xs
xsm
sm
md
lg

ไทยยังไม่พบผู้ป่วยนิปาห์ แนะวิธีชาวสวนน้ำตาลเลี่ยงโอกาสติดเชื้อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กรมควบคุมโรค ย้ำ ไทยยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อ “นิปาห์” แต่ยังเฝ้าระวังทั้งในและนอกประเทศ เน้นเลี่ยงสัมผัสค้างคาวผลไม้ WHO แนะนำชาวสวนน้ำตาลใช้ผ้าปิดภาชนะ - ดอกมะพร้าว ลดสัตว์นำโรคมากินจนปนเปื้อนเชื้อ พร้อมต้มให้เดือดก่อนรับประทาน

วันนี้ (2 มิ.ย.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีมีข้อมูลชาวสวนไทย โดยเฉพาะสวนน้ำตาลมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ที่ระบาดอยู่ในอินเดีย และ ศรีลังกา ว่า ในประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทั้งประเทศที่มีการระบาดและภายในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์มีพาหะนำโรค คือ ค้างคาวผลไม้ที่พบในไทยด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนตระหนักและป้องกันตนเอง แต่อย่าตระหนกตกใจ

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคดังกล่าวจากค้างคาวผลไม้ หรือสัตว์อื่นๆ จะขึ้นอยู่กับการสัมผัสใกล้ชิดของพาหะนำโรค เช่น เลือด มูลของสัตว์ หรือ น้ำลาย หากประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อในสารคัดหลั่งต่างๆ จะสามารถลดโอกาสต่อการเกิดโรคได้มาก องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำผู้ที่ทำอาชีพเก็บน้ำตาล ว่า การลดการปนเปื้อนจากสัตว์ที่จะมากินน้ำตาลด้วยการมีสิ่งปกคลุมที่ปากภาชนะและดอกมะพร้าว เช่น ผ้า หรือ แพไม้ไผ่ จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อได้ และก่อนรับประทานต้องมีการต้มให้เดือดก่อน เพื่อเป็นการทำลายเชื้อโรคอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ขณะนี้ไทยยังไม่มีผู้ป่วยโรคดังกล่าว แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ เนื่องจากพบว่าค้างคาวผลไม้ที่พบในไทยมีความคล้ายคลึงกับที่อินเดีย ขณะนี้ก็ยังไม่พบการติดต่อจากสัตว์สู่คนในไทยแต่อย่างใด

ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสในระยะใกล้ชิดกับค้างคาว และสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ และ สุกร ม้า แมว แพะ แกะ ที่รับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย มูลสัตว์ หรือปัสสาวะของค้างคาวกินผลไม้ ไม่รับประทานผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น โดยเฉพาะที่มีรอยกัดแทะ และห้ามรับประทานเนื้อค้างคาว สถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ล่าสุดพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 16 ราย ผู้ต้องสงสัยและรอผลยืนยันอีก 12 รายรวม 28 ราย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ราย โดยขณะนี้มีความเสี่ยงต่อการป่วยตายสูงถึงร้อยละ 80 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


กำลังโหลดความคิดเห็น...