xs
xsm
sm
md
lg

สอนลูกเรียนรู้ผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ !!/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

แฟ้มภาพ
สถานการณ์ตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดกันถึงเรื่องการประกาศกฎอัยการศึกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ ที่มีทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง ข่าวลือ ข่าวมั่ว ข่าวปล่อย หรือแม้แต่ข่าวขำขันที่ถูกดัดแปลงกันเกลื่อนเมือง
ต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปมาก สถานการณ์ทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เราได้ผ่านยุคสมัยที่แตกต่างกันไป มีทั้งการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีทั้งรัฐประหาร จนกระทั่งล่าสุดการประกาศกฎอัยการศึก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คนเป็นพ่อแม่น่าจะถือโอกาสนำมาเป็นบทเรียนให้กับลูกหลานของเราได้ด้วย
เชื่อเถอะค่ะว่าเจ้าตัวเล็กตัวน้อยหลากหลายวัยของเราก็จะต้องเกิดคำถามอย่างแน่นอน จากภาพที่พบเห็นบนท้องถนนบ้างล่ะ จากสื่อทีวีบ้างล่ะ หรือแม้แต่โลกออนไลน์ รวมไปถึงการได้ยินผู้ใหญ่หรือเพื่อนพูดคุย ก็อาจเกิดคำถามและความไม่เข้าใจมากมาย
เพราะฉะนั้น ถ้าเราถือเอาจังหวะเหล่านี้ เพื่อนำมาเป็นเหตุการณ์จำลองในการเล่าให้ลูกฟัง ให้เขาได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง
ก่อนอื่นเลยต้องตัด “4 อย่า” นี้ออกไปก่อนให้ได้
หนึ่ง อย่าคิดว่าลูกเป็นเด็ก แล้วไม่เข้าใจหรอก
สอง  อย่าคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง เด็กไม่ควรเข้าไปยุ่ง หรือไม่ใช่เรื่องของเด็ก
สาม  อย่ารำคาญหรือขี้เกียจตอบเด็ก
สี่  อย่าแสดงให้ลูกเห็นว่ารังเกียจเรื่องการเมือง หรือการเมืองเป็นเรื่องสกปรก
ทั้ง 4 ข้อ มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของลูก พ่อแม่ไม่ควรไปตัดวงจรการอยากรู้อยากเห็น หรืออยากเรียนรู้ของลูก ลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า เรื่องการบ้านการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อแม่ต้องปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ได้เรียนรู้ให้เท่าทันเรื่องการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราถูกปลูกฝังและครอบงำมาโดยตลอดว่าเด็กอย่าไปยุ่งกับเรื่องการเมือง แล้วพอเขาโตขึ้นก็เลยห่วงแต่เรื่องปากท้องของตัวเองเป็นลำดับแรก
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ ไม่สนใจเรื่องการบ้านการเมือง
ฉะนั้น ควรจะถือโอกาสนำเอาสถานการณ์จริงในปัจจุบัน มาเป็นบทเรียนให้กับลูกหลาน โดยไม่ลืมที่จะคำนึงถึงวัยของลูกด้วย
ลองดูวิธีที่จะปฏิบัติตัวกับลูกเมื่ออยู่ในสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ
ประการแรก เล่าให้ลูกฟังถึงเหตุการณ์แบบง่ายๆ โดยให้คำนึงถึงวัยของลูกเป็นสำคัญ หรืออาจจะยกตัวอย่างจำลองเหตุการณ์ใกล้ตัวของเขาที่มีสถานการณ์ที่จะทำให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ประการที่สอง คำถามมากมายที่ลูกถาม พยายามตอบ อย่าปัดหรือว่าตอบแบบขอไปที เพราะเมื่อเด็กสนใจ นั่นหมายถึงการเรียนรู้ได้เกิดขึ้น แม้ลูกจะถามซ้ำๆ บ่อยๆ เราก็ไม่ควรปล่อยให้ความอยากเรียนรู้ของลูกผ่านเลยไปเฉยๆ
ประการที่สาม ถ้ามีภาพความรุนแรงเกิดขึ้น ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่มีคนปะทะกันเพราะเห็นไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีสิทธิจะไปทำร้ายร่างกายใครก็ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะสุดท้ายก็มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยอาจยกตัวอย่างให้เขาคิดตามต่อไปได้ด้วยว่า การทะเลาะกัน และใช้กำลัง มีแต่ความสูญเสีย ซึ่งอาจจะต่อยอดคำถามเพื่อกระตุ้นให้เขาคิดตามว่าหากลูกเกิดปัญหา ลูกจะทำอย่างไร
ประการที่สี่ นี่คือ การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญ คนเป็นพ่อแม่ต้องมีทัศนคติต่อการเรียนรู้ที่กว้างไกล มิใช่โวยวายโทษคนนั้นคนนี้ว่าเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ลูกไม่ได้เรียนหนังสือ และพลอยหงุดหงิดต่อว่าคนอื่นว่าทำให้เดือดร้อน ต้องอย่าลืมว่าอนาคตของลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับโลกวิชาการอย่างเดียว การเรียนรู้ในชีวิตจริงเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนรู้และเข้าใจโลกเป็นเรื่องจำเป็น เพราะโลกทัศน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนยิ่งนัก พ่อแม่อาจจะต่อยอดคำถามกับลูกได้ด้วย
ความจริงพวกเราชาวพ่อแม่เองต่างก็เคยผ่านเหตุการณ์ความรุนแรง และช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองกันมาหลายครั้ง ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ มีส่วนอย่างยิ่งที่เราจะสอนให้ลูกของเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไร ประเภทไหน อยากให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจแต่เรื่องของตัวเอง หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นเงินเป็นใหญ่ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดจิตสำนึกรักชาติ และขาดจิตสาธารณะ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัว นึกถึงประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ฯลฯ
ปัจจุบัน เราพบเห็นผู้คนจำนวนมากที่มีลักษณะทุกข้อที่กล่าวมา เพราะที่ผ่านมาผู้คนส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมด้วยทัศนคติ “เงิน” เป็นใหญ่ ตั้งแต่เล็กจนโต เด็กก็ถูกใส่โปรแกรมต้องเรียนหนังสือให้เก่ง เพื่อเลือกเรียนสาขาที่สามารถทำเงินได้มากที่สุด และเลือกทำงานในสาขาที่ได้เงินมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่ได้มององค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ หรือ การพัฒนาตนเอง หรือช่วยทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น
และท้ายสุดเมื่อถูกหล่อหลอมด้วยเงินมาตลอด ก็จะทำให้เรากลายเป็นมนุษย์พันธ์เห็นแก่ตัวไปโดยปริยาย ตอนนี้สถานการณ์ในบ้านเมืองเราไม่ปกติ ฉะนั้น การดูแลและใส่ใจลูกในช่วงไม่ปกติ ก็ควรจะต้องไม่ปกติ
แต่เป็นความไม่ปกติที่ต้องให้เขาเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น และไม่เห็นแก่ตัว
ที่สำคัญ ทำให้ลูกได้ลูกเรียนจากสถานการณ์จริง สถานการณ์ที่เป็นห้องเรียนแห่งชีวิตค่ะ


กำลังโหลดความคิดเห็น...