xs
xsm
sm
md
lg

นักวิจัยสกลนครเลี้ยงจิ้งหรีดปลอดสารพิษ หวังผลิตไส้อั่ว-น้ำพริกจิ้งหรีด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อาจารย์สกลนครนำวิทยาศาสตร์การอาหารและการเกษตรยกระดับคุณภาพชีวิตคนอีสาน ด้วยโครงการพัฒนาจิ้งหรีดเป็นอาหารอย่างครบวงจร ก้าวแรกของโครงการต้องทำให้ผู้บริโภคจิ้งหรีดมั่นใจว่าจะไม่มีสารพิษตกค้าง และจะเดินหน้าด้วยการแปรรูปจิ้งหรีดเป็นอาหารที่หลากหลาย เช่น ไส้อั่ว และน้ำพริกจิ้งหรีด หวังสร้างตลาดให้กว้างขึ้น

หลายท่านคงไม่ทราบว่า “จิ้งหรีด” เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับอาหารที่ให้โปรตีนอย่างไข่ไก่หรือนมถั่วเหลือง และชาวอีสานได้บริโภคแมลงชนิดนี้มานานแล้ว จนกระทั่งมีการผลิตและแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ทางสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล จึงได้ทำโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากจิ้งหรีดในรูปแบบที่ครบวงจรขึ้นมาหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือโครงการเพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

ที่ผ่านมาผู้บริโภคได้เกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของอาหารจากแมลงชนิดนี้ว่า อาจจะมีสารตกค้างเนื่องจากอาหารที่เกษตรกรให้กับจิ้งหรีด เช่น หญ้าอาจมียาฆ่าแมลงปนเปื้อนหรืออาหารสัตว์ซึ่งทำให้จิ้งหรีดโตเร็วแต่อาจมียาปฏิชีวนะตกค้าง วิธีแก้ปัญหาของเกษตรกรคือจะงดอาหารเหล่านี้หลังจากที่จิ้งหรีดโตพอแล้ว ก่อนนำไปจำหน่ายหรือแปรรูป โดยคาดว่าเศษอาหารและสารตกค้างออกจากทางเดินอาหารของจิ้งหรีดไปบ้าง


ทางสถาบันจึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาต่อเพื่อหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการงดอาหารที่คาดว่าจะมีสารตกค้างโดยมี นางสาวอโนทัย วิงสระน้อยและนางสาวพรประภา วงศ์ฝั้น คณะวิจัยของสถาบันเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ “การผลิตจิ้งหรีดสำหรับเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร” เพื่อหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการขจัดเศษอาหารจากระบบทางเดินอาหารและสารตกค้างในจิ้งหรีดก่อนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นโครงการย่อยของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากจิ้งหรีดครบวงจร

“ขั้นตอนคือนำลูกจิ้งหรีดที่เราเพาะเองมาเลี้ยงไว้ในกล่อง ช่วงเดือนแรกให้หญ้าสดและอาหารไก่เล็ก (อาหารสำหรับลูกไก่) ก่อนจะเปลี่ยนมาให้อาหารไก่เล็กคลุกสีผสมอาการเพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตลำไส้ของจิ้งหรีด พอครบ 2 เดือนเราก็ “ปิดการขุน” คืองดให้อาหารไก่และให้เฉพาะหญ้าสด หลังจากนั้นชั่งน้ำหนักจิ้งหรีดในช่วงเวลา 0-72 ชม.หลังงดอาหารไก่ และผ่าท้องดูปริมาณอาหารตกค้างในแต่ละช่วง”นางสาวอโนทัยเล่าขั้นตอนการทดลอง

“หลังจากงดให้อาหารแล้วผ่าดูความยาวของลำไส้จากนั้นก็นำลำไส้ของจิ้งหรีดในช่วงเวลาต่างๆ หลังงดอาหารมาเปรียบเทียบกัน ผลคือเราพบว่าการงดให้อาหารไก่ 24 ชม. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเหลืออาหารตกค้างน้อยและน้ำหนักตัวไม่ลด คือถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้เศษอาหารในลำไส้เหลืออยู่น้อยก็จริง แต่น้ำหนักตัวจิ้งหรีดจะลดลงฮวบฮาบ เกษตรกรก็ขายไม่ได้ราคา” นางสาวอโนทัยเล่าต่อ

นางสาวอโนทัยได้ย้ำว่าโครงการข้างต้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เนื่องจากอยู่ในขั้นต้นของการวิจัยเท่านั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบหรือสรุปได้ชัดเจน และต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปอีก และการทดลองดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอย่างคร่าวๆ ซึ่งยังต้องวิเคราะห์สารตกค้างกันด้วยวิธีที่น่าเชื่อถือกว่านี้ เบื้องต้นได้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ทางด้านนางสาวพรประภา นักวิจัยอีกท่านกล่าวว่านอกจากวิธี “ปิดการขุน” ที่ใช้อยู่นี้ ทางกลุ่มวิจัยก็กำลังหาวิธีเลี้ยงใหม่ๆ ที่เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น เช่น อาจจะผลิตอาหารไก่เองเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดสารพิษ หรืออาจจะใช้สมุนไพรเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อให้สมุนไพรที่ตกค้างในทางเดินอาหารนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และคุณพรประภายังรับผิดชอบในโครงการแปรรูปจิ้งหรีดเป็นอาหารเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นทดลอง แปรรูปเป็นไส้อั่ว น้ำพริก ไส้กรอก หรือจิ้งหรีดอัดกระป๋อง ในการทำน้ำพริกก็นำจิ้งหรีดไปทำเป็นผงแห้งๆ โดยบดและอบให้มีความชื้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ น้ำพริกที่ได้ก็เหมือนน้ำพริกแมงดาแต่ไม่มีกลิ่นฉุน จิ้งหรีดพวกนี้ก็จะทดแทนอาหารจำพวกโปรตีนได้” นางสาวพรประภากล่าว

นอกจากนี้นายณรงค์ ผลวงษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของสถาบัน และเป็นผู้ดูแลโครงการพัฒนาอาหารจากจิ้งหรีดทั้งหมดได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่าคนอีสานรับประทานจิ้งหรีดกันมานานแล้ว ทางสถาบันจึงเห็นควรที่จะส่งเสริมให้จิ้งหรีดเป็นอาหารทางเลือก และผลักดันเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารโดยอาศัยความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“กระบวนการวิทยาศาสตร์ที่ใช้ส่งเสริมภูมิปัญญาที่มีอยู่นี้คือ ศึกษาการเพาะเลี้ยง ดูวงจรชีวิตของจิ้งหรีดว่าทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมาก มีห้องปฏิบัติการตรวจสารอาหาร ดูว่าประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนอาหารที่เลี้ยงเปลี่ยนเป็นสารอาหารในตัวเท่าไหร่ เราเรียกว่า “อัตราการแลกเนื้อ” (feed conversion factor) เป็นเรื่องน่าแปลกว่าจิ้งหรีดมีอัตราดังกล่าวเป็น 0.95 คือให้อาหาร 0.95 กก.แต่เปลี่ยนเป็นน้ำหนักตัว 1 กก.เราก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม” นายณรงค์กล่าว

ส่วนงบประมาณนั้นคุณณรงค์เปิดเผยว่าได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) โดยทุนส่วนแรกนำไปใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพจิ้งหรีดซึ่งกำลังดำเนินการอยู่และในส่วนที่ 2 จะนำไปขยายผลการวิจัยนี้แก่เกษตรกรและคนทั่วไป และทิ้งท้ายว่าโครงการทั้งหมดยังอยู่ในขั้นต้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...