xs
xsm
sm
md
lg

ศาสดาใคร? “ดร.นิว” ลากไส้ “ปวิน” เผด็จการ “ล้มเจ้า” “ประวิตร” จวกสั่งสอน เจอสวน “งานห่วยกว่าเด็กมัธยม”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ จากเฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว”
กรณี “ประวิตร” ขัดแย้ง “ปวิน” กลายเป็นประเด็นฉาวโฉ่ในหมู่ “ล้มเจ้า” “ดร.นิว” ลากไส้ นี่แหละนิสัยลุแก่อำนาจ เผด็จการตัวแม่ อยากใหญ่เหนือคนอื่น พักหลัง ลืมตัว เที่ยวแว้งกัดพวกเดียวกัน ถีบ “ประวิตร” ซ้ำ “งานห่วยกว่าเด็กมัธยม”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (31 ส.ค. 63) เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์หัวข้อ “#นี่แหละตัวตนของลุงสุรชัย” โดยมีภาพประกอบ กรณีขัดแย้งกับ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโสประจำข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ

เนื้อหาระบุว่า “ลุงสุรชัยเป็นคนที่ลุแก่อำนาจ เอาแต่ใจ อยากเป็นใหญ่เหนือคนอื่น มีความเป็นเผด็จการสูง และมีพื้นฐานนิสัยที่ก้าวร้าว หยาบคาย

สมัยตอนที่เขาประจำการอยู่ที่สถานทูตไทยในสิงคโปร์ เขาเคยก้าวร้าวและทำตัวแย่ๆจนโดนผู้บังคับบัญชาที่เป็นผู้หญิงตบหน้าด้วยความเหลืออด เป็นสาเหตุที่ทำให้ลุงสุรชัยเกลียดระบบราชการไทยตั้งแต่นั้นมา แล้วก็พาลไปโทษเจ้า อีกทั้งยังขายตัวให้กับขบวนการต่างชาติในการแทรกแซงและสร้างความแตกแยกในประเทศไทย

เป็นที่มาของ “สุรชัยก้าวร้าวจนโดนตบ แค้นนี้ไม่จบเอาไปลงที่เจ้า”

ก็เพราะนิสัยที่เป็นเผด็จการและก้าวร้าวแบบนี้ พอมีผู้ติดตามเยอะ จึงคิดว่าตัวเองใหญ่โตมีอิทธิพลกว่าคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ต่างชาติต่างหากคอยหนุนปั่นให้เขาดัง จึงไม่แปลกที่ลุงสุรชัย ลืมตัว แล้วหันมาทะเลาะ แว้งกัดพวกเดียวกันเองโดยเฉพาะกับแอนดรูว์ ด้วยพื้นฐานนิสัยที่เป็นอำมาตย์ ลุแก่อำนาจ เอาแต่ใจ และอยากเป็นใหญ่เหนือคนอื่น
#สุรชัยมาร์เก็ตเพลส
#รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส
https://mgronline.com/politics/detail/9630000081488

ทั้งนี้ “ดร.นิว” ได้แชร์ เฟซบุ๊กเพจ Thailand Vision กรณีที่เป็นความขัดแย้งประกอบกด้วย

กล่าวคือ (30 ส.ค. 63) นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโสประจำข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ ได้โพสต์ลงในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว ดังนี้

“ความย้อนแย้งของ ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง’ ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ความพยายามของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการบล็อกกลุ่มเฟซบุ๊กเท่าทันวิพากษ์เจ้าที่ชื่อ ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส’ โดยอ้างว่า เป็นภัยต่อความมั่นคง และกดดันขู่ฟ้องเฟซบุ๊กจนเฟซบุ๊กตัดสินใจยอมบล็อกแบบเจาะจงเฉพาะในราชอาณาจักรไทย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้คนในไทยเข้าดูไม่ได้ แต่มันได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตรงกันข้ามอย่างรุนแรงเกินคาด (Streisand Effect) เพราะ อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กลับได้รับความสนใจมากขึ้นจากสื่อตะวันตกที่ตะลึงกับรัฐกะลาไทย ไม่ว่าจะนิวยอร์กไทมส์ วอชิงตันโพสต์ อัลจาซีเลาะห์ หนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายของเยอรมัน อย่าง TAZ หรือแม้กระทั่งสื่อสิงค์โปร์ ประเทศที่มีปัญหาด้านเสรีภาพสื่อ ฯลฯ แถมอาจารย์แกยังได้รับเชิญให้ไปพูดออนไลน์โดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งญี่ปุ่น

ส่วนการตั้งกรุ๊ปใหม่ชื่อ ‘รอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส-ตลาดหลวง’ เพื่อผ่าเซ็นเซอร์ในกะลาแลนด์ ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ณ วันอาทิตย์ หรือ เพียง 6 วันหลังจากตั้งกลุ่มตลาดใหม่ ก็มีสมาชิกเกิน 900,000 คน ในขณะที่กลุ่มเก่าใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะมีสมาชิกทะลุหนี่งล้านคน

ตอนคืนวันพุธที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นเพื่อนใน Facebook คนหนึ่งส่งคำเชิญให้ผมเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มใหม่ ผมเลยโพสต์ถามเพื่อนและผู้ติดตามใน FB กับ Twitter ว่าควรรับคำเชิญเข้าเป็นสมาชิกไหม เพราะผมไม่เคยเป็นสมาชิกในกลุ่มแรกที่ตอนนี้ถูกบล็อกในไทยแล้ว และผมก็เป็น “เพื่อน” กับ อ.ปวิน ใน FB และในทวิตเตอร์ ซึ่งต่างก็ follow กันและกันอยู่
คำตอบที่ผมได้ส่วนใหญ่ คือ รับคำเชิญเข้าไปเป็นสมาชิกเลยสิ รออะไรอยู่! ในที่สุดผมจึงตัดสินใจตอบรับคำเชิญจากสมาชิกรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง ไม่นานหลังจากนั้น ผมตัดสินใจลองโพสต์ status ลงในกลุ่ม ข้อความเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า:

“ฝากทุกท่านในกลุ่ม ขอให้ใช้ข้อมูลเป็นจริงเท่าที่ทราบ ไม่กล่าวหาใครโดยไร้หลักฐาน เพื่อที่รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสแห่งใหม่จะได้ไม่ถูก FB ฟันธงคล้อยตามรัฐไทย #ป”

หลายชั่วโมง หลายวันผ่านไป ก็เงียบ ไม่มีข้อความผมปรากฏในตลาด ผมจึงตาสว่างตระหนักว่า ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง’ หาใช่ตลาดเปิดความคิดเสรีทางการเมืองและอุดมการณ์ไม่ หาใช่ตลาดทางความคิดอย่างแท้จริงแบบใครใคร่ค้าๆ ใครใคร่ซื้อๆ ใครใคร่ตาสว่างก็ตาสว่างซะ

หากเป็นอาณาจักรเสมือนจริงส่วนตัว (virtual fiefdom) ทางอุดมการณ์และจริตส่วนตัวของปวิน ที่ปวิน ในฐานะแอดมินและผู้ก่อตั้งริเริ่มกลุ่มเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จสูงสุด ตัดสินใจว่า ข้อความใดที่คนในกลุ่มอยากสื่อผ่านการพิมพ์ status ในกลุ่มควรได้รับการอนุมัติ ให้สมาชิกอื่นๆเห็นได้ อ่านได้ ชมได้ และข้อความใดไม่เหมาะกับอาณาจักรของแก ซึ่งปวินโพสต์ในกลุ่มเองเมื่อคืนวันเสาร์ว่า แกปฏิเสธโพสต์ที่สมาชิกพิมพ์เสนอมาลงพิมพ์ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ (นี่ยังไม่รวมที่แกเคยโฆษณาไล่ถีบสมาชิกบางคนออกจากกลุ่ม เพราะฟันธงว่า เป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทำให้ผมนึกถึงวาทกรรม: ถ้าไม่รักพ่อหรือเห็นด้วยกับพ่อก็ไปอยู่แผ่นดินอื่นซะ)

ล่าสุด เมื่อคืนวันเสาร์ ปวินก็โพสต์ถึงคนประเภทนี้ในหมู่สมาชิกตลาดใหม่อีกว่า : “อีดอกนีโอสลิ่ม มึงมี 2 ตัวเลือกค่ะ กดออกเอง หรือจะให้กูถีบออก ลำไยฉิบหาย”

ส่วนปฏิกิริยาส่วนใหญ่ของ 1,300 คอมเมนต์ในคืนวันเสาร์ก็ออกมาทำนอง ไล่พวกมันออกจากตลาดไป ถีบมันออก บล็อกมันเลยค่ะขุนแม่

มาถึงตรงนี้ ผมเริ่มรู้สึกคุ้นๆ ว่า ตลาด ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง’ คล้ายกะลาแลนด์ขนาดย่อม เป็นที่ที่มีตรรกะคล้ายกับราชอาณาจักรจริงแห่งหนึ่ง ที่ ‘ควร’ และ ‘ต้อง’ ทำให้เป็นพื้นที่ดีๆ มีแต่ข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับเจ้าอาณาจักร และต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ของเจ้าอาณาจักร อย่างไม่รู้จักพอเพียงเท่านั้น และไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง ข้อโต้แย้ง และพื้นที่แสดงออกอย่างแท้จริงสำหรับพวกที่ไม่ใช่กองเชลียร์ (sycophants)

เพียงแต่อาณาจักรของปวิน เป็นอาณาจักรเสมือนที่คล้ายกันจากคนละขั้วการเมือง

ยังดีที่ อ.ปวิน มิได้มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชาปวินนุภาพคุ้มครอง ซึ่งเป็นกฎหมายล้าหลังอันมีโทษสูงสุดถึงจำคุก 15 ปี

สิ่งที่ผมอยากสื่อกับสมาชิกในกลุ่มเกือบล้านคน คือ: เสรีภาพการแสดงออกมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ตรงไหนควรวิพากษ์หรือแม้กระทั่งล้อเลียนก็ทำไป เพราะสังคมปกติที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงที่มีกษัตริย์อย่างอังกฤษ ประชาชนเขาวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยมิต้องหลบซ่อนปิดบังตัวตนที่แท้จริงเหมือนคนไทยที่ต้องปิด และอยู่ในสภาพหน้าไหว้หลังหลอก

แต่ข้อมูลกล่าวหาแบบลอยๆ นั้น ไม่จำเป็น เพราะสังคมที่ยึดโยงกับข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานหรือ (ยัง) พิสูจน์ไม่ได้จนชิน คงไปได้ไม่ไกล มิได้อยู่บนฐานของการใช้เหตุผล

ในขณะที่สื่อกระแสหลักไทยเกือบทั้งหมด ชมเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียง และไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง 'ตลาดปวิน' ก็เป็นพื้นที่วิพากษ์ล้อเลียนเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงที่แทบไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง

ข้อความที่ผมอยากสื่อคงขัด หรือไม่ก็ไม่เอื้อต่อบรรยากาศสุดสวิงริงโก้ในกลุ่ม ที่ดูเหมือนไม่มีที่ทางให้กับข้อมูลต่าง หรือความเห็นต่าง และการถกเถียงจากต่างมุมต่างความเชื่ออย่างแท้จริง หรือบางที ผู้มีอำนาจในอาณาจักรเสมือนจริง อาจกลัวว่า ข้อความแบบนั้นอาจจะไปทำลายบรรยากาศที่คล้ายการเปิดเพลงเทคโน หรือ trance music ของข้อมูลด้านเดียวจนสมาชิกนับล้านที่กำลังดิ้นในภวังค์ตื่น (นอกจากข้อมูลกล่าวหาลอยๆว่าคนในรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ถูกล้างสมอง และมีการโพสต์ในนั้นเพื่อดูเอาขำ)

ผมไม่ปฏิเสธว่า กลุ่ม ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส’ และ “ตลาด” ที่ตั้งขึ้นมา ทั้งเก่าและใหม่ มีบทบาทช่วยทะลุทะลวงกะลา ทำลายการผูกขาดของข้อมูลดีๆด้านเดียวเกี่ยวกับเจ้าอย่างมีนัยสำคัญ ปลดแอกประชาชนจำนวนนับล้านให้เข้าถึงข้อมูลเท่าทันเจ้า (ฯลฯ) ในขณะที่สื่อกระแสหลัก ถูกบังคับ หรือเลือกที่จะอยู่ในสภาพไม่ต่างจากพีอาร์เซื่องๆ ของสถาบันกษัตริย์ จนประชาชนที่สงสัยต้องดิ้นรนไปเปิดหูเปิดตาในโลกโซเชียล และหนึ่งในผู้ที่สมควรได้รับเครดิตคือปวิน (ผมเขียนขอชื่นชมบทความตาสว่างตอนที่ 14 ที่ปวินเพิ่งเขียนลงวันนี้เกี่ยวกับพระเทพฯ ซึ่งบาลานซ์)

แต่บางที การรังสรรค์วัฒนธรรมประชาธิปไตย สร้างสังคมที่สมาทานเสรีภาพการแสดงออกอย่างแท้จริง และการโต้เถียง ฟังความเห็นต่างอย่างตั้งใจด้วยขันตินั้น ยากยิ่งกว่าการต่อต้านหรือวิพากษ์ฝ่ายที่ตนตราหน้าว่าเป็นเผด็จการผูกขาดความจริง... เพราะบางที ความเป็นเผด็จการ ความไร้ขันติและใจอันไม่เปิดกว้างในตัวเรา มันหยั่งรากลึกเกินกว่าที่เราจะรู้ตัวหรือยอมรับ แม้ในฝั่งที่เรียกตนว่า ฝ่ายประชาธิปไตย

การต้านอำนาจนิยมรัฐนั้น ว่ายากแล้ว การขัดขืนต้านอำนาจนิยมในตัวเราและฝั่งประชาธิปไตยนั้น ยากกว่า…

ควรมิควรแล้วแต่ปวินจะทรงโปรดถีบ ไล่ผมออกจากอาณาจักรรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง…”

ภาพ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ และ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากแฟ้ม
ด้าน เฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ของ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้ต้องหา ม.112 ในประเทศญี่ปุ่น โพสต์ข้อความระบุว่า

“หลังจากได้สงบสติอารมณ์สักพัก ก็เข้าใจว่า เราได้เห็นการทำงานของนักข่าวอย่าง ประวิตร โรจนพฤกษ์ แล้วก็ต้องเข้าใจว่า ทำไมสื่อของไทยมันถึงไม่พัฒนา

ขอท้าวเรื่องอีกที ประวิตร บ่นว่า กลุ่มรอยัลลิสต์ไม่ให้พื้นที่ให้เค้าแสดงความเห็น เพราะเค้าเขียนโพสต์ไปหลายวัน จนป่านนี้ยังไม่อนุมัติ แสดงว่ากลุ่มนี้ไม่ให้เสรีในการคิด ปิดกั้นโพสต์ของเค้า คือ เอาง่ายๆ เค้าคิดว่าโพสต์ของเค้าสำคัญ ที่ดิชั้นต้องเพิกเฉยไม่ได้

...ทำไมดิชั้นถึงคิดว่า ประวิตรเป็นนักข่าวที่แย่
1) เค้าไม่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มแรก เค้าไม่รู้มู๊ดและโทนของการหารือเป็นอย่างไร เค้าตัดสินแต่เพียงว่า โพสต์เดียวของเค้าไม่ได้รับการอนุมัติ นั่นคือการไม่เปิดเสรี นี่หมายความว่า ประวิตรไม่ทำการบ้าน ไม่ทำ fieldwork ไม่เคยมาเป็นสมาชิกในกลุ่มนานพอจนรู้ว่า แม้แต่ในกลุ่มนี้ก็มี culture บางอย่าง อันนี้บอกเลยว่าแย่มาก สำหรับนักข่าวที่ไม่รู้เลยว่ากลุ่มเป็นอย่างไร เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มสองแล้วก็บ่นว่า โพสต์ของตัวเองไม่มีคนเหลียวแล

2) ดิชั้นเขียนไปหลายครั้ง ตั้งแต่เกิดดรามา แทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง งานประจำก็มี นี่ก็ต้องรบกับรัฐบาลไทยและเฟซบุ๊ก กลุ่มใหม่มีสมาชิกเกือบล้านแล้ว มีดิชั้นเป็นแอดมินคนเดียว ทำฟรี ด้วยใจ ไม่มีค่าจ้าง ต้องให้สัมภาษณ์ชั่วโมงต่อชั่วโมง ต้องเขียนบทความให้ Washington Post/New Mandala/FORSEA ect ต้องๆๆๆๆ เลยไม่มีเวลาอนุมัติโพสต์ที่ตอนนี้มีคิวมารอหมื่นกว่าโพสต์แล้ว

3) ดิชั้นเพิ่งได้มีโอกาสเห็นโพสต์ที่รอการอนุมัติของประวิตร บอกตรงๆ ห่วยแตก ยังไงดิชั้นก็ไม่อนุมัติ เพราะไม่ได้ contribute อะไรที่เป็นประโยชน์กับการถกเถียงเรื่องสถาบัน สมาชิกคนอื่นที่เป็นเด็กมัธยมยังเขียนโพสต์ได้ดีกว่าประวิตร

4) นอกจากนี้ ประวิตรยังตั้งคำถามว่า ดิชั้นบล็อกหรือลบโพสต์อื่นๆ ทำไม ในบรรดาโพสต์ทั้งหมด จำนวนมากดิชั้นต้องลบออก เพราะเป็นการพนัน หวย ขายของ ลามก ส่งเสริมความรุนแรง หรือไม่ก็เป็นสลิ่มที่เข้ามาปั่นป่วน ข่มขู่ แคปข้อความไปล่าแม่มดหรือส่งตำรวจ ดิชั้นต้องคอยขจัดพวกนี้ออกไป เช่นกัน ถ้าประวิตรได้อยู่ในกลุ่มสักพักก็จะรู้ว่า โพสต์หรือคอมเมนต์เลวๆ แบบนี้มีมากเพียงใด

5) ประวิตรมาด่าดิชั้นจากความเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ของตัวเอง เพราะเป็นนักข่าว เป็นคนมีชื่อเสียง โพสต์เค้าต้องได้รับการอนุมัติ เค้าไม่เคยมาแสดงความเห็นอะไรเลยในคอมเมนต์ของคนอื่นๆ ได้แต่เห่าสวยๆ ว่า รอยัลลิสต์ต้องเปิดพื้นที่อย่างนั้นอย่างนี้ เค้าต้องการมาโพสต์อย่างเดียว เพราะเค้าคิดว่าความคิดเค้าเหนือกว่าคนอื่นๆ โทษทีค่ะ อ่านข่าวมึงแล้ว ความที่มึงไม่เคยทำการบ้านในเรื่องทีมึงเขียน พูดได้คำเดียว มึงคือนักข่าวส้นตีนค่ะ”...

อย่างนี้ ก็แทบไม่ต้องขยายความอะไรอีกแล้ว นอกเสียจาก น่าเศร้าใจที่คนไทยส่วนหนึ่ง เชิดชูเขาเหมือนกับ “ศาสดา” ผู้นำปลดแอก และเชื่องเชื่อการล้างสมองของเขา ราวกับ ไม่มีความคิดอ่านอะไรเลย?

ได้แต่หวังว่า เรื่องเหล่านี้ จะช่วยทำให้สาวก “ปวิน” ในไทย ตาสว่างขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ขอให้ชั่งใจสักนิด ก่อนที่จะเชื่อ จนไม่ลืมหูลืมตา ก่อนที่หมดค่าแล้วจะถูกเททิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย เหมือนกับเพื่อนและพวกของเขา!


กำลังโหลดความคิดเห็น...