xs
xsm
sm
md
lg

“อนุชา” แจงนายกฯ สั่งเกาะติดคดีพระถูกฆ่าที่ชัยภูมิ มั่นใจฝีมือ ตร.ไทยจับคนร้ายได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รมต.สำนักนายกฯ ตอบกระทู้ย้ำ “ประยุทธ์” กำชับติดตามกรณีพระสงฆ์ถูกฆาตกรรมที่ จ.ชัยภูมิ อย่างใกล้ชิด มั่นใจฝีมือตำรวจไทยหาตัวคนร้ายได้แน่นอน

วันนี้ (28 ม.ค.) นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ต่อกรณีที่พระสงฆ์ถูกทำร้ายถึงแก่มรณภาพ ในพื้นที่ ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เป็นเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ และยังไม่สามารถจับคนร้ายได้ โดยที่ผ่านมาพบว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายพื้นที่ แต่พระสงฆ์ไม่เคยได้รับความเป็นธรรม จึงสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่ามีการดำเนินงานอย่างไร

โดยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวชี้แจงว่า จากกรณีที่เกิดเหตุกับพระสงฆ์จนถึงแก่มรณภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาภาครัฐก็มิได้นิ่งนอนใจมีการติดตามทุกคดีอย่างต่อเนื่อง บางคดียังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

สำหรับกรณีที่เกิดเหตุในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดชัยภูมิ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเหตุเกิดขึ้นที่บริเวณที่พักสงฆ์ป่าว่าน ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ พระภิกษุสงฆ์ที่ประสบเหตุ คือ พระสุริยา อุทาโณ อายุ 44 ปี พรรษา 7 ไม่ทราบสังกัดวัด เนื่องจากไม่พบเอกสารหนังสือสุทธิ บัตรประจำตัวประชาชน และไม่พบย่ามของพระภิกษุสงฆ์ในที่เกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี โดยพบผู้ต้องหาจำนวน 6 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ DNA

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มีความเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมั่นใจในฝีมือตำรวจไทยว่าสามารถจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ ส่วนกรณีที่พระสงฆ์ในพื้นที่อื่นโดนทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่มรณภาพ เช่น ในพื้นที่ จ.สกลนคร และ จ.สุราษฎร์ธานี คดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการชั้นศาลแล้ว ในส่วนของคดีฆาตกรรมพระในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีหลายฝ่ายเกี่ยวข้องซึ่งจะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง ยืนยันว่าภาครัฐมิได้นิ่งนอนใจ


กำลังโหลดความคิดเห็น...