xs
xsm
sm
md
lg

จริงหรอ? “ทอน” แนะ “ลุงตู่” ลาออก แก้ได้ โควิด-รธน.-ศก. “ไพศาล” สยบลือยุบสภา “นิพิฏฐ์” จี้ ได้เวลาบังคับ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ จากเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
โชว์กึ๋นเหลือเชื่อ! “ทอน” แนะ “ลุงตู่” ลาออก แก้ได้หมด โควิด-รธน.-ศก. “ไพศาล” ชี้ 3 เรื่องผู้นำประเทศเขาไม่พูด สยบลือยุบสภา “นิพิฏฐ์” จี้รัฐหมดเวลาขอความร่วมมือ ได้เวลาบังคับ! “หมอวรงค์” ทำนาย 1 สัปดาห์ ไม่ดีขึ้น เจอมาตรการเข้มข้น

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (24 เม.ย. 64) เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เปิดห้องสนทนาทางแอปพลิเคชัน Club House ชวนประชาชนร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน เมื่อคืนที่ผ่านมา

ที่สำคัญ คือ หัวข้อ (4) โควิด การเมือง เศรษฐกิจ : สามปัญหาที่แก้ไปพร้อมกันได้ ด้วยการเปลี่ยนตัวนายกฯ

โดยมีเนื้อหาระบุว่า “ในทางการเมือง ผมคิดว่า การยุบสภาตอนนี้อาจจะไม่ใช่ห้วงเวลาที่เหมาะสม เพราะมันจะทำให้เกิดการขาดช่วง ถ้ายุบสภาตอนนี้ กว่าที่จะมีรัฐบาลใหม่ ปฏิญาณตนเข้ามา ฯลฯ อาจจะใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน ซึ่งการไม่มีรัฐบาลในช่วงนี้เป็นไปไม่ได้เลย แม้ว่าเราจะไม่พอใจรัฐบาลชุดนี้เพียงใดก็ตาม

มันมีอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า เป็นทางเลือกที่น่าเหมาะสมมากกว่า ก็คือ คุณประยุทธ์ จำเป็นแล้วล่ะครับ ถึงเวลาแล้วที่อาจจะต้องลาออก

แล้วถ้าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เข้ามารับตำแหน่งแทน ผมคิดว่า ก็ต้องคุยให้ชัดว่าภารกิจมีสองประการเท่านั้น คือ 1) จัดการโควิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างวัคซีนเพิ่ม หรือการฉีดวัคซีนที่มีปัญหาเยอะแยะไปหมด ปัจจุบันที่มีอยู่ 2 ล้านโดส ยังฉีดไปได้แค่ไม่ถึงล้านเลย ทั้งที่ล้านแรกเรารับมาเดือนกว่าแล้ว ก็ยังฉีดไม่ได้ตามเป้าหมาย ส่วนภารกิจที่ 2) ก็คือ การแก้รัฐธรรมนูญ

หรือก็คือ เป็นนายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาเพื่อจัดการสองโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยตอนนี้ จัดการปัญหาโควิด แก้รัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะ 2 ปี พอดีหมดวาระของสภาชุดนี้ หรือไม่ถ้าเสร็จก่อนก็ยุบสภาก่อนแล้วเลือกตั้งใหม่

ผมคิดว่า สูตรนี้น่าจะดีกับประเทศมากกว่า คือ แก้โจทย์ทั้งการเมืองและโจทย์โควิดไปในคราวเดียวกันโดยคนใหม่ เพราะแน่นอนที่สุด ต่อให้แก้ปัญหาโควิดจบ คุณก็จะมาเจอกับดักการเมืองอีก ที่ไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองฝ่ายอื่นเข้ามามีอำนาจได้ เป็นกลไกที่วางไว้เพื่อสืบทอดอำนาจของการทำรัฐประหารปี 2557

ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าคุณประยุทธ์ลาออก แล้วมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีภารกิจที่ชัดเจนสองภารกิจ คือ จัดการโควิดแล้วก็แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางที่จะสร้างเศรษฐกิจใหม่ สร้างการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงได้ น่าจะดีที่สุด

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ นอกจากการดูแลเยียวยาที่ผมพูดไปเยอะแล้ว ผมคิดว่า นี่เป็นช่วงเวลาของโอกาสที่ดีมากๆ ที่ประเทศไทยจะลงทุน ต้องบอกก่อนว่า ที่ผ่านมาเรากลัวเรื่องงบประมาณ ไม่มีงบลงทุน ไม่มีเงิน วันนี้ไม่มีประเทศไหนแคร์เรื่องวินัยทางการคลังแล้วครับ มีแต่แข่งกันอัดฉีด

คุณไบเดนเนี่ย แพกเกจแรก อัดฉีดเงินลงไปแล้ว 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเยียวยาโควิด ซึ่งผ่านสภาไปแล้วด้วย ส่วนอีกแพกเกจหนึ่งที่กำลังออกมาอยู่ 2-3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เสนอไปแล้วน่าจะเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแพกเกจเรื่องการมองไปข้างหน้า การสร้างอนาคตของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ธุรกิจสีเขียว เทคโนโลยีที่ใหม่จริงๆ ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างนี้ เป็นต้น

คือทุกประเทศแข่งกันอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ใช้โอกาสนี้เอาเงินมาลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาของสังคม ที่ผ่านมา ไม่สามารถทำได้ อย่างกรณีของไบเดน จะมีการ re-investment ในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ถนน ระบบรถไฟ สะพาน สนามบิน ฯลฯ ทำใหม่หมดทั้งประเทศเลย แพกเกจนี้ใหญ่มาก 2-3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอะไรดีๆ เยอะแยะอยู่ในนั้นที่ประเทศไทยจะเรียนรู้ได้....”

ภาพ นายไพศาล พืชมงคล จากแฟ้ม
ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ของ นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความ ระบุว่า
“เรื่อง 3 เรื่องที่ผู้นำประเทศจะไม่พูดเป็นอันขาดคือ
1 การยุบสภา
2 การลดค่าเงิน
3 การประกาศสงคราม

มีแต่ผู้นำที่เสียสติเท่านั้น จึงจะพูดเรื่องนี้!!!!
ดังนั้นที่มีข่าวปรากฏว่า กำลังจะมีการยุบสภานั้น ฟันธงได้เลยครับว่า เป็นข่าวโคมลอย!!!!

เขาจะยุบให้โง่เหรอ ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่า กล้วยนั้นเป็นยาเสพติด ทำให้ผู้เสพ เชื่องยิ่งกว่าวัวควาย!!!”

ภาพ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากแฟ้ม
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

“ใช้มาตรการ “บังคับ” ได้หรือยัง?

ก่อนจะเขียนเรื่องนี้ ผมขอนำข้อมูลของประเทศไทยมาบอกเสียก่อน ว่า ประเทศไทย มีข้อมูล ดังนี้

1. มีผู้ต้องขังในเรือนจำมากเป็นลำดับที่ 6 ของโลก

2. เรามีอุบัติเหตุทางถนนมากอันดับ 9 ของโลก (ข้อมูลองค์การอนามัยโลก 2564)

ทั้งข้อมูลในเรือนจำ และ ข้อมูลจากอุบัติเหตุ ที่สูงติดอันดับโลก ทั้งที่เราเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ถ้าผมจะกล่าวว่า เพราะคนของเรา “ไม่เคารพกฎหมาย &ไม่มีวินัย” ก็ไม่น่าจะผิด และไม่ควรมีใครโทษผมที่กล่าวอย่างนี้ เว้นแต่ เราเป็นคนมองโลกสวย

ทีนี้ ผมจะตรงประเด็นเรื่องโควิด-19 ล่ะ การระบาดรอบแรก เราใช้มาตรการทางกฎหมาย “บังคับ” คนจึงยอมปฏิบัติ จำได้ไหมครับ ตำรวจจับคนออกจากบ้านที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย จนขึ้นศาล แต่ศาลชั้นต้นตัดสินต่างกัน 2 ศาล จนศาลยุติธรรมต้องออกมาแนะนำการตัดสินให้ไปในแนวเดียวกัน ตอนนั้น เราบังคับกันจริงจัง สินค้าเกษตรผ่านจังหวัดไม่ได้ผมต้องออกมาท้วงติง จนต้องผ่อนคลายให้สินค้าเกษตรของประชาชนผ่านได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ยอมให้ทหารเดินทางข้ามจังหวัดกลับไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยนอนติดเตียง จนเกิดกระแสความเห็นใจทั่วประเทศ เดี๋ยวนี้ แต่ละจังหวัดดูเหมือนผู้ว่าจะสงวนเนื้อสงวนตัวกันไปหมด แปลก!! และ แปลกมากด้วย ไม่ใช่แปลกธรรมดา

ตอนนี้ โควิด-19 ระบาดหนัก วันนี้มีคนป่วย 2,839 คน เสียชีวิต 8 คน และตัวเลขผู้ป่วยสูงขึ้นทุกวัน ถ้ายังคงเป็นแบบนี้ สิ่งที่จะตามมา คือ ระบบสาธารณสุขของประเทศก็ถึงกาลล่มสลาย ความคิดที่จะรักษาระบบเศรษฐกิจไว้ แต่ยอมให้คนป่วย และคนตายบ้าง ก็จะไม่เป็นตามนั้น จะกลายเป็นว่า

1. ป่วยมาก, ตายมาก

2. ระบบสาธารณสุขของประเทศล่มสลาย

3. ระบบเศรษฐกิจพัง

ผมกำลังสรุปว่า วันนี้ เลยมาตรการ “ขอความร่วมมือ” ไปแล้ว ต้องใช้มาตรการ “บังคับ” แล้วครับ ส่วนความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เกิดเพราะอะไร ค่อยว่ากัน อ่านแล้วไม่ต้องเชื่อผม คิด คิด คิด โดยใช้ “ฐานความรู้” อย่าใช้ “ฐานความเชื่อ” แล้วจึงค่อยวิจารณ์”

ภาพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จากแฟ้ม
ด้าน เฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความ ระบุว่า

“โควิดรอบสามเชื้อแรงกว่าเดิม

ผมคิดว่า การระบาดของโควิดระลอกสาม ในประเทศไทย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

ถ้าติดตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการสายการแพทย์ ล้วนยืนยันว่า โควิดระลอกสามนี้ มีการติดต่อกันง่ายมากขึ้น และที่สำคัญคือ คนป่วยมีความรุนแรงมากกว่าสองรอบก่อน

ดังนั้น พวกเราในฐานะประชาชน ต้องป้องกันตนเองขั้นสูงสุด ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด ถ้าภายใน 1 สัปดาห์จากนี้ไป หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น เราต้องเตรียมพร้อมรับกับมาตรการที่เข้มข้นขึ้นแน่นอน”

แน่นอน, ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เกมการเมือง ที่นายธนาธร ออกมาเสนอแนะให้ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก แล้วปัญหา ไม่ว่าจะเป็น “โควิด-รัฐธรรมนูญ-เศรษฐกิจ” แก้ได้หมด

นายธนาธร เสนอเรื่องนี้แม้รู้ดีว่า เป็นไปไม่ได้ ทั้งการที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เพราะเชื่อว่า จะมีประชาชนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทั้งสนับสนุนความคิดนี้ และไม่เห็นด้วย ประเด็นที่เป็นกลางหน่อย อาจเห็นว่า “เปลี่ยนม้ากลางศึก” หรือ “เปลี่ยนขุนศึกกลางสนามรบ” หรือไม่

อย่าลืม “บิ๊กตู่” อย่างน้อยก็ถูกยกย่องว่า แก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดีระดับต้นๆ ของโลก เรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันมาแล้ว เพียงแต่ว่า พักหลังวินัยของคนไทยหละหลวม จึงทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย ประชาชนก็ต้องโทษตัวเองด้วยเช่นกัน ก่อนโทษรัฐบาล หรือโทษการจัดการเรื่องวัคซีน โดยเฉพาะพวกฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้นที่เคยออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ การใช้ชีวิตปกติ กล่าวหาการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า เป็นเครื่องมือปิดกั้นม็อบ 3 นิ้ว เรื่องนี้ยังตามมาโทษรัฐบาลอยู่อีก

ส่วนคนที่เชื่อนายธนาธร ก็เชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะพูด หรือ มีความเห็นเรื่องอะไร ที่เรียกกันว่า “สาวก” หรือ “ติ่ง” ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกอย่าง ที่มีทั้งคนหนุนนายธนาธร และไม่เห็นด้วยกับนายธนาธร คือ การเปลี่ยนนายกฯจาก “ลุงตู่” จะแก้ปัญหาได้หมด ไม่ว่า ปัญหา “โควิด-รัฐธรรมนูญ-เศรษฐกิจ”

ประเด็นคือ นายกฯคนใหม่ของนายธนาธร คือใคร อยู่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ อยู่ในแวดวงการเมือง หรือคนนอก แล้วนายธนาธร เอาอะไรมาการันตีว่า เขาคนนั้นเก่งกล้าสามารถทำได้จริง หรือว่า นายธนาธรหมายถึงตัวเอง? ซึ่งก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน?

นี่คือ สิ่งที่เรียกว่า สักแต่ว่าพูด ไม่ดูเหตุผลแวดล้อม ไม่ดูบริบททางการเมือง ไม่ดูตาม้าตาเรืออีกต่างหาก จึงกล้าพูดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพื่อต้องการเล่นเกมการเมืองเท่านั้น

วันนี้เอาแค่ทุกคนหยุดเล่นเกมการเมือง หยุดสร้างเงื่อนไขขัดแย้ง แตกแยก แล้วหันมาร่วมมือแก้ปัญหาโควิด-19 ด้วยกัน สร้างบรรยากาศเป็นมิตรมากกว่า “ศัตรู” ให้โลกเขาลือว่า เราทำได้ เราทำเพื่อประชาชนของเราอย่างแท้จริง นี่ต่างหากที่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งหมดที่นายธนาธรหยิบยกมา ได้ดีกว่า

ไม่เชื่อลองทำโพล ถามประชาชนดูว่าจริงหรือไม่ แถมอาจได้ข้อมูลมาเตรียมรณรงค์เลือกตั้งให้ตรงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนด้วย ดีกว่าคิดเองเออเอง จนนำไปสู่การพ่ายแพ้เลือกตั้งซ้ำซากอยู่อย่างนี้ หรือว่าไม่จริง


กำลังโหลดความคิดเห็น...