xs
xsm
sm
md
lg

แจงดรามา รพ.นพรัตนฯ ผู้ป่วยล้น หลังยกเลิกบัตนทอง รพ.เอกชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รพ.นพรัตนฯ แจงหลังยกเลิกสัญญา รพ.เอกชนบัตรทอง มีผู้ป่วยเข้ารักษามากขึ้น รับบุคลากรจำกัด ทำภาระงานหนัก มีผู้ป่วยตกค้าง 50-70 คน พยายามบริหารจัดการแก้ปัญหา สปสช.เร่งหา รพ.รับส่งต่อให้เร็วที่สุด ช่วยลดภาระ

จากกรณี สปสช.ยกเลิกสัญญาบัตรทอง รพ.เอกชน 9 แห่ง ทำให้มีผู้ป่วยสิทธิว่างจำนวนมาก เข้ารับบริการ รพ.เครือข่ายบัตรทองทุกแห่ง ต่อมาเพจ Nurses Connect ออกมาโพสต์วิกฤต รพ.รัฐย่านรามอินทรา ประสบปัญหาผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวนมาก จากกรณีดังกล่าว ขอให้ผู้มีอำนาจตรวจสอบและแก้ไขเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นพ.เกรียงไกร นามไธสง ผอ.รพ.นพรัตนราชธานี กล่าวว่า เป็นเรื่องจริงที่คนไข้มาใช้บริการจำนวนมากกว่าปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นมา เพราะปกติ รพ.นพรัตนฯ รับสิทธิบัตรทอง 2 แสนราย และตัวเลขกลมที่ต้องรับคนไข้บัตรทองเพิ่มขึ้นจากปกติที้ถูกยกเลิก รพ.เอกชนอีก 140,000 ราย จึงต้องรับคนไข้ที่เทมาหาเรา เพราะเราเป็นรพ.รัฐบาล คนไข้มาเราจะปฏิเสธไม่ได้ เรารับได้เท่าไรก็ต้องรับ เพียงแต่จะมีปัญหาทางบุคลากรสาธารณสุข

"รพ.พยายามรองรับอย่างดีที่สุด แต่ยอมรับว่า บุคลากรมีจำกัด เตียงต่างๆ จึงทำให้มีความแออัด เกิดการรอคิว โดยเฉพาะผู้ป่วยในที่ต้องนอน รพ. ซึ่งได้พยายามปรับเกลี่ยมาโดยตลอด จริงๆ เราแก้ไขตลอด เสริมเตียงในวอร์ดคนไข้ที่เสริมได้ บริหารจัดการคนไข้ได้รับการบริการอย่างรวดเร็ว หากกลับบ้านได้ให้กลับ ปรับเกลี่ยงาน ดึงคนจากวอร์ดที่งานอาจไม่หนักมากในตอนนั้นมาช่วย จ้างนอกเวลา ทั้งแพทย์ พยาบาล ตามระเบียบ เพราะไม่สามารถจ้างแพงเกินอัตราราชการได้” นพ.เกรียงไกรกล่าว

เมื่อถามว่ายังมีผู้ป่วยที่ตกค้างถึง 70 คนจริงหรือไม่ นพ.เกรียงไกร กล่าวว่า จริง อยู่ที่ประมาณ 50-70 คน เพราะคนไข้ที่มาก็หวังพึ่งพาคุณหมอ ส่วนจะส่งต่อได้มากน้อยแค่ไหน ต้องบอกว่าจริงๆ รพ.นพรัตนราชธานี เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งอันหนึ่ง เพราะ รพ.ในเครือกรมการแพทย์ใน กทม. รับผลกระทบเรื่องนี้หมด แม้แต่ รพ.ในสังกัด กทม.

ถามว่ามีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นพ.เกรียงไกร กล่าวว่า มีการหารือก่อนจะยกเลิก และให้ รพ.รัฐในพื้นที่ กทม.ช่วยรองรับระหว่างรอ รพ.เอกชนแห่งใหม่มารับช่วงต่อ แต่รายละเอียดต้องสอบถาม สปสช. ขณะนี้ทราบว่า สปสช.ให้สิทธิ์ว่าง หากเจ็บป่วยเลือกรพ.ที่ใกล้บ้าน

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ภาพใหญ่ก่อนจะยกเลิกสัญญา มีการประสานกับ สธ.และ กทม.ว่า เมื่อยกเลิกสัญญา รพ.เอกชน ต้องมีการกระจายประชากร ประชากรที่จะได้รับผลกระทบมี 2 กลุ่ม คือ 1.เข้ารับบริการยังหน่วยบริการปฐมภูมิ มี 2 แสนกว่าราย มาใช้บริการจริง 45% หรือราว 1 แสนคน ให้สิทธิ์ป่วยไปที่ไหนก็ได้ เจ้าภาพหลักเป็น กทม. ซึ่งให้สำนักอนามัยที่มีศูนย์บริการสาธารณสุขรับผู้ป่วยกลุ่มนี้หมด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น กลุ่มปฐมภูมิที่ต้องรับยาเป็นประจำต่อเนื่องจะมีตรงนี้มารองรับ

2.กลุ่มใหญ่ประมาณ 7 แสนคน เป็นเรื่องของหน่วยรับส่งต่อ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการ กทม.หรือ สธ.จะช่วยรับตรงนี้ก่อน ดังนั้น รพ.นพรัตนฯ จึงเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ สธ.มอบหมายให้ดำเนินการ แน่นอนว่า คนไข้มาเยอะ จนมีปัญหา สปสช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาหน่วยบริการ รพ.เอกชนอื่นๆ มาเสริม ซึ่งกำลังเจรจา หากสำเร็จจะเร่งประกาศทันที และจะโอนประชากรกลับทันที แต่ต้องขอบคุณ รพ.รัฐที่มาช่วยตรงนี้

ถามว่ากรณีรพ.รับส่งต่อ ต้องหาที่ใกล้กับบ้านของประชากร หรือใกล้กับรพ.เดิมที่ถูกยกเลิกไปหรือไม่ เนื่องจากกรุงเทพตะวันออก รพ.นพรัตนฯเป็นศูนย์กลาง ทำให้คนไปใช้บริการมาก ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ลักษณะทางกายภาพ อย่างกรุงเทพตะวันออก หาหน่วยบริการจำกัด จึงมี รพ.นพรัตนฯ ที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเราเข้าใจดี ดังนั้น การหามาแทนที่จะไกลออกไปนิดหนึ่ง แต่ก็จะหาใกล้ที่สุดเท่าที่เราทำได้

“จริงๆ เราพยายามขยายไปที่คลินิกเวชกรรม ร้านยา ที่เงื่อนไขอาจไม่เท่าคลินิกชุมชนอบอุ่น จะมาช่วยมาเติมในระบบกรณีผู้ป่วยอาการเล็กน้อย ระดับปฐมภูมิ ส่วนหน่วยรับส่งต่อแม้จะไกลออกไป แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าหน่วยรับส่งต่อ คนไข้จะมีอาการมาก และระบบจะส่งต่อไปรักษาเฉพาะทาง ซึ่งการส่งต่อนั้นเมื่อมาถึงจะไปแอดมิดหรือนอน รพ. เมื่อรักษาหายก็จะเดินทางกลับ ซึ่งการเดินทางจะ 2 รอบ คือ ไปและกลับ จะไม่เดือดร้อนเหมือนต้องเดินทางไปรักษาบ่อยๆ” รองเลขาธิการ สปสช.กล่าว

เมื่อถามอีกว่าสปสช.จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ในเรื่องการการจัดหาหน่วยบริการเพิ่มเติมแล้วเสร็จนานหรือไม่ ทพ.อรรถพร กล่าวว่า เลขาธิการสปสช. ตามเรื่องนี้ทุกวัน เราพยายามทำทุกวิถี ประสานรพ.ต่างๆ ไม่ได้นิ่งนอนใจเลย เมื่อถามว่าภายใน 1 เดือนจะดีขึ้นหรือไม่ ทพ.อรรถพร กล่าวว่า เลขาฯ อยากให้พรุ่งนี้ดีขึ้นด้วยซ้ำไป สปสช.พยายามเร่งมือที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามกรณีเคยมีผู้เสนอให้ปรับเกณฑ์การเบิกจ่ายของสปสช.เพื่อดึงดูดหน่วยบริการเอกชนมาเป็นคู่สัญญาเพิ่ม ทพ.อรรถพร กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมามีตัวอย่าง เช่น ทางรพ.เอกชน ประสานให้ทาง สปสช.ปรับเงื่อนไขการจ่าย ระยะเวลาให้สั้นลง ซึ่งทางสปสช.ก็ดำเนินการ ดังนั้น รพ.เอกชนสามารถเสนอเข้ามากับทางสปสช.ว่า ต้องการให้ปรับเกณฑ์อย่างไร หากทำได้ ไม่ขัดกับระเบียบ ไม่ขัดกฎหมาย ก็พร้อมจะหารือและพิจารณาต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น