ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ "ไฮโซคิม"เปิดใจ “ผมคือเหยื่อ” มหากาพย์คดีปั่นหุ้น MORE
ความเคลื่อนไหวล่าสุดในคดีมหากาพย์ หุ้น MORE
ได้ทราบกันไปแล้วว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 ได้นำตัวครอบครัวตระกูลพรประภา ประกอบด้วย เอกภัทร พรประภา หรือ “ไฮโซคิม”, พี่ชาย “อธิภัทร พรประภา” และ “อรพินธุ์ พรประภา” มารดา ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในคดีปั่นหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE
คดีนี้สั่งฟ้องผู้ต้องหากว่า 42 ราย ร่วมกันสร้างราคา หรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ให้ผิดไปจากสภาพตลาด,ร่วมกันฉ้อโกง, และเป็นอั้งยี่–ซ่องโจร
ขณะที่กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า ครอบครัวพรประภา ได้โพสต์ข้อความคำชี้แจงจาก "ไฮโซคิม" ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ทันที
สาระสำคัญของคำกล่าว คือ “ตระกูลพรประภา” เป็นตระกูลที่มีฐานะมั่นคง ไม่มีเหตุจำเป็นต้องกระทำผิดกฎหมายเพื่อหาเงิน
ตนเอง แม่ และพี่ชาย เป็นผู้เสียหายจากการถูกนำบัญชีหุ้นไปใช้ในทางที่ผิด โดยไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากหุ้นมอร์
ขอสังคมให้โอกาสพิสูจน์ความจริง และยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย
พร้อมติดแฮชแท็ก "#คิมพรประภาเป็นแพะ #ครอบครัวเราเป็นแพะ
ย้อนรอยมหากาพย์ คดีหุ้น MORE ก็ต้องบอกว่าเป็น "แผลใหญ่" ตลาดทุนที่คนในวงการเรียกขานเป็น "เกม Cash Account ปล้นโบรกเกอร์"
เริ่มเกิดขึ้นเมื่อ ปลายปี 2565 โดยสำนวนสอบสวนระบุว่า กลุ่มผู้กระทำผิดใช้เวลากว่า 2 ปี ค่อยๆ สร้างราคา และสภาพคล่องของหุ้น MORE ซึ่งเดิมคือหุ้น DNA จากราคาหลักสตางค์ ขึ้นไปแตะเกือบ 3 บาทต่อหุ้น
จุดที่เป็นคดีคือ เช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อมีคำสั่งซื้อหุ้น MORE มูลค่าเกือบ 4,500 ล้านบาท ถูกส่งเข้ามาพร้อมกัน ผ่านโบรกเกอร์มากกว่า 10 แห่ง โดยใช้บัญชี Cash Account
ซึ่งอนุญาตให้ซื้อก่อน–ชำระเงินภายหลัง ในระบบ T+2
แต่เบื้องหลังแรงซื้อที่ดูเหมือนมาจากตลาดจริง ฝั่งผู้ขายกลับเป็นเครือข่ายเดียวกัน เมื่อคำสั่งถูกจับคู่สำเร็จ เกิดการเทขายหุ้นล็อตใหญ่พร้อมกัน ราคาหุ้นดิ่งติดฟลอร์ในวันเดียว และต่อเนื่องไปอีกวัน
เมื่อถึงวันชำระเงินจริง ฝั่งผู้ซื้อไม่ชำระเงิน ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ ต้องนำเงินของตนเองออกมาสำรองจ่าย ความเสียหายจึงตกอยู่กับโบรกเกอร์โดยตรง รวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท
ตลอดเวลากว่า 3 ปี นับจากวันเกิดเหตุ คดี MORE ได้เปลี่ยนสถานะของหลายคน รวมถึง "ไฮโซคิม"
เจ้าตัวยอมรับว่า “โง่เองที่ไว้ใจคน”
และยืนยันหนักแน่นว่า ไม่เคยได้ประโยชน์จากหุ้น MORE กลับเสียหายส่วนตัวไปกว่า 5,000 ล้านบาท!
พร้อมย้ำว่า มีหลักฐานและข้อมูล เพื่อพิสูจน์ความจริง!
“ไฮโซคิม” เปิดใจอีกว่า ตนเองเป็น "เหยื่อ" ของขบวนการนี้ โดยที่มีเบื้องหลังลึกๆ ที่จะขอต่อสู้อย่างถึงที่สุด
งานนี้ คำถามใหญ่ที่สังคมต้องติดตามต่อไป คือ ใครคือผู้ออกแบบเกม ? และใครเป็น "ตัวละคร" ที่ทำกันเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างไร ?
เพราะในเกมการเงินที่ซับซ้อน เช่นพฤติการณ์แห่งคดีนี้ ต้องเป็น "สแกมเมอร์ระดับสูง" ที่กำหนดแผนมาอย่างเหนือเมฆ
คำถามย่อมมีคำตอบ โปรดรอติดตามได้ที่นี้ ในตอนต่อไป...
++ ป.ป.ช.ฉาวอีก!! คดี“โจ๊ก” เชือด “กิตติ์ธเนศ” มิชอบ ฟ้องกว่า 2 ปี ยังไม่มีความคืบหน้า
เรื่องอื้อฉาวที่ “โจ๊ก” ถูกลูกน้องเปิดหน้าแฉ ใช้ทองคำแท่ง ติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช.ให้ช่วยเหลือทางคดี ยังไม่สะเด็ดน้ำ ก็มีเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ โผล่ขึ้นมาฟ้องต่อสังคมซ้ำอีก
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2565 ที่ จ.ชลบุรี “พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน” ผู้การชลบุรี ถูกกล่าวหาว่า ให้ความช่วยเหลือ เปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีพลูวิลล่า ที่พัทยา จนถูกเด้งตกเก้าอี้ หลังจากรับตำแหน่งไม่นาน
ครั้งนั้นเป็น “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” จัดฉากเชือด พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ อย่างเลือดเย็น ออกสื่อแถลงข่าวใหญ่โต จนเป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน
…เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงซึ่งมีหนึ่งเดียวก็ค่อยๆ ทำหน้าที่ของมัน เปิดเผยเบื้องหลังที่แท้จริงของคดี ผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนวินัย มีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ ว่า “พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ” ไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา “ให้ยุติเรื่อง” พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ จึงหลุดพ้นจากบ่วงกรรม
“พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ” เป็นนายตำรวจคนแรกๆ เรียกได้ว่าเป็นหัวขบวน ที่ออกมาเปิดหน้าชกท้าชน กับ“บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อย่างไม่เกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม แจ้งความดำเนินคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และสมุนรอบเอว รวมถึงพนักงานสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 2 ไล่ตั้งแต่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 ลงมา ในขณะเดียวกันก็เดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามกติกา จนกลับมาอยู่ในเส้นทางของตำรวจอาชีพอย่างสง่างามอีกครั้ง
…เวลาผ่านไป 2 ปีเศษ หลังจาก “พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ” เฝ้าติดตามทวงถามเรื่องที่แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จาก ป.ป.ช. และส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมถึงป.ป.ช. แต่เรื่องกลับเงียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับจาก ป.ป.ช แม้แต่น้อย
แม้ผลการสอบสวนวินัย ยุติไป 2 ปีแล้ว
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีหนังสือยืนยันว่า ไม่เคยแต่งตั้ง “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์- พล.ต.ต.นำเกียรติ- พ.ต.อ.เขมรินทร์- พ.ต.อ.ศักยะ และบรรดาสมุนรอบเอว” เป็นพนักงานสืบสอบสวนในคดีพลูวิลล่า พัทยา
แม้จะมีหลักฐานว่า การสืบสวนสอบสวน ไม่ชอบ มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกายพยาน คนสอบไม่เซ็นชื่อ คนเซ็นชื่อ ไม่ได้สอบ มีการทำเอกสารเท็จ ยื่นต่อศาล
แม้จะยื่นพยานหลักฐานให้ ป.ป.ช. ไปหลายครั้ง แต่ป.ป.ช. ไม่เคยเรียกสอบพยานแม้แต่ปากเดียว!!
มีอะไรทำให้ป.ป.ช. เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ หรือ มีทองแท่ง มาทับไว้ จึงทำอะไรไม่ถูก
เหตุผลแท้จริง ที่ “พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ” ถูกเขี่ยพ้นเก้าอี้ เพราะ “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์” ต้องการให้เพื่อนร่วมรุ่น มาดำรงตำแหน่งแทน จึงจัดฉากหาเหตุเด้ง พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ให้พ้นเส้นทาง โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นคนเขียนบท ให้สมุนรอบเอว เป็นผู้ลงมือจัดฉาก มีอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 และตำรวจภาค 2 ร่วมการแสดง ด้วยหวังจะเอาอกเอาใจ“บิ๊กโจ๊ก” ผู้มากบารมี อยากได้ดี อยากมีตำแหน่ง จึงสร้างกรรมทำชั่ว ตามคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย
ในวันเดียวกับที่ “พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ” ถูกเด้งเข้ากรุ ก็มีการส่งเพื่อนร่วมรุ่น มาดำรงตำแหน่งแทน แถมส่งรองผู้การฯ ตัวดำ รุ่นเดียวกันมาเป็น รองผู้การฯชลบุรี อีก 1 คน ไปถามคนชลบุรีดูก็จะรู้ว่า รองผู้การฯตัวดำคนนั้น มาทำอะไรให้ “บิ๊กโจ๊ก”
เพราะ “โจ๊ก” นี่แหละ ที่ทำให้องค์กรปราบโกงอย่าง ป.ป.ช. ตกต่ำ ขาดความน่าเชื่อถือ ในสายตาประชาชน
วันนี้ ป.ป.ช ต้องปัดกวาดบ้านครั้งใหญ่ อย่าให้คนนินทา หมาดูถูก อีกต่อไป หากยังคิดอุ้มคนชั่วให้มีที่ยืน หากยังปล่อยข้าราชการชั่วๆ ในองค์กรให้อาศัยชื่อ ป.ป.ช. หากิน หาประโยชน์ใส่ตัว ป.ป.ช. จะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ลงไปเรื่อยๆ
คดีของ “พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ” ที่แจ้งความเอาผิด “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์” ม.157 เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความน่าเขื่อถือของ ป.ป.ช. ว่า วันนี้ สังคมไทยยังพึ่งพาและเชื่อมั่นป.ป.ช. ได้หรือไม่ ?!


