xs
xsm
sm
md
lg

We love them all the same-Land of Compromise ทศพิธราชธรรม ที่ในหลวง ร.๑๐ ทรงมีให้แก่พสกนิกรชาวไทย **บก.ปทส.ส่งฟ้อง “ปารีณา” รุกป่าสงวน 4 ข้อหา โทษสูงสุดจำคุก 20 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โจนาธาน มิลเลอร์ ขอพระราชทานสัมภาษณ์ในหลวง




ข่าวปนคน คนปนข่าว

**We love them all the same-Land of Compromise ทศพิธราชธรรม ที่ในหลวง ร.๑๐ ทรงมีให้แก่พสกนิกรชาวไทย

“We Love Them All The Same” และ “Thailand Is The Land Of Compromise” คือ 2 ประโยค ที่ในหลวงทรงตรัสตอบ “โจนาธาน มิลเลอร์” นักข่าว Channel 4 News และ CNN ขณะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินด้านหน้าพระบรมหาราชวัง เมื่อค่ำวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนักข่าวต่างประเทศรายนี้ ขอพระราชทานสัมภาษณ์ ท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จอย่างเนืองแน่น

วันนี้คลิปและภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวใหญ่ๆ ของต่างประเทศทุกสำนักต่างได้รายงานข่าวเรื่องนี้
สองประโยคที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลกนี้ “โจนาธาน มิลเลอร์” กราบทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “พสกนิกรเหล่านี้จงรักภักดีต่อพระองค์ แต่พระองค์อยากจะตรัสอะไรกับผู้ชุมนุมที่อยู่บนท้องถนน ที่อยากปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไหม ?”
พระองค์ตรัสตอบในครั้งแรกว่า ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น ( I have no comment.) ก่อนจะตรัสต่อมาว่า “พวกเรารักเขาทุกคนเหมือนกัน” (“we love them all the same”) โดยทรงตรัสถึง 3 ครั้ง
นักข่าวต่างชาติถามว่า จะมีช่องว่างในการประนีประนอมได้หรือไม่
ในหลวงทรงตรัสตอบกลับว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการประนีประนอม” (Thailand is “the land of compromise”)

ในหลวงทรงพระอักษร บนพระบรมฉายาลักษณ์ ที่พสกนิกรนำมาแสดงความจงรักภักดี
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตรัสว่า ขอบคุณมาก (“Thank you very much, thank you very much.” ) และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนี ทรงตรัสว่า เรารักคุณเช่นกัน (“We also love you. We also love you.”)
นอกจากเหตุการณ์ตรัสตอบนักข่าวต่างประเทศแล้ว ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอักษรบนพระบรมฉายาลักษณ์ ที่พสกนิกรนำมาแสดงความจงรักภักดี ขณะเฝ้าฯ รับเสด็จ ความว่า “ช่วยกันรักประเทศไทย และพี่น้องประชาชน รักบ้านเรา รักพี่น้องร่วมชาติ ด้วยความเมตตา และร่วมสามัคคีทำความดี”
พร้อมกันนี้ ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินอยู่นั้น ก็ทรงพระราชทานอนุญาตให้เด็กนักเรียนชายผู้หนึ่ง “ถ่ายภาพเซลฟี” ร่วมกับพระองค์ ซึ่งเป็นที่ซาบซึ้งปลื้มปีติแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้ารับเสด็จฯ ชื่นชมพระบารมีอย่างหาที่สุดไม่ได้ เนื่องเพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้ใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะเช่นนี้ และด้วยพระจริยวัตรที่งดงามของทุกพระองค์ ที่ทรงพยายามเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ทรงเข้าใจเด็กสมัยใหม่ที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ถึงแม้ว่ามีประชาชนบางกลุ่ม จะใส่ร้ายหรือแสดงความเกลียดชังต่อสถาบันฯ พระองค์ท่านก็ยังให้ความรัก และเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์ทุกคน
ดังเช่นที่ทรงตรัส “We Love Them All The Same” และ “Thailand Is The Land Of Compromise” แสดงให้เห็นถึง “ทศพิธราชธรรม” หรือ ราชธรรม 10 อันประกอบด้วย “ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ” คือ จริยวัตร 10 ประการ ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรมประจำพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรม และยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี ที่พระองค์ทรงมีให้แก่พสกนิกรชาวไทยมิเสื่อมคลาย
นี่เป็นเรื่องราวแห่งความประทับใจ และปลื้มปีติแก่พสกนิกรชาวไทยที่รักและเทิดทูนสถาบันฯ ที่จะมิรู้ลืมไปตราบนานเท่านาน
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ



** ขบวนการยุติธรรมไม่สองมาตรฐาน บก.ปทส. ส่งฟ้อง “ปารีณา” รุกป่าสงวน 4 ข้อหา โทษสูงสุดจำคุก 20 ปี

ปารีณา ไกรคุปต์
กรณี “เขาสนฟาร์ม” ฟาร์มไก่ของ “เอ๋” ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พื้นที่ประมาณ 700 ไร่ ใน ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ถูกร้องว่ามีพื้นที่บางส่วนเป็นที่ ส.ป.ก. บางส่วนรุกป่าสงวนแห่งชาติ ...เป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่ต้นปี มีการแจ้งความดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และป่าไม้เข้าตรวจสอบ สั่งรื้อเล้าไก่ ยึดพื้นที่คืน มีการร้องเรียน ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบเอาผิดอีกทางหนึ่ง
แต่ดูเหมือนว่า “เอ๋” ก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. แถมยังเป็น “ตัวจี๊ด ตัวเจ็บ” คอยปะทะกับขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม...จนถูก “ม็อบปลดแอก” หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง โจมตีกระบวนการยุติธรรมอยู่เนืองๆ ว่า “สองมาตรฐาน” ... ทีกับฝ่ายผู้ชุมนุมถูกออกหมายจับ จับกุมดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว แต่กับคนของฝ่ายรัฐบาลกลับเอ้อระเหย
ล่าสุด “พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม” ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.) เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน บก.ปทส. เพื่อตรวจสำนวนคดีพร้อมพยานหลักฐานแล้วสรุปว่า เห็นควรสั่งฟ้อง “ปารีณา” โดยเตรียมส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการ จ.ราชบุรี ดำเนินการสั่งฟ้องคดีในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ใน 4 ข้อหา คือ
ผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ม.14 และ ม.31 “ร่วมกันยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเบ็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนชาติ โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต”
ผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 “ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”

ทวี ไกรคุปต์
ผิดประมวลกฎหมายที่ดิน “ร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่อสร้างหรือเผาป่า กระทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย ในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามในราชกิจานุเบกษา หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต”
ผิด พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 “ร่วมกันประกอบกิจการน้ำบาดาล ในเขตน้ำบาดาลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน ในเขตน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต” .... ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดจำคุก 4-20 ปี ปรับ 200,000-2,000,000 บาท โดยในส่วนของ น.ส.ปารีณา จะถูกดำเนินคดีทั้งในฐานะบุคคล และนิติบุคคล (บริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด)
ไม่เพียงเท่านั้น ทาง บก.ปทส. ยังได้เรียก “ทวี ไกรคุปต์” บิดาของ “ปารีณา” มารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับ "ปารีณา" ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ จากที่ถูกร้องเรียนว่า บุกรุกที่ดินรัฐ กว่า 1 พันไร่ ที่ หมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
ถึงวันนี้ บรรดาพลพรรคสีส้มและกลุ่มม็อบคงพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า รัฐบาลใช้ “นิติสงคราม” กับฝ่ายตรงข้าม แต่กับพวกพ้องกลับเป็น “นิติเอื้ออาทร” !!
อย่างไรก็ตาม หากอัยการสั่งฟ้องคดี ในช่วงนี้ ที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดสมัยประชุม “ปารีณา” สามารถขอใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองได้ หาก บก.ปทส. หรือ อัยการ จะดำเนินการ ต้องส่งเรื่องให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อส่งเรื่องมากยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภาฯ มีมติ จะส่งตัวให้ดำเนินคดีระหว่างสมัยประชุมหรือไม่ ... ซึ่งสภากำหนดสมัยประชุมไว้คราวละ 120 วัน !!




กำลังโหลดความคิดเห็น...