาวิธีใหม่ซึ่งคล้ายกับมาตรฐานของญี่ปุ่น นั่นคือ กำหนดรหัสเลขฐานสอง 13 บิตขึ้นใหม่ให้แก่คำในภาษาไทย
สำหรับมาตรฐานที่พัฒนาใหม่นั้นเลขฐานสอง 13 บิตแทนได้ทั้งตัวอักษร 1 ตัวหรือคำ 1 คำ เช่น เลขฐานสอง 13 บิตบางตัวแทนอักษร ก, บางตัวแทนคำว่าที่ใช้บ่อย เช่น ที่ และ งาน เป็นต้น อีกทั้งมาตรฐานที่กำลังพัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถกำหนดคำยาวๆ ให้แทนด้วยเลขฐานสอง 13 บิตได้ เช่น คำว่า "พระมหากษัตริย์" เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในตารางคำของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น และยังไม่มีใช้งานทั่วไป
ทั้งนี้เป็นการเปิดเผยภายในงานสัมมนาเทคโนโลยีแท่งสองมิติกับมาตรฐานภาษาไทย เมื่อวันที่ 5 มี.ค.53 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีตัวแทนจากภาคเอกชนไทยและญี่ปุ่นเข้าร่วม




