เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้มีการมอบรางวัลๆ หนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นก็คือ “รางวัลวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” สำหรับวิทยานิพนธ์เพื่อคนจนเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ น.ส.วนิดา ผู้นำการต่อสู้ภาคประชาชนและสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรมมาตลอดชีวิต

ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์เพื่อคนจน ที่ผ่านการตัดสินให้ได้รับรางวัลพร้อมเกียรติบัตร แบ่งออกเป็น 3 รางวัล รางวัลที่ 1 ไม่มีวิทยานิพนธ์ที่เหมาะสม รางวัลที่ 2 ได้แก่ วิทยานิพนธ์เรื่อง “พลวัตของยุทธวิธีการต่อสู้ของขบวนการทางสังคม: ศึกษากรณีขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน จังหวัดลำพูน ของ น.ส.กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น และรางวัลที่ 3 ได้แก่ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาพตัวแทนคนจนในรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์” ของ ดร.ขวัญฟ้า ศรีประพันธ์
ส่วนรางวัลชมเชย ได้แก่ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจน และคนด้อยอำนาจในสังคมไทยตั้งแต่ปี 2531-2549” ของ นายเอกพล เสียงดัง และเรื่อง “การจับกุม “ชาวนา” บ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่” ของ น.ส.กมลวรรณ ชื่อชูใจ
สำหรับวิทยานิพนธ์ที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมของการสร้างความหมายคนจนได้ชัด และเป็นสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ชนชั้นกลางมองคนจนเพียงแค่มิติเดียว คือ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาพตัวแทนคนจนในรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์” ของ ดร.ขวัญฟ้า ศรีประพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ดร.ขวัญฟ้า เล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานวิจัยว่า จากข้อสังเกต กลุ่มคนจนไม่ได้รับความสนใจในงานวิจัย หรือเสียงข้อเรียกร้องของคนยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเป็นพื้นฐานความสนใจที่จะทำเรื่องคนจน รวมทั้งตัวเองเป็นคนเรียนทางด้านสื่อสารมวลชน จึงอยากเจาะไปที่สื่อ และเลือกรายการเกมโชว์ (เกมแก้คน) เป็นตัวแปรในการศึกษา เพราะยังขาดคนสนใจ ที่เลือกรายการนี้ เพราะ คนดูเป็นกลุ่มคนจน มีลักษณะพิเศษ คือ มีทั้งส่วนที่เป็นความจริง และส่วนที่สร้างเป็นตัวแทน เช่น ต้องแข่งขันตามบทของรายการ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวตนของคนจนตามความเป็นจริง
จากงานวิจัยยังค้นพบต่อ ว่า การสร้างความหมายของคนจนถูกสร้างขึ้นจากสังคมผ่านรายการเกมโชว์ เป็นสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้น โดยเน้นในเรื่องของการเป็นแรงงานในสายพานการผลิตบนระบบทุนนิยม ผ่านการแข่งขันชิงเงินรางวัล หรือในแง่ศาสนาที่มองว่า คนจนเป็นคนมีกรรม ต้องชดใช้กรรม ซึ่งสื่อเลือกมาบางแง่มุม แต่ไม่มองว่า สาเหตุคนจนมาจากความผิดพลาดของรัฐ เป็นต้น
“คุณมีโอกาสที่จะปลดหนี้ แต่พอถึงที่สุดแล้ว มันเป็นตัวอย่างความสำเร็จ แต่คนที่จะสำเร็จได้ คุณต้องเป็นแรงงานอยู่ในเกณฑ์ของระบบทุนนิยม ไม่ได้พูดถึงในมิติอื่น เช่น การแก้ปัญหาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มองมุมอื่นของคนจนที่ควรจะเป็น ทำให้การสร้างความหมายถูกเปลี่ยน และเข้าใจในบางมุม เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด”
นอกจากนี้ ดร.ขวัญฟ้า ยังบอกอีกว่า เฉพาะรายการเกมโชว์ สื่อทำหน้าที่ เลือกสร้างชุดความหมายเพียงบางชุดเท่านั้น รวมทั้งทำหน้าที่กลบเกลื่อนความขัดแย้งทางสังคม ผสานรอยร้าวที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นการกดทับคนจนให้อยู่ในสภาพด้อยค่ากว่าชนชั้นกลาง เป็นลักษณะการทำหน้าที่ให้พ้นสภาพของความเป็นคนจนที่อยู่อย่างไม่เท่าเทียมกันให้มันอยู่ โดยไม่ตั้งข้อสงสัย เสมือนเป็นภาวะทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น เกิดเป็นคนจนต้องรับกรรม อดทน และสู้ชีวิต
“สื่อมวลชน ต้องใช้เวลาในการทำ และนำเสนอ อาจต้องใช้รายละเอียดที่หลากมิติเพิ่มมากขึ้น เห็นแง่มุมที่หลากหลาย ไม่ใช่เป็นในลักษณะของการลดทอน หรือ ให้ข้อสรุป เป็นภาพที่บอกว่า คนจนต้องจนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เช่น มีวิถีชีวิตที่หลากหลาย สร้างงานกันเองในชุมชนของตังเอง และพึ่งตนเอง”
จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ ยังพบต่อว่า คนจนบางส่วนที่กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะให้ในแง่ของเงินกู้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ให้ในเรื่องของความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ สิ่งเหล่านี้ มองได้ว่า หน่วยงานภาครัฐ อาจเป็นตัวต้นเหตุให้เกิดความยากจนก็เป็นได้
“การจะให้เงินกู้นอกจากจะช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจ หน่วยงาน หรือองค์กรที่ปล่อยเงิน ต้องให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านในการต่อยอด สร้างความเข้มแข็งในอาชีพ และครอบครัวด้วย ไม่ใช่ให้เงิน แต่ชาวบ้านใช้เงินไม่เป็น เมื่อนำไปลงทุน จึงไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง”ดร.ขวัญฟ้าสรุป
ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์เพื่อคนจน ที่ผ่านการตัดสินให้ได้รับรางวัลพร้อมเกียรติบัตร แบ่งออกเป็น 3 รางวัล รางวัลที่ 1 ไม่มีวิทยานิพนธ์ที่เหมาะสม รางวัลที่ 2 ได้แก่ วิทยานิพนธ์เรื่อง “พลวัตของยุทธวิธีการต่อสู้ของขบวนการทางสังคม: ศึกษากรณีขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน จังหวัดลำพูน ของ น.ส.กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น และรางวัลที่ 3 ได้แก่ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาพตัวแทนคนจนในรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์” ของ ดร.ขวัญฟ้า ศรีประพันธ์
ส่วนรางวัลชมเชย ได้แก่ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจน และคนด้อยอำนาจในสังคมไทยตั้งแต่ปี 2531-2549” ของ นายเอกพล เสียงดัง และเรื่อง “การจับกุม “ชาวนา” บ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่” ของ น.ส.กมลวรรณ ชื่อชูใจ
สำหรับวิทยานิพนธ์ที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมของการสร้างความหมายคนจนได้ชัด และเป็นสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ชนชั้นกลางมองคนจนเพียงแค่มิติเดียว คือ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาพตัวแทนคนจนในรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์” ของ ดร.ขวัญฟ้า ศรีประพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ดร.ขวัญฟ้า เล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานวิจัยว่า จากข้อสังเกต กลุ่มคนจนไม่ได้รับความสนใจในงานวิจัย หรือเสียงข้อเรียกร้องของคนยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเป็นพื้นฐานความสนใจที่จะทำเรื่องคนจน รวมทั้งตัวเองเป็นคนเรียนทางด้านสื่อสารมวลชน จึงอยากเจาะไปที่สื่อ และเลือกรายการเกมโชว์ (เกมแก้คน) เป็นตัวแปรในการศึกษา เพราะยังขาดคนสนใจ ที่เลือกรายการนี้ เพราะ คนดูเป็นกลุ่มคนจน มีลักษณะพิเศษ คือ มีทั้งส่วนที่เป็นความจริง และส่วนที่สร้างเป็นตัวแทน เช่น ต้องแข่งขันตามบทของรายการ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวตนของคนจนตามความเป็นจริง
จากงานวิจัยยังค้นพบต่อ ว่า การสร้างความหมายของคนจนถูกสร้างขึ้นจากสังคมผ่านรายการเกมโชว์ เป็นสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้น โดยเน้นในเรื่องของการเป็นแรงงานในสายพานการผลิตบนระบบทุนนิยม ผ่านการแข่งขันชิงเงินรางวัล หรือในแง่ศาสนาที่มองว่า คนจนเป็นคนมีกรรม ต้องชดใช้กรรม ซึ่งสื่อเลือกมาบางแง่มุม แต่ไม่มองว่า สาเหตุคนจนมาจากความผิดพลาดของรัฐ เป็นต้น
“คุณมีโอกาสที่จะปลดหนี้ แต่พอถึงที่สุดแล้ว มันเป็นตัวอย่างความสำเร็จ แต่คนที่จะสำเร็จได้ คุณต้องเป็นแรงงานอยู่ในเกณฑ์ของระบบทุนนิยม ไม่ได้พูดถึงในมิติอื่น เช่น การแก้ปัญหาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มองมุมอื่นของคนจนที่ควรจะเป็น ทำให้การสร้างความหมายถูกเปลี่ยน และเข้าใจในบางมุม เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด”
นอกจากนี้ ดร.ขวัญฟ้า ยังบอกอีกว่า เฉพาะรายการเกมโชว์ สื่อทำหน้าที่ เลือกสร้างชุดความหมายเพียงบางชุดเท่านั้น รวมทั้งทำหน้าที่กลบเกลื่อนความขัดแย้งทางสังคม ผสานรอยร้าวที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นการกดทับคนจนให้อยู่ในสภาพด้อยค่ากว่าชนชั้นกลาง เป็นลักษณะการทำหน้าที่ให้พ้นสภาพของความเป็นคนจนที่อยู่อย่างไม่เท่าเทียมกันให้มันอยู่ โดยไม่ตั้งข้อสงสัย เสมือนเป็นภาวะทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น เกิดเป็นคนจนต้องรับกรรม อดทน และสู้ชีวิต
“สื่อมวลชน ต้องใช้เวลาในการทำ และนำเสนอ อาจต้องใช้รายละเอียดที่หลากมิติเพิ่มมากขึ้น เห็นแง่มุมที่หลากหลาย ไม่ใช่เป็นในลักษณะของการลดทอน หรือ ให้ข้อสรุป เป็นภาพที่บอกว่า คนจนต้องจนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เช่น มีวิถีชีวิตที่หลากหลาย สร้างงานกันเองในชุมชนของตังเอง และพึ่งตนเอง”
จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ ยังพบต่อว่า คนจนบางส่วนที่กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะให้ในแง่ของเงินกู้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ให้ในเรื่องของความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ สิ่งเหล่านี้ มองได้ว่า หน่วยงานภาครัฐ อาจเป็นตัวต้นเหตุให้เกิดความยากจนก็เป็นได้
“การจะให้เงินกู้นอกจากจะช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจ หน่วยงาน หรือองค์กรที่ปล่อยเงิน ต้องให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านในการต่อยอด สร้างความเข้มแข็งในอาชีพ และครอบครัวด้วย ไม่ใช่ให้เงิน แต่ชาวบ้านใช้เงินไม่เป็น เมื่อนำไปลงทุน จึงไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง”ดร.ขวัญฟ้าสรุป




