xs
xsm
sm
md
lg

อุดช่องว่าง “คนไทยไม่ไร้สิทธิ” สสส. สานพลัง 30เครือข่าย ตั้งเป้าปี 69 เปิดหน่วยเก็บ DNA ครบ 13 เขต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส. ผนึกกำลัง เดินหน้าแก้ปัญหาคนไทยไร้สิทธิทั้งระบบ เร่งขยายหน่วยเก็บ DNA ครบ 13 เขต ลดเวลาพิสูจน์สถานะจาก 10 ปี เหลือเพียง 3–12 เดือน มุ่งคืนสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กลุ่มเปราะบางอย่างเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.) ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 30 แห่ง จัดเวทีบูรณาการแก้ปัญหาคนไทยไร้สิทธิ เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาคนตกหล่นทางทะเบียนให้ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพ กฎหมาย ทะเบียนราษฎร และสวัสดิการของรัฐ

นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัญหาคนไทยไร้สิทธิสถานะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงบริการรัฐ การศึกษา และสาธารณสุข โดยเฉพาะกลุ่มที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร กระทรวงยุติธรรมจึงเดินหน้าเชิงรุก สนับสนุนกลไกการจัดเก็บ DNA ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ และผลักดันหลักเกณฑ์ใหม่ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 เพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ ครอบคลุมเป้าหมายกว่า 483,626 คน ลดขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“เราจะเชื่อมโยงงานทะเบียนราษฎร หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ระบบยุติธรรมอยู่ข้างประชาชน ลดความซับซ้อน และป้องกันการเลือกปฏิบัติ” นายสิรภพ กล่าว


ด้านนางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สสส. ขับเคลื่อนงานคนไทยไร้สิทธิตั้งแต่ปี 2564 โดยพัฒนาโรงพยาบาลให้มีบริการจัดเก็บ DNA ปัจจุบันดำเนินการแล้วในโรงพยาบาล 30 แห่ง ใน 22 จังหวัด มีผู้ได้รับประโยชน์แล้ว 4,169 คน สามารถลดระยะเวลาพิสูจน์สิทธิจากเดิมที่ใช้เวลานานถึง 10 ปี เหลือเพียง 3–12 เดือน

เป้าหมายต่อไปคือการขยายหน่วยเก็บ DNA ให้ครบทั้ง 13 เขตของ สปสช. ซึ่งปัจจุบันเปิดแล้ว 12 เขต และคาดว่าจะครบถ้วนภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคืนสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล และยืนยันหลักการว่า “คนไทยไม่ควรไร้สิทธิ”

ขณะที่นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ประธานคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงบริการสุขภาพกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน สปสช. ระบุว่า การแก้ปัญหาเชิงรายกรณีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้าและซับซ้อน จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนการแก้ไขเชิงระบบ ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลและเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

น.ส.วรรณา แก้วชาติ จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในฐานะแกนนำพื้นที่ เชื่อมโยงชุมชนกับรัฐ และตรวจสอบการทำงานให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมผลักดันให้ผู้มีปัญหาทางทะเบียนสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษา และยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือทำบัตรประชาชนได้ด้วยตนเอง

ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการอุดช่องว่างเชิงระบบ ลดการตกหล่นตั้งแต่ต้นทาง และคืนสิทธิขั้นพื้นฐานพร้อมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมและยั่งยืน


กำลังโหลดความคิดเห็น