เมืองไทย 360 องศา
การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าได้เกิดปรากฏการณ์เกิดขึ้นมาหลายอย่างที่น่าจับตา โดยหนึ่งในนั้นก็คือมีการสำรวจความเห็นของสำนักต่างๆ ออกมามากมาย หลายรูปแบบ แต่ผลที่ออกมาแม้ว่าส่วนใหญ่จะออกมาใกล้เคียงกัน หรืออย่างมากก็คือผลแพ้ชนะก็สลับกันไปมาระหว่างพรรคการเมืองใหญ่สองสามพรรค หรือมีผลความนิยมที่ออกมาแตกต่างกัน เช่น บางสำนักบอกว่า พรรคนี้นำห่าง ขณะที่อีกบางสำนักกลับบอกว่าอีกพรรคนำห่าง หรือ ไม่ก็สูสีกัน อะไรประมาณนี้ ทำให้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถูกจับตามองว่า แต่ละโพลมันจะแม่นหรือเชื่อถือได้อีกต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ดีมีการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดทำการสำรวจประชาชนเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ในสายตาของประชาชน” จากการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 05 Special ซึ่งสะท้อนภาพรวมความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนต่อผู้นำทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ระหว่างวันที่ 8–11 ม.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
โดยมีผลสำรวจที่น่าสนใจพบว่า ประชาชนกว่า 26.2% ระบุว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รองลงมา ได้แก่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 18.8% นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย 16.9% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 10.9% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 10.2%
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ตัวเลข “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” ไม่ได้เป็นเพียงความลังเลของประชาชนเท่านั้น แต่สะท้อนถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่าสัดส่วนประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกผู้นำอยู่ในระดับสูงทุกเจเนอเรชัน โดยกลุ่ม Gen Y (อายุ 28–43 ปี) มีสัดส่วนยังไม่ตัดสินใจสูงสุดถึง 29.5% รองลงมาคือ Gen X (44–59 ปี) 25.9% ขณะที่ Gen Z (18–27 ปี) และ Baby Boomer (60 ปีขึ้นไป) อยู่ที่ 24.5% เท่ากัน สะท้อนว่าความไม่แน่ใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใหม่ แต่กระจายอยู่ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานหลักของประเทศ
นอกจากนี้ ผลโพลยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในการเลือกผู้นำตามเจเนอเรชัน โดย Gen Z และ Gen Y ให้คะแนนสูงสุดแก่นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomer เลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล มากที่สุด สะท้อนมุมมองที่ต่างกันระหว่างคนรุ่นใหม่ซึ่งมองหาความเปลี่ยนแปลง ความจริงใจ และความโปร่งใส กับคนวัยทำงานและผู้สูงวัยที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความมั่นคง และศักยภาพในการบริหารประเทศ
บทสรุปของ KPI Poll ครั้งนี้ ระบุว่า การเลือกตั้งปี 2569 ยังเป็น “สนามเปิด” และชัยชนะจะไม่เกิดจากกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคการเมืองและผู้นำในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสื่อสารกับกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ สถาบันพระปกเกล้ายังเคยสำรวจระหว่างวันที่ 26-29 ธันวาคม ในเรื่อง “”ความพร้อมของประชาชนต่อการเลือกตั้ง” ผลสำรวจพบว่า ภาพรวมประชาชนไทยมีความพร้อมต่อการเลือกตั้งอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้คะแนนเฉลี่ย 7.81 จาก 10 คะแนน ขณะที่ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งอยู่ในระดับสูงถึง 8.46 คะแนน สะท้อนว่าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับระบบและกระบวนการเลือกตั้งเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ด้านทัศนคติต่อการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นความสุจริตและเที่ยงธรรม กลับได้คะแนนไม่สูงนัก และด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีคะแนนต่ำที่สุดที่ 7.18 คะแนน สะท้อนว่าประชาชนแม้จะพร้อมใช้สิทธิ แต่ยังไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะยุติธรรม และยังไม่รู้สึกเป็นเจ้าของกระบวนการทางการเมืองอย่างแท้จริง
หากพิจารณาจากผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ยังมีคนที่ยังไม่ตัดสินใจ หรือ เห็นว่า “ยังไม่มีใครที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำ” มีจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากกว่าร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับการที่บอกว่าเชื่อมั่นหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่ง เช่น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้ร้อยละ 18.8 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 16.9 และ ตามมาด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทยร้อยละ 10.9 ขณะที่ นายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้อยละ 10.2
สะท้อนให้เห็นว่าบรรดาหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคที่เสนอตัวเข้ามานั้นประชาชนยังไม่มีความเชื่อมั่นที่จะให้มาเป็นผู้นำหรือเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในเรื่อง “ความสุจริตและความยุติธรรม” อีกด้วย
เมื่อพิจารณาจากจำนวนเปอร์เซ็นต์ของความไม่เชื่อมั่นในตัวคนของพรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในอัตราที่ยังสูงแบบนี้ อาจเป็นครั้งแรกก็เป็นได้ที่ความ “ไม่เชื่อมั่นสูง” แบบนี้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันในทุกช่วงวัย หมายถึงทุกวัยไม่เชื่อมั่นนักการเมืองพวกนี้
อย่างไรก็ดีเมื่อสัดส่วนของคนที่ไม่เชื่อมั่น หรืออีกด้านหนึ่งก็มีคนที่ “ยังไม่ได้ตัดสินใจ”สูงลิ่วแบบนี้ปนอยู่จำนวนมาก มันก็ย่อมมีผลชี้ขาดการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะมีการตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้าย หรืออาทิตย์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งหากคนพวกนี้เทไปทางไหนย่อมทำให้พรรคนั้นชนะการเลือกตั้ง และเป็นการชนะแบบ “ขาดลอย” อีกด้วย
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง อย่างที่บอกในตอนต้นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการพิสูจน์และตรวจสอบผลสำรวจของสำนักต่างๆอีกด้วยว่า “ของจริง” หรือว่า “โพลรับจ้าง” กันแน่ แม้ว่านาทีนี้ย่อมมองออกได้ไม่ยากแล้วว่า มีบางสำนักที่ถูกมองว่าทำออกมาเพื่อ “ชี้นำ” ให้บางพรรคการเมือง เหมือนกับสื่อบางแห่งที่ทำหน้าที่รับทำโพลกันอย่างคึกคัก ซึ่งบางครั้งไม่ต่างจากการ “รับงาน” มาโดยตรงนั่นแหละ !!


