xs
xsm
sm
md
lg

“ศรัทธา” ทางรอดจาก “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” ของ “หนุ่มนักการตลาด”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


การจะรักษาอาการป่วยให้หายขาดเป็นปกตินั้น บางโรคก็แทบไม่มีวันเป็นจริงได้ ทำได้แค่เพียงประคับประคองให้อาการทรงตัวเท่านั้น ไม่ให้ทรุดหนักหรือแย่ไปกว่าเดิมอีก

ผู้ป่วยกลุ่มเหล่านี้จะต้องอาศัย “พลังใจ” ในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมาก เพราะหลายครั้งก็มีบทพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้กายจะป่วย แต่หากจิตใจยังคงต่อสู้ พร้อมมีความหวังและศรัทธา แม้จะไม่หายขาดจากโรค แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกับโรคได้อย่างมีความสุขและมีอายุยืนยาวมากขึ้น

เช่นเดียวกับ หนุ่มนักการตลาดรุ่นใหม่อนาคตไกลอย่าง “พิพิธพร วงศ์ประดิษฐ” ที่ป่วยด้วยโรคมะเร้งเม็ดเลือดขาว (Chronic Myeloid Leukemia หรือ CML) ชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ แม้เมื่อทราบว่าป่วยจะรู้สึกตกใจและอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ความหวังที่จะหายจากโรคมะเร็ง CML ก็ช่วยให้ พิพิธพร สามารถดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติได้อย่างมีความสุข และไม่จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร

พิพิธพร เล่าว่า ตนเป็นคน จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันอายุ 37 ปี จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรังสิต และจบปริญญาโทที่ University of Wollongong, Australia ปัจจุบันทำงานกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ตำแหน่ง International Marketing Division Manager ดูแลตลาดลูกค้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพำนัก และทำงานอยู่ในเมืองไทย ซึ่งทำงานปกติเหมือนกับคนทั่วไป แต่เมื่อช่วงประมาณปลายปี 2552 รู้สึกว่า เหนื่อยง่าย น้ำหนักค่อยๆ ลดลง ทั้งที่ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้ควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกายแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนอาการเริ่มรุนแรงมากขึ้น คือเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการจากม้ามโต ซึ่งยังเข้าใจว่าเป็นโรคกระเพาะ สุดท้ายจึงไปพบแพทย์ที่ รพ.รามคำแหง ด้วยความคิดที่ว่าเป็นโรคกระเพาะ แต่หลังจากตรวจเลือดก็รู้ผลในวันนั้นเลยว่า ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์!!

“ตอนแรกที่ทราบยอมรับว่าเครียดมาก รู้สึกอึ้งๆ หูอื้อ ตาลาย ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการช็อก หรือว่าอะไร เพราะคำว่ามะเร็ง เป็นอะไรที่รู้สึกไกลตัวมาก สำหรับผมคิดว่าน่าจะเป็นกับคนสูงวัย แต่ในเมื่อมาเจอกับตัวเอง คิดในตอนนั้นว่า ชีวิตจบแล้ว ต้องลาออกจากงาน กลับไปอยู่กับพ่อ แม่ เตรียมตัวตายแน่ๆ ฝากฝังพ่อ แม่ กับน้องไว้เรียบร้อย ผมมีอาการเสียใจอยู่อย่างนี้ ประมาณ 2-3 วัน ตอนหลังทำใจได้ รู้สึกเฉยๆ ถ้าต้องตายก็ไม่เป็นไร แต่จะสู้กับโรคให้ถึงที่สุด”

เมื่อตกผลึกทางความคิดได้แล้ว พิพิธพร จึงหันกลับมาสู้กับโรคมะเร็ง พร้อมตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องหายให้ได้ พลังใจตรงนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยน หากซึมเศร้า หมดหวัง และไม่ทำการรักษาก็เชื่อว่าคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อมาได้ถึงทุกวันนี้ แต่ด้วยความที่มีพลังใจจึงทำให้ปัจจุบันสามารถใช้ชีวิตได่อย่างปกติ แม้จะยังไม่หายจากโรคก็ตาม

พิพิธพร เล่าวอีกว่า ได้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ อยู่ที่ รพ.รามาธิบดี โดยช่วงแรกผมต้องไปพบแพทย์เกือบทุกอาทิตย์เพื่อรับยา เพื่อตรวจเลือดควบคุมให้เม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติ และเจาะไขกระดูกดูค่าเซลล์มะเร็ง จนกว่าจะได้ผลตรวจตามเกณฑ์การรักษา หลังจากนั้นก็ต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยา และตรวจเลือดทุกๆ 3 เดือน และเจาะไขกระดูกดูโครโมโซมดูค่าเซลล์มะเร็งปีละครั้ง

“ผมรู้สึกว่าในความโชคร้ายก็ถือว่ายังมีโชคดีอยู่ ผมโชคดีที่ได้เจอคุณหมอที่ดี ได้รับการรักษาด้วยยาที่มีได้ผลดี ไม่มีอาการแพ้ยาที่รุนแรงใดๆ และผมยังโชคดีขึ้นไปอีกเมื่อผมยังได้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชมรมผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย ทำให้ได้พบเจอพี่ๆ เพื่อนๆ ผู้ป่วยด้วยกันเองที่คอยให้กำลังใจและทราบว่า ซึ่งหลายๆ คนที่มีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ก็เพราะมีกำลังใจเหมือนกัน นอกจากนี้ มีหลายคนที่ได้รับยาฟรีผ่านโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ GIPAP ด้วย”

พิพิธพร เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนในชมรมฯ จึงได้ทำกิจกรรมต่างๆ ออกสู่สังคมให้รับรู้ถึงโรค และรู้ว่าผู้ป่วยโรคนี้ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติทั่วไป นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมกับเพื่อนผู้ป่วยในต่างประเทศด้วย ทำให้ยิ่งได้ประสบการณ์และมุมมองการใช้ชีวิตที่หลากหลายและเปลี่ยนไป กลายเป็นคนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ใจเย็นขึ้น รู้จักความสมดุลระหว่างการทำงานและความสุขในการใช้ชีวิต มีเพื่อนมากขึ้นและเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น รู้สึกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

“วันนี้ยังต้องรับประทานยาอยู่ทุกวัน ผมไม่รู้หรอกว่าต้องทานยาไปนานถึงเมื่อไร ทราบแต่ว่า เป็นคนป่วยก็ต้องมีระเบียบวินัยในการรับทานยา มาตามคุณหมอนัดทุกครั้งเพื่อติดตามผลการรักษา และถ้าผลการรักษาของผมดี ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องไปนานๆ วันหนึ่งอาจมีโอกาสที่สามารถจะหยุดยาได้ คุณหมอบอกว่าตอนนี้เป็นเพียงการศึกษาและทดลองอยู่ ยังไม่ทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สำหรับผมเพียงได้ยินว่าวันหนึ่งผมอาจจะไม่ต้องทานยา ก็เกิดความหวัง และกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่และดูแลตัวเองให้แข็งแรงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าผู้ป่วยหลายคนที่ได้ยินก็คงรู้สึกอย่างเดียวกับผมคือ ความหวัง ครับ”


กำลังโหลดความคิดเห็น...