xs
xsm
sm
md
lg

“ธนาคารแพะ” ชีวิตใหม่อันสันติใน 3 จชต.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ด้วยเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้การประกอบอาชีพของคนที่นั่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม เป็นไปอย่างลำบาก มูลนิธิ สุข-แก้ว แก้วแดง และพันธมิตร เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเข้ามาส่งเสริม มอบอาชีพให้แก่ชาวบ้าน จึงจัดตั้ง “โครงการธนาคารแพะเพื่อสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด สนับสนุนเงินกองทุนสำหรับโครงการ

*** “ยืมแล้วคืน” แนวคิดอันสอดคล้องกับศาสนา

“ธนาคารแพะ” อาจจะยังเป็นคำใหม่สำหรับหลายๆ คน ซึ่ง ดร.รุ่ง แก้วแดง ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ได้อธิบายถึงที่มาของการจัดตั้งโครงการ นี้ว่า เนื่องจากชาวบ้านที่เลี้ยงแพะอยู่แล้วนั้นมีเพียง 10% ของคนในพื้นที่ และแพะเองกลับเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง แต่ชาวบ้านที่เลี้ยงอยู่นั้นกลับไม่ให้ความสนใจในการเลี้ยงที่ถูกวิธี อีกทั้งยังปล่อยปละละเลย ทำให้การพัฒนาสายพันธุ์ของแพะไม่ประสบความสำเร็จ

มูลนิธิจึงนำหลักการยืม เข้ามาใช้เนื่องจากในโลกของมุสลิมนั้นจะให้ความสำคัญอย่างชัดเจนระหว่างของที่ให้กับของที่ยืม เพราะชาวมุสลิมมีหลักปฏิบัติที่ว่า “เมื่อยืมของใครมาแล้วจะต้องคืน หากไม่คืนเมื่อตายไปแล้วจะไม่มีโอกาสได้เข้าพบกับพระเจ้า” มูลนิธิฯ จึงนำหลักของศาสนาอิสลามมาใช้กับธนาคารแพะ โดยการให้ยืมแม่พันธุ์จากธนาคารแพะไปเลี้ยงและให้ส่งคืนเป็นลูกแพะนั่นเอง ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นนวัตกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องมุสลิม

ดร.รุ่ง บอกต่อว่า ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเตรียมโรงเรือนสำหรับเลี้ยงแพะ และเตรียมพื้นที่ในการปลูกหญ้าเพื่อเป็นอาหารของแพะให้พร้อม จากนั้นทางมูลนิธิฯ จะมีการจัดอบรมหลักสูตรการเลี้ยงแพะในเรื่องต่างๆ ที่ชาวบ้านควรรู้

หลังจากที่อบรมแล้วก็จะได้รับแม่พันธุ์แพะที่ตั้งท้อง 6 ตัวไปเลี้ยงจนออกลูก และส่งคืนให้แก่มูลนิธิฯ โดยมี 3 แนวทาง คือ 1.คืนลูกแพะเพศผู้ โดยการชั่งน้ำหนัก คิดราคาตามท้องตลาด และทยอยคืนเมื่อพร้อมภายในเวลา 3 ปี 2.คืนแพะเพศเมียที่ยังไม่ตั้งท้องเมื่ออายุ 10-12 เดือนจำนวน 8 ตัว ภายในเวลา 2 ปี 3.คืนทั้งเพศผู้ เพศเมียในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งชาวบ้านจะเลือกคืนวิธีไหนก็ได้ แล้วทางมูลนิธิฯ จะหักหนี้ที่ยืมไป จากนั้นเงินและแพะที่มูลนิธิฯ ได้รับมาก็จะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจรายใหม่เข้ามาร่วมโครงการต่อไป

“แต่ตอนนี้ทางมูลนิธิฯ คิดที่จะขยายสายพันธุ์แพะเพื่อการส่งตลาดของอาหารฮาลาลในโลกมุสลิม เพื่อการส่งออก เราจึงส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อแก่ชาวบ้าน โดยมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน เป็นแพะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่กว่า 70% นิยมเลี้ยง และแพะพันธุ์บอร์ คือพันธุ์ใหม่ที่จะมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เพราะลูกที่เกิดมาน้ำหนักจะมากกว่า 4 กิโลกรัม มีการเติบโต การเร่งเนื้อสูง และน้ำหนักโตเต็มที่อยู่ที่ 90 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งหากขายทั้งตัวจะตกที่กิโลกรัมละ 130-150 บาท และขายในราคาชำแหละจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท จะทำให้ได้ราคาดี และมีไม่ปัญหาด้านตลาดแน่นอน” ดร.รุ่ง ชี้แจง

***ฟื้นเศรษฐกิจครอบครัว ทางออกสู่ “สันติ”

ด้านชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ อย่าง นางนูอาซะ เจ๊ะเลาะ อายุ 36 ปี จาก อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี กล่าวพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ว่า ตนมีอาชีพเป็นพนักงานลูกจ้างของรัฐ และเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมซึ่งที่บ้านมีอยู่ 14 ตัว เมื่อทราบข่าวโครงการนี้ จึงให้ความสนใจ เพราะอยากเข้ารับการอบรมในวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้อง และเมื่อเข้าร่วมโครงการก็ได้แพะมาเพิ่มอีก 6 ตัว และแพะที่ได้รับจากโครงการเป็นแพะที่ดี มีคุณภาพ คือ เป็นแพะลูกผสม จากการเข้าอบรมการเลี้ยงแพะทำให้จากที่เมื่อก่อนตนเลี้ยงแบบธรรมชาติ คือให้แพะหากินเอง ไม่มีการดูแลที่ถูกวิธี แต่เมื่อเข้าอบรมแล้วทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้หลายอย่าง เช่น วิธีการสังเกตเมื่อแพะป่วย ทำให้การเลี้ยงของเรามีคุณภาพมากขึ้นแพะก็แข็งแรงขึ้นเมื่อเลี้ยงอย่างถูกวิธี

“อยากให้โครงการนี้ มีไปเรื่อยๆ จะได้เป็นการสนับสนุนชาวบ้านให้มีอาชีพหลัก หรือบางรายอาจทำเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัว การเลี้ยงแพะนี้เองจะช่วยทำให้คนในพื้นที่ไม่ปล่อยเวลาว่างให้เสียเปล่า

ทำให้ผู้คนที่คิดจะหลงผิดคิดในทางไม่ดี กลับตัวกลับใจและมีอาชีพที่มั่นคงเป็นของตัวเอง อีกทั้งเลี้ยงแพะนั้นเวลาขายก็จะได้ราคาดีสร้างรายได้สู่ครอบครัว เป็นการช่วยสร้างให้เศรษฐกิจภายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกทางออกหนึ่งในการช่วยลดปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้”
นูอาซะ เผยความรู้สึก

***“แพะ” สื่อกลางความปรองดอง ดับไฟใต้

เช่นเดียวกับ นายเซ็ง เลาะหมะอะ หรือที่ชาวบ้านรู้จักในนาม แปะเซ็ง ด้วยวัย 60 ปี ชายผู้เป็นที่นับถือของชาวบ้านจาก อ.รามัน จ.ยะลา กล่าวถึงโครงการ ว่า ตนมีอาชีพรับจ้างกรีดยาง ทำนา รายได้ต่อเดือนประมาณ 5,000 บาท และตนเป็นคนมีลูกมาก ทำให้รายได้ที่ได้รับต่อเดือนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของคนภายในครอบครัว

แต่เนื่องจากบริเวณรอบๆ บ้านนั้น มีหญ้าที่ใช้สำหรับเลี้ยงแพะอยู่มาก จึงคิดว่า หากเลี้ยงแพะคงจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และมีคนแนะนำให้รู้จักกับมูลนิธิฯ เพื่อเข้าร่วมโครงการ จึงชวนเพื่อนบ้านที่มีความสนใจในการเลี้ยงแพะเหมือนกันมาเข้าอบรมด้วยหลายคน

“เราดีใจมากที่มีโครงการอย่างนี้ เพราะโครงการดีๆ ที่ช่วยชาวบ้านไม่ค่อยมาถึงที่นี่ ตอนนี้ผมตั้งปณิธานไว้ว่าจะช่วยชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องแพะอย่างเต็มที่ เพราะผู้เลี้ยงแพะมีทั้งไทยพุทธ และมุสลิมซึ่งต่างก็เป็นเพื่อนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะศาสนาอะไรก็รักกันหมด เป็นพี่น้องกันหมด และผมได้พูดตามที่ต่างๆ อยู่ตลอดเวลาว่า คนไทยรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่ว่าที่ไหนเราก็ไม่กลัวใคร!” แปะเซ็ง กล่าวอย่างมุ่งมั่น

ถึงตรงนี้ ดร.รุ่ง ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า คงเร็วเกินไปที่จะบอกว่า โครงการนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ได้ หากเศรษฐกิจดี ประชาชนมีรายได้ น่าจะช่วยให้ปัญหาลดลงอย่างมาก แต่คิดว่าอีกไม่นาน โครงการนี้จะเป็นการหาทางออกในการช่วยลดปัญหาความขัดแย้งได้ดีที่สุดทางหนึ่ง