xs
xsm
sm
md
lg

สถานการณ์ “หน้ากาก” ฉุกเฉิน-พาณิชย์รับเละ !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา



หากพิจารณากันตามสถานการณ์ในเวลานี้ที่กำลังอยู่ในการประกาศบังคับใช้พระราชการกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดา โดยเฉพาะการบังคับใช้เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของ “โรคติดต่อร้ายแรง” จากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” ที่ถือว่าเวลานี้ประเทศไทยกำลังลุ้นด้วยใจจดจ่อว่าหลังจากที่มีการประกาศใช้ “ยาแรง” ดังกล่าวผ่านมา 7-8 วันแล้ว ภายในระยะเวลาอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลงหรือไม่ หลังจากในช่วงเวลานี้มีตัวเลขรายงานว่าอยู่ในระดับ “ทรงๆ” แบบเพิ่มขึ้นไม่มาก

โดยทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดให้ความเห็นว่าแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ยังประมาทไม่ได้ เพราะตัวเลขอาจจะพลิกไปทางลบได้ตลอดเวลา หากไม่มีการควบคุมที่รัดกุมพอ และที่สำคัญ ประชาชนต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ” แม้ว่าเวลานี้การตระหนักจะมีมากขึ้น การร่วมมือร่วมใจจะมีมากขึ้น แต่ในทางการแพทย์บอกว่า “ยังมีระดับไม่ถึงขั้น” นั่นคือ ยังไม่ถึงระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ ยังมีการเดินทางข้ามถิ่น ข้ามจังหวัดในอัตราที่ยังสูง แม้ว่าจะลดลงแล้วในอัตราที่สูงแล้วก็ตาม แต่ในระดับของการควบคุมโรคระบาดที่ตราบใดยังลดการเดินทางไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงสูงอยู่ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากการแพร่ระบาดที่กระจายออกไปสู่ต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็เริ่มเห็นแนวโน้มในทางบวกเช่นเดียวกัน เมื่อล่าสุด มีรายงานว่า มีถึง 19 จังหวัดที่ในเวลานี้ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม ทำให้ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่าจะสามารถรักษาระดับแบบนี้ได้แบบ “เอาอยู่” หรือไม่ แม้ว่าในอีกบางจังหวัด โดยเฉพาะในบางจังหวัดทางภาคใต้ตอนล่างที่ยังมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่ถือว่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงแล้วเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าโดยรวมๆ แล้ว ถือว่ายังอยู่ในภาวะที่ “ต้องลุ้น” ว่าจะไปทางบวกหรือลบ ซึ่งออกได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านทุกคนว่าจะทำให้เกิดแบบไหน แต่ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ส่งสัญญาณออกมาให้ได้ยินชัดแล้วว่า หากยังไม่ได้ผลก็พร้อมที่จะใช้ “ยาแรง” เพิ่มขึ้น ซึ่งในนั้นก็อาจรวมไปถึง “คำสั่งปิดเมือง” ห้ามเข้าออกโดยสิ้นเชิงเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศจีนก่อนหน้านี้ในช่วงที่เกิดการระบาดรุนแรงมาแล้ว

นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่มาควบคู่กับการแพร่ระบาดลุกลามของเชื้อไวรัสมรณะนี้ ก็คือ “วิกฤตหน้ากากอนามัย” และตามมาด้วย “วิกฤตไข่ไก่” ที่แพงและขาดตลาด กำลังกระหน่ำกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองเรื่องกำลังทำให้พวกเขาโดนเข้าไปเต็มๆ ซึ่งในทางการเมืองถือว่า “โดนเข้าไปเต็มๆ” เพราะอีกสถานะหนึ่งเขาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และถือว่าคุมกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

แม้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าใครหากมาเป็นผู้บริหารหน่วยงานและกระทรวงนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการกินอยู่ สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ มันก็ต้องโดนหนักอยู่แล้ว และยิ่งอยู่ในภาวะวิกฤติมีผลต่อความเป็นความตายแบบนี้มันก็ยิ่งต้องโดนอีกเป็นสองสามเท่า ทุกอย่างย่อมมีความยุ่งยากมากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ

อย่างไรก็ดี ในบางอย่าง “สถานการณ์ก็สามารถสร้างวีรบุรุษ” ได้เช่นเดียวกัน หากเขาเป็น “ของจริง” ดังที่เราเคยเห็นมาแล้ว แต่เมื่อยกตัวอย่างในเรื่อง “หน้ากากอนามัย” ที่เวลานี้เวลาผ่านมาเกือบสามเดือนเข้าไปแล้วสถานการณ์ความขาดแคลน หาซื้อไม่ได้ หาไม่เจอสองเดือนก่อนเป็นอย่างไร เวลานี้ก็ยังเป็นแบบเดิม หรือ “หนักกว่าเดิม” เพราะสถานการณ์แพร่ระบาดเพิ่มขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต ซึ่งวัดจากการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็คงไม่ต้องอธิบายมา

ขณะที่ทางกระทรวงพาณิชย์ ทั้งกรมการค้าภายใน มาจนถึงปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ยังยืนยันว่า ปริมาณหน้ากากอนามัยที่โรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทยจำนวน 11 แห่ง ที่ตอนแรกในช่วง 1-2 เดือนก่อน บอกว่า มีปริมาณราว 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน และล่าสุด จนถึงวันนี้ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน และที่ผ่านมา ก็มีการกระจายไปตามโรงพยาบาลต่างๆ และแบ่งจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาควบคุมไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท แต่กลายเป็นว่าเวลาผ่านมาสองสามเดือนก็ยังเป็นแบบเดิม นั่นคือตามโรงพยาบาลต่างๆ ยังขาดแคลนที่เข้าขั้นวิกฤติจนต้องขอรับบริจาค หรือมีการผลิตหน้ากากออกมาใช้กันตามมีตามเกิด

คำถามที่คาดใจมานานกว่าสองเดือน คือ “หน้ากากหายไปไหน” ซึ่งด้วยระยะเวลาที่ลากยาวมานานแบบนี้ และด้วยปริมาณการผลิตที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นแบบที่ว่าจริง มันก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงแนวทางการบริหารของกระทรวงพาณิชย์ ว่า “ใช้ไม่ได้” ถือว่าการบริหารจัดการที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
 
และหลังจากที่มีการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินและมีศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 ขึ้นมา ล่าสุดก็ได้มีการโยกการบริหารจัดการหน้ากากอนามัย โดยเปลี่ยนจากกระทรวงพาณิชย์ มาให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กระจายไปทั่วประเทศแทน ขณะที่ปริมาณหลักคือจำนวน 1.5 ล้านชิ้น จะมอบให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อไปกระจายให้กับโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศได้ใช้ในแต่ละวัน ขณะที่เหลืออีก 8 แสนชิ้นได้ให้กระจายไปยังแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไปจัดสรรกันไป

กลายเป็นว่า นี่คือ การดึงอำนาจการบริหารจัดการจากกระทรวงพาณิชย์มาอยู่ในมือของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของกระทรวงพาณิชย์ในการทำงานในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา และยังไม่นับเรื่องไข่ไก่ขาดตลาดและมีราคาแพง แม้ว่าอย่างหลังน่าจะเริ่มคลี่คลายไปได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีการสั่งระงับการส่งออก และอีกอย่างหนึ่งก็คือไข่ไก่เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่ายนั่นคือเก็บได้ไม่เกิน 21 วัน ทำให้การกักตุนในจำนวนมากๆอาจทำไม่ได้เต็มที่ ไม่เหมือนกับหน้ากากอนามัยที่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้นานนับเดือน นับปี

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องจับตากันอีกนับจากนี้ ก็คือ “สินค้าราคาแพง” ที่ตอนนี้ให้จับตาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เป็นต้น กำลังทยอยขึ้นราคา ซึ่งกำลังรอพิสูจน์กระทรวงพาณิชย์ว่าจะรับมือได้หรือไม่

เอาเป็นว่างานนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังรับศึกหนักทุกด้าน เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ในภาวะวิกฤติแบบนี้ แต่ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในภาวะแบบเดียวกันก็ย่อมเป็นการพิสูจน์ฝีมือเช่นเดียวกัน เพราะหลายคนสถานการณ์ สร้างให้เป็นวีรบุรุษ ขณะที่บางคนก็ถูกทำลายย่อยยับได้เหมือนกัน !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...