อึ้ง! “พิธา” มีที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สะท้อนอะไร? “สามกีบ” โดนพรรคการเมืองเทกโอเวอร์แล้วหรือ เลิกเรียกข้าว่า “เยาวชน” แฉยับ ขนชาวพม่า แรงงานเถื่อน ร่วมม็อบ เจ้าของรถสารภาพ ค่าจ้าง 1,200 บาทต่อครั้ง
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (9 ส.ค. 64) เพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH โพสต์ประเด็น “เรืองไกร” ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินฯ พิธา พบมีที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ด้วย?
โดยระบุว่า จากที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แล้ว พบหลายประเด็นที่น่าสงสัย อันเป็นเหตุให้ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบในวันที่ 9 สิงหาคม ตามมาตรา 114 นั้น
นายเรืองไกร เปิดเผยว่า นายพิธา แจ้งว่า มีคู่สมรส และคู่สมรสเป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ นายพิธา กลับไม่แสดงรายได้ รายจ่าย หรือหุ้น ของคู่สมรสต่อ ป.ป.ช. ทั้งยังได้นำอาคารของน้องชายมูลค่า 15,000,000 บาท มาแสดงในบัญชีทรัพย์สินของตนเอง ซึ่งในทางบัญชีควรตรวจสอบว่า ทรัพย์สินรวมที่แจ้งสูงเกินจริงหรือไม่
“นอกจากนี้ นายพิธา แจ้งที่ดินรายการหนึ่งว่า เป็นที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลกมาก เพราะ นายพิธา ไม่น่าจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวได้ แม้จะไม่ได้แจ้ง เลขที่ เนื้อที่ และมูลค่าไว้ก็ตาม แต่การแสดงรายการที่ดินเช่นนี้ อาจเข้าข่ายแจ้งข้อความโดยไม่ตรงความจริงหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของทีมข่าวเดอะทรูธ พบ เว็บไซต์ ไทยพับลิก้า https://thaipublica.org/2019/09/mp-report-assets-and-liabilities-20-9-2562/ ได้เผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ส.ส.ไว้ จากการเปิดเผยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ ส.ส.เข้ารับตำแหน่งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินฯต่อป.ป.ช.
เว็บไซต์ ไทยพับลิก้า เผยว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ ส.ส. จำนวน 80 ราย ได้แก่ กรณีเข้ารับตำแหน่ง 79 ราย และพ้นจากตำแหน่ง 1 ราย
โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในขณะนั้น แจ้งชื่อคู่สมรส นางชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่า ปัจจุบันตัวเองและคู่สมรส ได้มีข้อพิพาทปัญหาฟ้องหย่าต่อกันอยู่ และได้แยกกันอยู่เป็นเวลาระยะหนึ่ง โดยมิได้จดทะเบียนหย่าแต่อย่างใด ทำให้การยื่นบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ไม่อาจเป็นไปตามปกติได้ โดยได้แจ้งขอความร่วมมือกับคู่สมรสให้ทราบแล้ว แต่หาได้รับความร่วมมือไม่
“ทำให้ไม่ทราบได้ว่า รายการทรัพย์สินของคู่สมรสและทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ประกอบด้วยอะไรบ้าง จึงไม่อาจยื่นบัญชีทรัพย์สินของทั้งคู่สมรสครบถ้วนตามความเป็นจริง ดังนั้น จึงได้ยื่นตามแต่ที่ได้ค้นพบและปรากฏในเอกสาร รวมถึงที่พบในสื่อออนไลน์ต่างๆ”
นายพิธา แจ้งทรัพย์สินรวมกับคู่สมรส 137,785,190 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของนายพิธา 126,405,190 บาท ของคู่สมรส 11,180,000 บาท หนี้สิน 22,954,064บาท ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 114,831,126 บาท โดยมีรายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าเล่าเรียนของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 200,000 บาท, ค่าใช้จ่ายของบุตร 480,000 บาท
ทั้งนี้ ทรัพย์สินของนายพิธา ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน 18,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 60,500,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 30,284,477 บาท โดยแจ้งทรัพย์สินอื่นๆ เช่น กระเป๋า 8 ใบ 1,090,000 บาท เครื่องเพชร 1 ชุด 3,000,000 บาท นาฬิกา 9 เรือน 7,240,000 บาท เสื้อสูทและเสื้อผ้าลำลองยี่ห้อต่างประเทศ 15 ตัว 1,400,000 บาท เปียโน 1 ตัว 500,000 บาท กีตาร์ 3 ตัว 50,000 บาท ปากกา 1 ด้าม 200,000 บาท
ขณะเดียวกัน THE TRUTH ยังโพสต์ประเด็น แฉขบวนการปลดแอก ถูกพรรคการเมืองเทกโอเวอร์? หลังพบขนคนจากโรงงาน-ตจว.ร่วมม็อบกว่า 5 พันคน
เนื้อหาระบุว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 64 พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น./โฆษก บช.น. แถลงสรุปผลการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและภาคีเครือข่าย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิงอีก 1 คน พร้อมด้วยรถกระบะนาวาร่า สีชมพู ที่ปรากฏตามภาพมีการมาร่วมชุมนุม และรถกระบะคันนี้เป็นรถรับจ้างนำส่งคนมาร่วมชุมนุม
เบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากบุคคลหนึ่ง เพื่อจะขนคนมายังที่ชุมนุม อัตราค่าจ้างครั้งละประมาณ 1,200 บาท โดยรับจ้างขนคนมาส่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และรอรับกลับ ขากลับจึงถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนทำการจับกุมและควบคุมตัว
หากย้อนไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ที่มีการประชุมวุฒิสภา โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในการประชุม ในช่วงหารือนั้น นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา หารือว่า ตนหนักใจเมื่อทราบข่าวว่า ม็อบประชาชนปลดแอก มีพรรคการเมืองเทกโอเวอร์ เพราะมีมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมเวที การข่าวระบุว่า การชุมนุมมี ส.ส.คนหนึ่งนำประชาชนมาจากย่านสายไหม มีนบุรี และบางซื่อ เข้าร่วมชุมนุม พร้อมสนับสนุนรถห้องน้ำติดเครื่องปรับอากาศ 4 คัน รถน้ำและเครื่องดื่มแบบบาร์ พร้อมเวทีแสง สี เสียง
ขณะที่อีกพรรคการเมืองหนึ่ง นำคนจากโรงงานจำนวน 2,000 คน ร่วมชุมนุม ซึ่งโดยสารมากับรถบัส และส่งที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ และเสาชิงช้า รวมทั้งนำชาวบ้านจากวัดย่านมีนบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี จำนวน 3,000 คน เข้าร่วม นอกจากนี้ ยังพบการทะเลาะกันของการ์ดและชายชุดดำ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายด้วย....
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ยังมีประเด็น ชาวพม่า แรงงานเถื่อน พวกอันธพาล พวกเสพยาเสรี ร่วมม็อบ “7 สิงหา” ด้วย
โดยระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เหตุปะทะ ทั้งบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ และแยกดินแดง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุม มีการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง
แต่กลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งได้ปักหลักรอป่วน ไม่ยอมเดินทางกลับ แม้แกนนำจะประกาศให้ยุติการชุมนุม โดยขว้างปาอาวุธ ระเบิดปิงปอง ขวดน้ำ และน้ำปลาร้าใส่เจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังมีการโพสต์ข้อความของเพจเยาวชนปลดแอก ที่บอกว่า มีการเผารถตำรวจเป็นการตอบโต้กลับแบบสันติ
ต่อมาในโลกออนไลน์ ได้มีการแชร์คลิป ในวันชุมนุม โดยมีหนุ่ม 3 คน ยืนสูบบุหรี่แล้วคุยหัวเราะกันสนุกสนาน ซึ่งเพื่อนก็บอกว่า กระทั่งอนุสาวรีย์มึงยังไม่เว้นเลย นี่มันอนุสาวรีย์เลยนะ ไม่เว้นเลยนะ ไม่เว้นเลยหรอ มาเป็นตลับทองเลย และทั้ง 3 คน ก็หัวเราะกันต่อ ไม่ได้มีท่าทีสลดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ มวลชนบางส่วนยังเผารถตำรวจ และพ่นสีใส่อนุสาวรีย์ชัยฯ
ทำให้บรรดากลุ่ม 3 นิ้ว ที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ข้างม็อบมาตลอด ก็ออกมาวิจารณ์ถึงเรื่องนี้ ว่า ครั้งนี้ม็อบทำรุนแรงไป ผิดวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนไหว เลยพากันติด #แบน freeyouth ของกลุ่มปลดแอกด้วย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ว่า การออกมาชุมนุมระยะหลัง ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งหมด แต่มีพวกที่จ้องสร้างสถานการณ์ความรุนแรงด้วย
ขณะที่ เพจเฟซบุ๊ก LOOK Myanmar ซึ่งเป็นเพจที่รายงานและวิเคราะห์สถานการณ์ในเมียนมา ได้แพร่คลิปวิดีโอช่วงหนึ่งในการชุมนุมของกลุ่มการเมืองในไทย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 64 พร้อมระบุข้อความว่า แอดขอประณามกลุ่ม REDEM ที่ใช้คนเมียนมามาเป็นด่านหน้าในการชุมนุมเมื่อวานนี้ หากคุณมีความจริงใจมาด้วยใจจริง การชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ใดๆ เลยที่เกี่ยวข้องกับคนเมียนมา ดังนั้น การชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมา ไม่สมควรจะมีคนเมียนมามาเกี่ยวข้อง
และขอให้คนเมียนมาที่อ่านเพจนี้ เตือนไปยังพี่น้องร่วมชาติท่านที่มาหางานทำในประเทศไทย หากคุณโดนคดีในประเทศไทย ไม่ง่ายที่จะได้รับอภัยโทษในประเทศนี้ และหากพวกท่านโดนจับ ใครจะมาจ้างทนายให้ท่าน รวมถึงหากโดนจับท่านจะถูกแบล็กลิสต์โดนส่งกลับเมียนมาและกลับมาไทยไม่ได้อีก ด้วยความเป็นห่วงคนเมียนมาที่เข้ามาชุมนุม หรืออยากจะมาร่วมชุมนุมในครั้งต่อไป
ทั้งนี้ หากย้อนไปดูเหตุการณ์ม็อบ 1 ส.ค. ภายหลังจากจบการชุมนุม ก็ได้เกิดเหตุชุลมุน มีการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนพกระเบิดปิงปองเข้ามาในพื้นที่ และขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งม็อบวันที่ 18 ก.ค. มวลชนบางกลุ่มได้นำพลุสี ขวดน้ำ ก้อนหิน และระเบิดปิงปองเข้ามาขวางป้าใส่แนวกั้นเจ้าหน้าที่ด้วย
อีกทั้ง โตโต้ หัวหน้าการ์ดวีโว่ ยังพูดถึงประเด็นนี้ด้วยว่า จะมีมวลชนสายบวก ที่อยากจะปะทะกับเจ้าหน้าที่ และทำให้มวลชนที่อยากมาชุมนุมแบบสันติ เดือดร้อนไปด้วย โดนเหมารวมว่า สร้างความรุนแรง ทั้งที่มีมวลชนบางกลุ่มแค่เลือดร้อน อยากจะปะทะเท่านั้น คนพวกนี้ทั้งพกอาวุธ มีด ปืน ระเบิดเข้ามา จนบางทีการ์ดเตือนยังไม่ฟัง ควบคุมไม่อยู่ ทำให้เห็นชัดเจนในการชุมนุมระยะหลังว่า การเคลื่อนไหวของม็อบไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ ที่อ้างว่าชุมนุมด้วยวิธีสันติ หรือมามือเปล่าอีกต่อไป
แน่นอน, ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำเอาแรงงานพม่า นำม็อบจัดตั้ง ม็อบรับจ้างของพรรคการเมืองเข้าร่วมชุมนุม โดยเฉพาะ เมื่อวันนี้ 7 สิงหาคม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่
เพราะเห็นได้ชัดว่า กลุ่มแกนนำที่นัดชุมนุม เริ่มไม่มีการคัดกรองมวลชน และไม่สามารถควบคุมมวลชนได้ ซึ่งแม้ว่า แกนนำจะประกาศยุติการชุมนุม แต่ม็อบก็ยังไม่ยุติ และมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ด้วยความรุนแรงด้วย
อีกอย่าง การนำเอาแรงงานต่างชาติ และกลุ่มคนที่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเข้าร่วม อาจก่อให้เกิดความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุก็เป็นได้ เพราะพวกเขาไม่สนใจความสูญเสีย หรือเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินของประเทศเขา เพียงแค่ทำตามที่รับจ้างมาเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ในจำนวนนั้นยังอาจมีพวกนิยมความรุนแรงด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ นับวันม็อบ 3 นิ้ว จะไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นม็อบเยาวชนอีกต่อไป หากแต่เป็นม็อบใครก็ได้ ที่พร้อมชุมนุมด้วยความรุนแรง ส่งผลต่อเป้าหมายที่ม็อบ 3 นิ้วก็มีส่วนได้ หรือในที่สุด อาจกลายเป็นม็อบ “ผลประโยชน์” ไปโดยปริยาย เพราะคนที่เข้าร่วมก็รับจ้างมา แถมเป็นแรงงานต่างชาติ ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังก็หวังในอำนาจ อย่างนี้จะอ้างอะไร ก็คงได้แค่แอบอ้างเท่านั้น



