ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “เหมน” เล่นเกม “ปั่น” หัวคนไทย เสี้ยมให้เลือกส้ม-แดง ไม่มีรบ !? หารู้ไม่
เลือกตั้งกุมภาพันธ์นี้ จู่ๆ ก็มี “รัฐมนตรีเหมน” นายแก้ว รามี รัฐมนตรีอาวุโสแห่งกัมพูชา ออกมาโพสต์เพจเฟซบุ๊ก “Keo Remy” ด้วยบทวิเคราะห์ ที่อ่านแล้วถึงกับต้องบอกว่า แหม...ช่างเสี้ยมได้ถูกจังหวะจริงๆ !
เหมนนี่เกิดมาเพื่อเสี้ยมโดยแท้ บอกเลยว่า "ส้ม-แดง" คือ มิตร "น้ำเงิน" คือ ภัย?
นายแก้วร่ายยาวประหนึ่งเป็นกูรูการเมืองไทย ชี้เป้าชัดเจนว่า ถ้าคนไทยอยากอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องรบพุ่งกัน ต้องโหวตให้ "พรรคประชาชน" หรือ "พรรคเพื่อไทย" เท่านั้น! โดยอ้างว่า สองพรรคนี้ เน้นปากท้อง ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่นิยมใช้กำลังทหารแก้ปัญหา
แต่พอหันมามองที่ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล แห่งพรรคภูมิใจไทย นายแก้ว กลับตราหน้าว่าเป็นพวก "นิยมสงคราม" ใส่ทันที !
ฟันธงฉับว่าถ้า "อนุทิน" ได้เป็นนายกฯ เมื่อไหร่ เสียงปืนตามแนวชายแดน จะดังสนั่นเมื่อนั้น เพราะกองทัพได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลอนุทิน เต็มสูบ เรียกว่าขู่กันว่า ถ้าไม่เลือกตามที่เขาบอก "หายนะ" มาเยือนแน่ !
แต่ “แก้ว” คงไม่รู้ว่า ตอนนี้ฝ่ายการเมืองไทยระวังตัว เพราะกลัวจะเสียคะแนนจากคนไทย...ไม่มีใครกล้าฮุบเหยื่อ
“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ตัวตึงจากค่ายส้ม รีบออกมาเบรกหัวทิ่ม บอกสั้นๆ ว่า "อย่าไปฟังเขาเลย" เพราะตอนนี้พรรคสนแต่จะแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านตามตะเข็บชายแดน ที่กำลังซบเซามากกว่า
ความจริง คือ ต่อให้เป็นพรรคที่ “แก้ว”เชียร์ออกนอกหน้าอย่าง "เพื่อไทย" หรือ "ประชาชน" ก็ไม่มีใครโง่ พอจะกระโดดงับมุกนี้ เพราะ ขืนไปรับลูกเข้าล่ะก็... ตำแหน่ง "พรรคขายชาติ" จะถูกประทับหน้าผากทันที แบบไม่ต้องสืบ!
ส่วนพรรคภูมิใจไทย ที่โดนเตะตัดขา ถามว่าจะได้ "คะแนนสงสาร" ไหม? บอกเลยว่า เงียบกริบ
... เพราะคนไทยเขายังจำได้ว่า ช่วงเป็นรัฐบาล "สีน้ำเงิน" ก็ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า จะเลิก MOU 43-44 ทิ้งแต่อย่างใด แถมพักหลัง “เสี่ยหนู” ยังขยัน "โหนลุงตู่" ออดอ้อนแฟนคลับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ขอคะแนนให้ "ลุงหนู" ซึ่งก็น่าขำตรงที่ "ฮุน เซน" เองก็เคยบอกว่า “ยุคลุงตู่”นี่แหละคุยกันรู้เรื่องที่สุด!
งานนี้จะส้ม แดง หรือ น้ำเงิน...ฝ่ายการเมือง ก็แค่เหล้าเก่าในขวดใหม่
ความจริงที่คนไทยตระหนักตื่นรู้กันแล้วก็คือ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน "ส้ม-แดง-น้ำเงิน" สุดท้ายฝ่ายการเมือง ก็พร้อมจะเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และผลประโยชน์ได้เสมอ ด้วยความสัมพันธ์อันแนบแน่นของฝ่ายการเมืองไทย กับกัมพูชามันฝังรากลึกมานานเกินกว่าจะเชื่อใจได้
ทั้งบ่อนกาสิโน ที่เปิดรับเงินคนไทยฝั่งกระโน้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ที่หลอกลวงประชาชนคนไทยอยู่ทุกวัน
ผลประโยชน์ทับซ้อนตามแนวชายแดน ล้วนแล้วแต่มีนักการเมืองไทยอยู่เบื้องหลัง!
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไทยรู้ซึ้งแล้วว่า "ไว้ใจฝ่ายการเมืองไม่ได้เลยสักพรรค" เพราะสุดท้ายพวกเขาก็มีผลประโยชน์ร่วมกันกับฝ่ายเขมรอย่างแยกไม่ออก
สรุปว่า...เกมปั่นหัวของ “แก้ว รามี” ครั้งนี้อาจจะใช้ได้กับคนที่ตามไม่ทันโลก แต่สำหรับคนไทยในปี 2569 มองทะลุปรุโปร่งว่า ในยามวิกฤตอธิปไตย "ทหาร" ที่ทำหน้าที่ปกป้องรั้วของชาติเท่านั้น ที่พึ่งพาได้จริง
ส่วนนักการเมือง...ก็แค่นายทุนเทา ที่พร้อมจะ "ดีล" ทุกอย่าง เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง !
++ “แดง” ส่งสัญญาณร่วม“น้ำเงิน” ตั้งรัฐบาล
การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นครั้งนี้ นักวิเคราะห์ วิจารณ์ ผู้ติดตามการเมือง ต่างเชื่อมั่นว่า จะไม่มีพรรคการเมืองใดมีที่นั่งเกิน 250 เสียงจนสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
พรรคประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามพรรคก้าวไกล แม้จะชนะมาเป็นอันดับ 1 แต่ก็ได้เพียงแค่151เสียง
แถมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “พรรคส้ม” ก็ไม่ได้มีผลงานอะไร ไม่ได้ใช้สติปัญญาออกนโยบาย และมาตรการที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างที่ด้อมส้มคาดหวัง ...มีแต่วาทกรรม
ยิ่งเข้าสู่โหมดเลือกตั้งครั้งนี้ วาทกรรมเดิมๆ ที่ด้อยค่าทหาร มุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ แก้มาตรา 112 ได้ย้อนกลับมาหลอน จนต้องเล่นละครแก้ตัวกันรายวัน จะชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ผู้สมัครของพรรคก็ดันมาโดนจับเรื่องฟอกเงินยาเสพติดเสียอีก
ครั้นนั้นมาเล่นแผนเปิดตัว “ทีมบริหาร” ว่าที่รองนายกฯ ว่าที่รัฐมนตรี คนที่เอามาโชว์ ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ยังทำให้ “ติดลบ” อีกต่างหาก เพราะบางคนถูกขุดประวัติฉาว
ดังนั้น โอกาสที่พรรคส้ม จะได้เกิน 250 เสียง คงเป็นไปไม่ได้ !!
ส่วนพรรคเพื่อไทย หลังจากเจอพิษ “คลิปอังเคิล” จนนำมาสู่สงคราม ไทย-กัมพูชา จนป่านนี้ก็ยังแทบโงหัวไม่ขึ้น ลำพังหวังพึ่งบุญเก่า คงช่วยอะไรได้ไม่มาก
ขณะที่ ภูมิใจไทย ที่ได้เปรียบในการเป็นรัฐบาลรักษาการ ถืออำนาจรัฐระหว่างเลือกตั้ง แม้จะได้เปรียบ แต่การจะเติบโตแบบพุ่งพรวด จากพรรคขนาดกลาง 70 เสียง ไปได้เกิน 250 เสียง คงยาก เพราะยังมีหลายปัญหา ทั้งฮั้วสว. ทั้งเขากระโดง ที่คาใจประชาชนอยู่เหมือนกัน
ดังนั้น รัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะยังคงเป็น “รัฐบาลผสม” เพียงแต่ว่าจะผสมอย่างไรเท่านั้น
ทุกเวทีดีเบต ที่เชิญแคนดิเดตนายกฯ หรือหัวหน้าพรรคการเมืองไปรวมโชว์วิชัน ก็จะมีคำถามยอดฮิต คือ จะร่วมรัฐบาลกับพรรคนั้น พรรคนี้ สีนั้น สีนี้ ได้หรือไม่
พรรคที่ถูกเอ่ยถึงหลักๆ คือ พรรคประชาชน สีส้ม..เพื่อไทย สีแดง ...ภูมิใจไทย สีน้ำเงิน
สีส้ม กับ สีแดง เคยเป็นพันธมิตรกันในช่วงเลือกตั้งปี 2566 เพราะต่างก็ต้าน “3 ลุง” แต่ 2 สีนี้ ต้องมาหักกันหลังเลือกตั้ง สีส้มชนะที่ 1 แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะยืนกรานจะแก้ ม.112 เสียงโหวตหนุนจึงไม่พอ ทำให้สีแดงฉวยโอกาสไปจับมือกับ สีน้ำเงิน ตั้งรัฐบาล และก็ตั้งสำเร็จ
ส่วน สีแดง กับสีน้ำเงิน แม้จะร่วมรัฐบาลแต่ก็ขบเหลี่ยม หาเรื่องมาต่อรองผลประโยชน์กันตลอด จนในที่สุด สีแดง เขี่ย สีนำเงิน ไปเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อ “แพทองธาร” นายกฯพรรคสีแดง ถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นตำแหน่ง พรรคสีส้ม ดันมาโหวตหนุน “อนุทิน” พรรคสีน้ำเงิน ให้เป็นนายกฯ หวังจะแก้รัฐธรรมนูญ ก่อนยุบสภา... แต่สีน้ำเงิน ก็หักสีส้ม ชิงยุบสภา ทั้งที่ยังแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ
สามพรรคนี้ จึงมีเบื้องลึก เบื้องหลัง ค้างคาใจกันอยู่
ท่าทีของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯพรรคส้ม ตอนแรก ขึงขัง บอก “มีส้ม ไม่มีเทา” และ สส.พรรคส้ม จะไม่มีวันโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่มาระยะหลังเสียงเริ่มอ่อนลง
ส่วน “อนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกฯพรรคน้ำเงิน เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ มักจะเฉไฉ เลี่ยงตอบ บอกให้รอผลการเลือกตั้งก่อน แต่ก็ไม่มีเงื่อนไขปิดกันแต่อย่างใด
ขณะที่”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดคนายกฯ พรรคสีแดง เพิ่งตอบคำถามนี้ในการไปดีเบต ที่ ครอบครัวข่าว 3 จัดขึ้นเมื่อวาน (12ม.ค.) ว่า เขาขอแค่เก้าอี้เดียว ตำแหน่งสูงสุด คือนายกรัฐมนตรี
ส่วนจะร่วมกับพรรคไหนนั้น เท่าที่ดูนโยบายของแต่ละพรรค ทุกพรรคก็มีเรื่องของปัญหาปากท้อง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งหมด แต่เรื่องของคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ต้องเป็นคนที่ไม่มี ทุจริตคอร์รัปชัน
สรุปว่ายังเปิดกว้างเช่นกัน และถ้าแดงจะร่วมกับน้ำเงินอีกครั้ง ก็ไม่มีปัญหา!!
พูดถึง สีส้ม- แดง- น้ำเงิน ไปแล้ว ถ้าไม่พูดถึง “สีฟ้า” ประชาธิปัตย์ ที่กำลังมาแรง แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แคนดิเดตนายกฯ พรรคสีฟ้า กำหนด “เงื่อนไขเหล็ก” การร่วมรัฐบาลไว้ชัด ว่า
1.ต้องไม่มีมลทินเรื่องทุนเทา และ การทุจริตที่ชัดแจ้ง...(ไม่รู้ว่า จะหมายรวมถึง พรรคที่มีแกนนำไปถ่ายรูปกับคนที่ถูกโยงว่าเป็นเครือข่ายสีเทา หรือเปล่า”
2 . ต้องไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง จนผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ชาติ (อันนี้น่าจะชัด ว่าหมายถึงพรรคใด)
3. ต้องไม่สร้างความแตกแยก หรือนำประเด็นละเอียดอ่อนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ( นี่ก็ค่อนข้างชัดว่าหมายถึงพรรคไหน)
ด้วย “เงื่อนไขเหล็ก” 3 ข้อนี้ พรรคสีฟ้าคงต้องเป็นฝ่ายค้านแล้วล่ะ เว้นเสียแต่ว่า ชนะเลือกตั้ง ได้เสียงเกิน 250 เสียง


