xs
xsm
sm
md
lg

ทำดีต้องชม! “อดีตบิ๊ก สธ.” ซูฮก “ลุงตู่” สู้โควิด 19 รับมือฝ่ายแค้น จาก “ม้านอกสายตา” สู่ “Super Star” สังคมโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ ลุงตู่ ช่วงที่ร่างกายทรุดโทรมอย่างหนัก จากเฟซบุ๊ก ต่อตระกูล ยมนาค
ถือเป็นบทความขั้นเทพชิ้นหนึ่ง ของ นพ.ชำนาญ ภู่เอี่ยม อดีตบิ๊ก สธ. เรื่อง “ผลสอบโควิดฯไทยติดอันดับโลก” เนื้อใหญ่ใจความ ชี้ให้เห็นทำไมต้อง ซูฮก “ลุงตู่” ทำไมจาก “ม้านอกสายตา” สู่ “Super Star” สังคมโลก

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (28 เม.ย. 63) เฟซบุ๊ก ต่อตระกูล ยมนาค ของ นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์บทความ ของ นพ.ชำนาญ ภู่เอี่ยม อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อย่างน่าสนใจ หัวข้อ “ผลการสอบโควิดฯไทยติดอันดับโลก” โดย นพ.ชำนาญ ภู่เอี่ยม (บทความ ข้างล่างนี้ ผมเอามาจากของ นพ.ชำนาญ ภู่เอี่ยม ทั้งหมด นะครับ)

โดยมีเนื้อความว่า “ขณะนี้ ไม่ว่าประเทศใหญ่ ประเทศเล็ก
ไม่ว่าประเทศมหาอำนาจ ประเทศพัฒนา กำลังพัฒนา หรือ ด้อยพัฒนา ทุกประเทศได้รับข้อสอบเหมือนกันหมด..
“ข้อสอบการแก้ปัญหาโควิด-19 ภาคปฏิบัติ”

ประเทศไทยภายใต้การนำของนายกฯลุงตู่ ก็เป็นผู้เข้าสอบหนึ่งในจำนวนนั้น และถูกจัดให้อยู่ประเภท.... “ม้านอกสายตา”

เพียงพอต้นเริ่มสอบ ก็ได้รับการดูแคลนไม่เฉพาะคนนอกประเทศ คนในประเทศก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งฝ่ายแค้น และ ฝ่ายดูแคลนชาติ...ที่ตั้งตาคอยเอาใจช่วยลุง..(ให้ล้มคว่ำ?)

เริ่มต้นลุงทำงานยากลำบากมาก ร่างกายผ่ายผอม สีหน้าหมองคล้ำ เพราะมีพันธนาการทางการเมือง ทั้งเรื่องของคุณภาพ ความสามารถของคน ความไม่ใส่ใจในการทำงาน การฉกฉวยมุ่งหาผลประโยชน์ใส่ตน ตลอดจนแรงต้านจากนักการเมืองบางฝ่าย ที่สำคัญ คือ การขาดเอกภาพและความรวดเร็วในการสั่งการ..

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ (แต่อยากจะเชี่ยวชาญ) ต่างดาหน้าออกมาให้ความเห็น พยากรณ์ว่า ผู้ติดเชื้อไทยจะเหยียบหลักหลายหมื่นคนกลางเมษายนอย่างแน่นอน เนื่องจากช่วงนั้นมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง..จึงเกิดกระแสขอให้ลุงปิดบ้าน ปิดเมือง สูงขึ้น...

ประกอบกับมีเรื่องการฉกฉวยหาผลประโยชน์ของนักการเมืองทุกฝ่าย เป็นที่น่าสังเกตว่า ในสถานการณ์วิกฤตของประเทศชาติทุกครั้ง นักการเมืองอาชีพนอกจากไม่สามารถช่วยประเทศชาติได้แล้ว ยังซ้ำเติมให้สถานการณ์ของชาติเลวลงทุกครั้ง...

ลุงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษข้อสอบ แล้วก็ปรึกษาผู้ที่ควรปรึกษา และไม่ยอมปรึกษาผู้ที่ไม่ควรปรึกษา....

ภาพ ทีมที่ปรึกษาลุงตู่ จากเฟซบุ๊ก ต่อตระกูล ยมนาค
แล้วลุงก็ประยุกต์แนวคิดของลุง ผสมกับข้อเสนอแนะของผู้รู้จริง ไว้ดังนี้....

1. ต้องกลับไปสู่คราบเก่า “นักเผด็จการที่มีคุณธรรม” (งานที่ถนัด) โดยประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน....อัศวินม้าขาวต้องบัญชาการรบด้วยตนเอง

2. ต้องทำการ “กระชับพื้นที่ของโควิด” คือ ปิดบ้าน ปิดเมือง โดยด่วน....

โดยการกระชับพื้นที่เป็นรายจังหวัด มอบให้พ่อเมืองรับผิดชอบดูแลตัวเลขผู้ติดเชื้อ โดยลุงถือว่า.. “โรคติดต่อ..ถ้าคนไม่ติดต่อ ก็จะไม่มีการติดต่อ”

3. ต้องลดขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสม (Mean and Lean) เน้นการแก้ปัญหาให้ตรงจุดและรวดเร็ว (Focus and Fast)

4. ต้องใช้มืออาชีพ ใช้คนให้ตรงและเหมาะสมกับงาน ไม่ใช้คนตามมารยาท
ต้องสลัดนักการเมืองออกไปชั่วคราว
ต้องให้ข้าราชการ และ ผู้รู้ตัวจริงมีอิสระในการทำงาน อย่างแท้จริง
ต้องตัดการเอาหน้า หาเสียง หาประโยชน์ทางการเมืองออกไปให้หมดทุกกระทรวง
(แม้จะทราบว่า นักการเมืองอึดอัด แต่ลุงตู่ก็มุ่งทำเพื่อชาติเหนือสิ่งอื่นใด)

5. เน้นบรรยากาศความร่วมมือ ความมีวินัย และ จิตสำนึกต่อส่วนรวมของคนในชาติแบบไทยๆ

หลังจากได้มีมาตรการใหม่ออกไป มีผู้คนติดตามผลงานของลุงตู่ ซึ่งถ่ายทอดโดยคุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ด้วยจิตใจที่จดจ่อ ราวกับดูหนังซีรีส์เป็นประจำทุกวัน...

ผู้คนสนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แชร์ออกสื่อแต่ละวัน ทำให้การเก็บตัวอยู่ที่บ้านมีชีวิตชีวา เพราะบางบ้านรับพนันขันต่อกันเล่นๆ แทงตัวเลขผู้ติดเชื้อว่า พรุ่งนี้จะสูงหรือต่ำกว่า 15 เป็นต้น...(นี่คือการเริ่มต้นวิถีชีวิตแบบ Thai New Normal)

เพื่อให้การติดตามผลงานของลุงตู่มีความสนุก และ เข้าใจง่ายขึ้น ผมจะขอสรุป (ตามความเข้าใจของผม) ดังนี้....
- มาตรการของลุง จะเริ่มจากเบาไปหาหนัก...

- เริ่มต้นช่วงแรก : สถานการณ์ไม่เร่งด่วนนัก และมีแรงต่อต้านน้อย ลุงจะเริ่มด้วยการให้วิสัยทัศน์ และ ขอความร่วมมือในวงกว้าง (Visionary,Extensive Participation)

- พอเริ่มมีความเร่งด่วน ลุงจะใช้วิธีการจูงใจ และ เจาะกลุ่มบุคคลเป้าหมายเพื่อให้ได้รับความร่วมมือ (Persuasive,Focus Participation)

- พอเริ่มมีแรงต่อต้านสูงแต่ไม่เร่งด่วนนัก ลุงก็เพิ่มความเข้มข้นในการใช้อำนาจ (Coercive)

- และพอสถานการณ์ทั้งเร่งด่วนและมีแรงต้านสูง ลุงก็จะใช้ความเด็ดขาดสั่งการ (Dictatorial) ในทันที

ทั้งนี้ มาตรการของลุงจะผันแปรไปตามปัจจัย ความเร่งด่วน (Urgency) และ แรงต่อต้าน (Resistance)....

ความร่วมมือของคนร่วมชาติพุ่งกระฉูดขึ้นอย่างรวดเร็ว
วินัย และ น้ำใจของคนร่วมชาติดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา...บางท่านบอกว่า มาจากความกลัวตายของประชาชน แต่มีจำนวนไม่น้อยบอกว่า มาจากการสื่อสารที่ดีขึ้นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง...
ความสามัคคีก็ดูเหมือนจะดีขึ้นตามไปด้วย.....
(ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนน้องหมูป่าติดถ้ำ)

ประเทศไทย จากม้านอกสายตา กลับกลายเป็น Super Star ของสังคมโลก....ลุ่งตู่มี Aura จับเปล่งประกาย

คำชื่นชมจากทั่วโลกหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
แต่ก็ยังสวนทางกับคำด่าของฝ่ายแค้น และฝ่ายผิดหวัง และ “แกล้งผิดหวัง” จากเงินเยียวยา....

ลุงเหนื่อยยากเพียงใด ก็มิเคยปริปาก...
ไม่ยอมออกสื่อบ่อยเหมือนเช่นเคย...

“ผลงานให้โฆษกพูด..ส่วนลุงพูดด้วยผลงาน”

ลุงได้เลือกโฆษกได้อย่างสุดยอด ประเภท “all in one” ที่เป็นได้ทั้งโฆษก เป็นได้ทั้งแพทย์ เป็นได้ทั้งจิตแพทย์ เป็นได้ทั้งครูสอนสุขศึกษา วินัย และ จิตสำนึกของคนในชาติ จนเดี๋ยวนี้ มีแม่ยกคุณหมออยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ใครไม่รู้จักคุณหมอ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ถือว่าตกยุค....

ถ้าดูผลงานภายใต้การนำของลุง ณ เวลานี้ ก็ถือว่าทำได้ดีมากเกินความคาดหมาย ประเมินจากคำชมของสังคมโลก ถือว่าสุดยอด แต่หนังซีรีส์ต้องดูกันยาวๆ ให้ถึงตอนจบ..ยังต้องเดินทางอีกยาวไกล อุปสรรคขวากหนามข้างหน้ายังอีกเหลือคณานับ...

การตัดสินใจปลดล็อก คลายล็อกนั้น คือ ปัญหาใหญ่ของลุง ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนมาเป็นลำดับต้น

จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของฝ่ายแค้น หรือ ฝ่ายดูแคลนชาติ เพราะถ้าตัดสินใจผิด แม้แต่เพียงเล็กน้อย อาจจะส่งผลให้ไม่มีโอกาสกลับมาได้อีกเลย

ความปลอดภัยทางสุขภาพก็เป็นเรื่องน่าห่วง ปากท้องของประชาชนก็เป็นเรื่องน่าห่วงไม่น้อย เราเชื่อว่าลุงตู่คงจะสร้างความสมดุล ณ จุดนี้ได้อย่างเหมาะสม...

ผลการสอบข้อสอบโควิดทั่วโลกครั้งนี้ คือ บทพิสูจน์คุณภาพของผู้นำ และ คุณภาพของคนในชาติ....

การแพ้-ชนะโควิด-19 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแพทย์ สาธารณสุขแต่เพียงอย่างเดียว

แต่ปัจจัยที่เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ (Key of Success Factors) ครั้งนี้ คือ การยืนระยะต่อกรกับโควิด อย่างมีวินัย มีน้ำใจ กล้าหาญ อดทนอดกลั้น มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ และภายใต้การนำที่ดีมีคุณภาพ

สรุป : ช่วงนี้บอกได้คำเดียวว่า ลุงตู่มีบารมีราศีจับที่สุด มีผลงานที่จับต้องได้ที่สุด ไม่ใช่แค่ระดับประเทศไทย แต่ไปไกลระดับโลกแล้ว....

.. “ความดี คือ เกราะกำบัง ไม่ต้องมานั่งปลุกม็อบ”....

(ขอเรียนว่า ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ มิใช่เพื่อเชียร์ลุงตู่ เพียงแต่ต้องการชื่นชมคนทำดี เหมือนที่สังคมโลกเขาชื่นชมกัน)

แต่ว่า มีบางความเห็น ที่ไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมาก แค่ทัศนคติล้วนๆ ส่วน “ลบ” หรือ “บวก” มาฟังกัน

กรณี นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ที่อ้างตัวเป็นนักประชาธิปไตย ปัจจุบันรับจ้างเป็นพิธีกรรายการข่าว ทางช่องวอยซ์ทีวีของนายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ข้อความประกอบการแชร์คลิปข่าวจากเว็บไซต์วอยซ์ทีวี จั่วหัวข่าวว่า “อยากเห็นอีกกี่ศพ”

โดยระบุว่า “เหตุการณ์ป้ากินยาฆ่าตัวตายหน้าคลังเพื่อเงิน 5,000 ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันคือผลพวงแห่งความคับแค้นของประชาชนต่อรัฐบาลที่เยียวยาล่าช้า จนคนไม่ได้เงินหลังตกงานเข้าวันที่ 40 กว่าๆ จนต้องบุกคลัง แต่รัฐบาลกลับปิดประตูไล่ ผลก็คือความรู้สึกว่า “ไม่มีใครสนใจอะไรกูเลย” จนต้องถามตรงๆ ว่า ประยุทธ์-อุตตม อยากเห็นคนตายอีกกี่ศพ กว่าที่จะเยียวยาประชาชนให้ครบสักที”

นี่น่าจะเป็นตัวอย่างได้ดี ที่บทความข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ยังมีคนประเภทนี้ เป็นฝ่ายแค้นอยู่ในสถานการณ์การต่อสู้อย่างยากลำบากกับโควิด-19 ของลุงตู่

แล้วที่บทความของ นพ.ชำนาญ สะท้อนทั้งหมด เชื่อว่า เป็นสิ่งที่คนไทยรู้-เห็น และนับว่า เข้าใจลุงตู่เพิ่มขึ้น และในทางตรงข้าม ก็หมดศรัทธาและเชื่อถือในกระแสบิดเบือนทั้งหลายลงเรื่อยเช่นกัน

ลองดูถ้าลุงตู่ “ปราบโควิด-19” สำเร็จ ฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่กันไปได้ ฝ่ายแค้นคงได้กระอักเลือดตาย ก็คราวนี้!?


กำลังโหลดความคิดเห็น...