ท่ามกลางความเร่งรีบของสภาพเศรษฐกิจ ผู้คนจำนวนมากใส่ใจแต่เรื่องการหาเลี้ยงปากท้อง แต่กลับหลงลืมการใส่ใจต่ออาหารที่จะนำเข้าสู่ปากท้องไปโดยสิ้นเชิง หลายครอบครัวผูกขาดแกงถุงหน้าปากซอย แม่บ้านยุคใหม่ไม่น้อยชอปปิ้งอาหารแพ็กในซูเปอร์มาร์เก็ต หนุ่มโสดบางรายตัดปัญหาความยุ่งยากด้วยการกินข้าวนอกบ้าน สุดแต่วันนั้นอยากกินอะไร
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายเร่งรีบจนอาหารการกินดูจะกลายเป็นภาระของหลายๆ คน ยังคงมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่เข้มแข็งยืนหยัดต่อสู้เพื่อคุณภาพของวัตถุดิบทางอาหารที่สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี คนเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งออกตัวมาเพียง 1-2 ปี บางคนรณรงค์มา 5-10 ปี และอีกไม่น้อยที่ต้องทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตเพื่อให้คนไทยได้กินอาหารปลอดภัยหรือที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม “ตลาดนัดสีเขียว” ผู้พยายามผลักดันอาหารทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้เข้ามาในตลาดบริโภคของประชาชนทั่วไป อาหารที่ว่า นั่นก็คือ “อาหารอินทรีย์” คืออาหารที่ปลอดจากสารเคมีนั่นเอง
“ชิดณัฎฐา เข็มราช” จากสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน (ISAC) แห่งเมืองเชียงใหม่ บอกเล่าถึงความพยายามในการนำ “ตลาดสีเขียว” เข้าไปใกล้ชิดคนเชียงใหม่ให้ได้มากที่สุด ด้วยวิธีการต่างๆ ว่า ถือเป็นความยากของการทำตลาดอาหารอินทรีย์ในเชียงใหม่
เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีห้างสรรพสินค้ามาก ทำให้หลายครอบครัวหันไปจับจ่ายซื้ออาหารใน “ตลาดติดแอร์” กันมากขึ้น และสนใจเดินตลาดนัดน้อยลง ทำให้การทำตลาดนัดสีเขียวของกลุ่มจำเป็นต้องหากลยุทธ์สร้างความสนใจจากประชาชนให้ได้มากขึ้น
“เราจัดเป็นตลาดนัดสีเขียว เปิดพื้นที่ให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษมาซื้อขายกันได้ ก็พยายามทดลองตลาดไปเรื่อยๆ เราสลับตลาดสีเขียวไปตามจุดต่างๆ ของเชียงใหม่ให้ทั่วถึง ตอนแรกคิดว่ากลุ่มที่มีการศึกษาอย่างแพทย์ พยาบาล หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยจะสนใจสินค้าของเรา แต่จริงๆ ปรากฏว่า คนเหล่านี้ไม่สนใจเลย บางครั้งเราขอไปเปิดตลาดที่โรงพยาบาล บางแห่งก็ไม่ให้ความร่วมมือเลย บางครั้งก็ให้ความร่วมมือแต่ก็จะขอว่า ขอให้ลดราคาผักให้เท่ากับผักธรรมดาได้ไหม อะไรแบบนี้ ส่วนอาจารย์มหาวิทยาลัยจะชอบซื้อแกงถุงเป็นอาหารในครอบครัว”
“อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเปิดตลาดหลายๆ แบบหมุนเวียนไปหลายๆ แห่ง โดยกำหนดจุดที่จะไปเปิดตามวันในสัปดาห์ ทำให้เราพบลูกค้าหลายกลุ่มมากขึ้น เราพบว่าลูกค้าหลักของเราจริงๆ คือแม่บ้านตามหมู่บ้านจัดสรร และนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งนักเรียนพวกนี้ส่วนใหญ่จะมาซื้อสินค้าสีเขียวของเราเอาไปฝากผู้ปกครอง จนในที่สุดผู้ปกครองหลายคนก็กลายมาเป็นลูกค้าเรา”
ชิดณัฎฐา เล่าต่อว่า นอกจากทาง ISAC จะจัดตลาดสีเขียวหมุนเวียนไปตามจุดต่างๆ ของเชียงใหม่แล้ว ยังได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนถึงความปลอดภัยจากการกินพืชผักผลไม้ตลอดจนเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ด้วย อาทิ การจัดกิจกรรมเชิญชวนน้องๆ นักเรียนเจาะเลือดตรวจสารเคมีในร่างกาย เปรียบเทียบกับคนที่กินอาหารอินทรีย์ ผลปรากฎว่าเลือดของผู้ที่กินอาหารอินทรีย์มีความเสี่ยงน้อยกว่าน้องๆ นักเรียนที่ไม่ได้กิน รวมถึงการบรรยายให้ความรู้ไปตามเวทีต่างๆ ที่มีโอกาสร่วมสัมมนา โดยจะมุ่งเน้นไปในเชิงบรรยายเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจวิธีการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์
“และเมื่อเขาเข้าใจแล้ว มันจะไม่มีคำถามประมาณว่า ทำไมเดือน เม.ย.จึงไม่มีบร็อกโคลี่ หรือทำไมผักอินทรีย์ถึงราคาสูง เพราะเขาเข้าใจในกรรมวิธีการผลิตอาหารอินทรีย์ แล้วเขาจะยอมจ่ายเพื่อสุขภาพเขา และที่สำคัญที่สุด คือ จากผลงานตลาดสีเขียวของกลุ่มเรา มันเกิดปรากฎการณ์พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเก็บผักเก็บหญ้าข้างบ้านที่เป็นผักพื้นเมืองมาขาย มีการรวมตัวทำขนมพื้นเมืองขาย ทำให้ผักท้องถิ่นที่ถูกละเลยกลายเป็นที่สนใจอีกครั้ง เด็กนักเรียนที่เราไปเปิดตลาดที่โรงเรียนเขาทุกสัปดาห์อย่างมงฟอร์ด อย่างปรินซ์รอแยล เขาก็เริ่มสนใจผักพื้นบ้าน เริ่มเลิกกินขนมกรอบแกรบแล้วหันมาเปิดกว้างกับขนมและอาหารพื้นเมืองมากขึ้น” ชิดณัฎฐา ให้ภาพ
ในขณะที่อดีตนักการศึกษาผู้ผันตัวมาร่วมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องอย่าง “พอทิพย์ เพชรโปรี” เจ้าของร้านอาหารออร์แกนิกชื่อดัง Health Me ในฐานะกำลังหลักที่นำตลาดสีเขียวเข้ามาในกรุงเทพฯ กล่าวถึงระยะแรกที่กระแสผักออร์แกนิกเริ่มบูมในเมืองใหญ่ ว่า
หลังจากประชาชนเริ่มหันมามองผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ ก็มีการผลิตออกมามากมาย บางครั้งก็จะใช้คำว่า ผักปลอดสารพิษ ผักปลอดภัยจากสารพิษ ฯลฯ ทำให้ประชาชนเริ่มสับสนและมองหาของแท้
“มีคนกลุ่มหนึ่งเข้าใจและเห็นแง่มุมที่ดีของอาหารอินทรีย์ ก็ทำให้เราอยู่ได้ แต่เราไม่อยากให้มันโตเร็วเกินไปนัก อยากให้โตแบบพอเพียง ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราโตพรวดพราดมันจะเกิดของปลอมขึ้น จากที่ทำร้านอาหารออร์แกนิก มีลูกค้าประจำให้ส่งสินค้าให้ พอเราคิดว่า เราควรจะมีตลาดอาหารอินทรีย์ เพื่อให้กลุ่มพี่น้องเกษตรกรสีเขียวได้กระจายสินค้า เขาก็ได้ขายของเขา คนกรุงเทพฯ ก็ได้กินอาหารดีมีประโยชน์ ก็ได้ที่อาคารรีเจนท์เขาสนับสนุน”
พอทิพย์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากคนที่มาเดินเลือกซื้อของที่ตลาดสีเขียว จะได้วัตถุดิบดีๆ ที่ปลอดจากสารพิษไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ ชุมชนใหม่ๆ ที่น่ารักและมีจิตสำนึก
“คนซื้อจะได้ความรู้ในเชิงการปลูกหรือการผลิตอาหารอินทรีย์ เพราะแทบทุกร้านเจ้าของจะไปขายเอง เจ้าของก็จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่มาซื้อของ มีปฏิสัมพันธ์จนก่อเกิดความสัมพันธ์และชุมชนสีเขียว อย่างที่เห็นง่ายๆ คือ คนเหล่านี้จะเริ่มดูแลตัวเองก่อนด้วยอาหารที่เขารู้ที่มาที่ไป ว่าเพาะปลูกอย่างไร เลี้ยงอย่างไร ปลอดสารอย่างไร ที่มากขึ้นไปกว่านี้ก็คือพอเริ่มตลาดสีเขียวได้สักพัก ลูกค้าเราหอบถุงผ้ามาเอง ปฏิเสธที่จะให้เราใส่ถุงพลาสติกให้ คือจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบสังคมมันเกิดขึ้น ซึ่งเราอยากเห็นอะไรแบบนี้”
“ที่สำคัญก็คือ เขาจะได้เข้าใจว่าทำไมสินค้าออร์แกนิกเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าสินค้าธรรมดา เพราะนอกจากเกษตรกรจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และสารเร่งผลผลิตเคมีใดๆ ทั้งสิ้นแล้ว เขายังพยายามเลี้ยงให้มันเป็นวิถีธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งกรรมวิธียากกว่าผลิตอาหารธรรมดาแบบวิถีเคมีมาก ดังนั้นนอกจากเราจะต้องให้ค่าแรงเขาแล้ว โปรดอย่าลืมว่า คุณจ่ายค่าที่เขาช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้คุณด้วย เขาไม่ใช้สารเคมี น้ำก็ไม่ปนเปื้อน ดินก็ไม่ปนเปื้อน นี่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณไม่ใส่ใจ แต่คนพวกนี้เขาอาสาดูแลให้คุณ” พอทิพย์ แจกแจง
ทราบเรื่องตลาดสีเขียวเมืองเชียงใหม่และในกรุงเทพฯ กันไปแล้ว ทีนี้ลองเลี้ยงไปฝั่งอีสานบ้านเฮาดูบ้าง “จันทร์ทิพย์ ใจกล้า” ผู้ประสานงานเครือข่ายตลาดสีเขียวจังหวัดสุรินทร์ มดงานสีเขียวตัวหลักอีกหนึ่งรายที่ไม่เคยหยุดที่จะขับเคลื่อนงานด้านการ
รณรงค์ให้คนแถบนั้นหันมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้นกล่าวถึงความต่างของการทำตลาดสีเขียวในจังหวัดสุรินทร์กับกรุงเทพฯและเชียงใหม่ ว่า สุรินทร์เป็นจังหวัดเล็กๆ มีพื้นที่ไม่มาก ลักษณะการดำเนินงานจะเป็นไปในรูปขอความร่วมมือจากชาวบ้านชุมชนเข้มแข็งที่สนใจเรื่องอาหารอินทรีย์และการรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งได้ผลดี
“คนแถวนั้นทำนา แต่การทำนาของเขายิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ทั้งหนี้นอกระบบและหนี้ธกส. แพราะไปกู้มาเพื่อลงทุนทำนา มันเป็นวงจรวัฏจักร พอเราไปเปิดตลาด เราแนะนำให้ชาวบ้านเก็บผักเก็บหญ้า ปลูกผักในบ้านแบบปลอดสารพิษแล้วเอามาขายกัน เชื่อไหมบางคนนี่ปลดหนี้เรือนหมื่นได้เลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่มีความสุขมาก เพราะเขาได้มีอะไรทำ เพราะทำนามันทำกันเป็นฤดู หมดหน้านาก็ไม่รู้จะไปทำอะไร หนุ่มสาวก็ทิ้งถิ่น เราเปิดตลาดให้เขาได้เอาของที่เขาปลูกเขาทำมาขาย สภาพครอบครัวดีขึ้น เพราะเท่าที่สังเกตส่วนใหญ่เป็นแบบทำกันในครัวเรือน ลูกๆ กลับจากโรงเรียนก็มาช่วยพ่อแม่”
จันทร์ทิพย์ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดโปรเจกต์ “น้ำขยะยิ้ม” ของเธอกำลังไปได้สวย โดยได้แนะนำให้ผู้สนใจจะมีส่วนร่วมนำเศษอาหารมาหมักในถังเพื่อทำเป็นน้ำจุลินทรีย์นำไปรดต้นไม้ เป็นปุ๋ยชีวภาพชั้นดีที่ไม่เสียเงินแถมกระบวนการผลิตก็ช่วยลดปัญหาขยะ
เศษอาหารในครัวเรือน เดือนหนึ่งก็ไม่ใช่เล่นๆ ได้กันเป็นตันๆ เลยทีเดียว เมื่อได้แล้วทางกลุ่มก็จะนำไปแจกจ่ายแก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูกและเป็นการโน้มน้าวให้พวกเขาหันมาเพาะปลูกแนวเกษตรอินทรีย์ด้วย
“ตอนนี้มีคนต้องการเยอะค่ะ ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอ” จันทร์ทิพย์ กล่าวปนหัวเราะ



